บันเทิง

คิดสวนทาง - Love

คิดสวนทาง - Love

04 ส.ค. 2552

คำในภาษาอังกฤษคำนี้คงไม่มีความจำเป็นต้องแปลเป็นไทยแต่อย่างใด และอาจจะเป็น คำที่ผู้คนส่วนมาของโลกรู้จักภาษาอังกฤษคำนี้ก็เป็นได้

  คำคำนี้เป็นชื่อเพลงเพลงหนึ่งของวงดนตรีคณะ เดอะบีทเทิลส์ (The Beatles) ที่นำมาเป็นธีมหลักของการแสดงกายกรรมผาดโผนโดยคณะนักแสดง เซิร์ก ดู โซเลยล์ (Cirque Du Soleil) ที่มีชื่อเสียงก้องโลก ของประเทศแคนาดา การแสดงนี้เปิดการแสดงที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือน มิถุนายนปี 2006 ข่าวการร่วมงานกันของกลุ่มศิลปินที่ถือว่ามีความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมของโลกทั้งสองคณะนี้ดังเกรียวกราวไปทั่วโลก และทุกคนก็รอคอยที่จะมีโอกาสได้ชมการแสดงดัง กล่าวอย่างใจจดใจจ่อซึ่งรวมถึงผมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญญาบินไปชมการแสดงที่ลาสเวกัส ใจจดใจจ่อว่าเมื่อไหร่เขาจะทำเป็นดีวีดีออกมา ในตอนแรกก็มีแต่ซีดีเพลงออกมาก็รีบคว้าไว้ทันที กลับไปถึงบ้านเรียกว่าแทบจะฉีกกระดาษแก้วที่ห้อไว้ไม่ทัน จนกระทั้งเมื่ออาทิตย์ ก่อนไปเจอดีวีดีก็รีบคว้ามาทันทีเหมือนกันถึงจะเป็นในรูปของสารคดีก็ยังดี ก็ยังไม่ทราบว่าดีวีดีการแสดงจะหาซื้อได้ที่ไหน

 อาการกระดี๊กระด๊าของผมในงานนี้ก็เพราะผมเป็นแฟนตัวจริงที่หลงใหลและชื่นชมผลงานของทั้งสองคณะอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ต้องพูดถึง เดอะบีทเทิลส์ ที่เป็นเสมือนญาติสนิท เป็นพี่ชายที่แสนดี เป็นครูดนตรีคนแรก เป็นวีรบุรุษที่อยากเลียนแบบ เป็นผู้จุดประกายความคิดทั้งในด้านดนตรี และการดำเนินชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้า เมื่อได้ยินเพลงของพวกเขาครั้งใดก็อดไม่ได้ที่จะต้องร้องตาม จะด้วยการเปล่งเสียงร้องออกมาหรือร้องอยู่ในใจก็ตามแต่ และผมก็คิดว่าผมก็คงไม่มีอะไรต่างไปจากเพื่อนๆ ที่อยู่ในยุคเดียวกัน ซึ่งก็คือพวกที่อยู่ในยุค Baby Boomers ที่เติบโตมาพร้อมกับเพลงของ เดอะบีทเทิลส์ ทั่วโลก

 ส่วน เซิกร์ ดู โซเลยล์ เดิมทีเป็นคณะละครเร่ที่เป็นคณะเล็กๆ เดินทางไปแสดงตามเมืองต่างๆ ประสบการขาดทุนจนจะถูกฟ้องล้มละลาย แต่ด้วยความมาดมั่นและด้วยความเชื่อในความใฝ่ฝันของ กี ลาลิแบ็คเต้ (Guy Laliberte’) เขาก็สามารถผ่านวิกฤติต่างๆ มาได้ จนในปัจจุบันคณะแสดงกายกรรมผาดโผนของเขาประสบความสำเร็จไปทั่วโลก การแสดงบางเรื่องต้องจัดทำขึ้นเป็นสี่ทีมแล้วแยกย้ายไปแสดงตามที่ต่างๆ ทั่วโลกพร้อมกัน มันเป็นการยากมากๆ ที่จะอธิบายความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในการแสดงของเขาได้เป็นคำพูดโดยเฉพาะในคอลัมน์นี้

 จึงอยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่านลองหามาชมกันเอง แต่ที่ผมชื่นชมคือการที่พวกเขาไม่ยอมประนีประนอมกับจินตนาการ หรือความฝันที่เกิดขึ้น เมื่ออาร์ตไดเร็กเตอร์หรือผู้ควบคุมออกแบบด้านศิลปะคิดภาพออกมาได้แล้วและทุกคนก็ยอมรับว่าสวย ขั้นตอนต่อไป คือต้องทำภาพนั้นให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร เช่น ภาพของนักไต่เชือกที่ต้องไต่เชือกขึ้นไปด้วยมือเปล่าเป็นคณะ เมื่อได้ระยะความสูงและระยะห่างกันพอสมควรแล้ว ทั้งหมดก็สามารถยืดลำตัวออก ไปทำมุม 90 องศาขนานกับพื้นได้คนดูก็ได้แต่อ้าปากหวอเหวอไปตามกัน แสดงว่านักแสดงต้องมีกำลังแขนอย่างมหาศาลจึงจะทำแบบนั้นได้ และเมื่อเข้าไปดูเกี่ยวกับเบื้องหลังเขาก็แสดง และเล่าให้ฟังว่าต้องออกกำลังแขนทุกๆ วัน จำไม่ได้ใช้เวลานานเท่าไรแต่ก็คงเป็นปีๆ กว่าจะทำออกมาได้อย่างที่ผู้กำกับศิลป์ต้องการได้ นี่ก็เป็นแค่ตัวอย่างเดียวในอีกหลายๆ ฉากที่มีความมหัศจรรย์ในพลังความสามารถของมนุษย์ที่ไม่แพ้กันเลย

 ผมเคยลงทุนบินไปชมการแสดงของเขาเมื่อครั้งมาเปิดการแสดงที่สิงคโปร์เรื่อง ควีดัม (Quidam) ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย

 ที่น่าสนใจอีกอย่างก็ คือเขาใช้การแสดงดนตรีสดประกอบการแสดงของเขาเสมอ ดนตรีของเขาจะมีกลิ่นอายดนตรีโอเปร่าของอิตาเลียน ซึ่งจะให้ความรู้สึกแบบเร้นลับมีมนต์ขลังแปลกๆ โดยมี เรอเนย์ ดูเพย์เรย์ (Rene’ Dupe’re’)  เป็นผู้ประพันธ์และกำกับดนตรีเสมอ นักแสดงมักจะได้คิวจากเพลง ซึ่งหมายความว่าต้องจำเพลงได้แม่นยำเพราะนอกจากการ แสดงผาดโผนแล้วมักจะต้องร่ายรำไปตามจังหวะของดนตรีด้วย ความพร้อมเพรียงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนคนคนเดียวกันเลยทั้งจังหวะและท่าทาง ที่ขาดไม่ได้ คือมุกตลกที่จะมีออกมาขั้นการแสดงแต่ละชุดเรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้เสมอ

 ในคณะการแสดงนี้พอจะเทียบได้กับโลกใบเล็กๆ เพราะสมาชิกประกอบไปด้วยคนเก่งๆ จากทุกมุมโลก มีทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาเลียน รัสเซีย จีน มองโกเลียและอีกหลายชาติมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ หลายคนก็ต้องเอาครอบครัวมาด้วย มีการจัดให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือโดยมีครูพิเศษมาสอนหรือแม้แต่บางคนเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมีครูมาสอนเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก การบริหารอยู่กันแบบพี่ๆ น้องๆ แต่ทุกคนมีความรับผิดชอบกับคำว่า ความเป็นมืออาชีพ คือไม่มีคำว่าพลาดได้เป็นอย่างดี

 ในการจัดการแสดงครั้งนี้จำเป็นต้องใช้ดนตรีของ The Beatles ตลอดทั้งงาน ซึ่งก็เป็นความยากเย็นอย่างมหันต์ เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากบรรดาสมาชิกและทายาทของวงเดอะบีทเทิลส์ และหลักการคือไม่ใช้การโหวตแบบประชาธิปไตย คือถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วยก็แปลว่าไม่ผ่านต้องคิดมาเสนอใหม่ การแสดงครั้งนี้ใช้เงินลงทุนถึง180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,300 ล้านบาท เห็นตัวเลขแล้วก็เริ่มเข้าใจคำว่าระดับโลกมันแปลว่าอะไร ซึ่งพวกติสต์ๆ ของเราบางคนอยากจะได้ภาพความฝันแบบเขาบ้างแต่มีงบอยู่ไม่กี่ล้านบาท ก็พยายามกันไปแบบไทยๆเราแล้วกัน

 งานใหญ่ที่อันตรายมากที่สุด คือการเอาเพลงของ เดอะบีทเทิลส์ มายำตัดนู่นต่อนี่ เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถทำได้ จอร์จ มาร์ติน (George Martin) โปรดิเซอร์ของเดอะบีทเทิลส์บอกว่าต้องคิดให้ดีเพราะกำลังไปแตะต้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ฉะนั้นผู้ที่จะมาเสี่ยงตายครั้งนี้ คือลูกชายของเขาเอง ไจล์ มาร์ติน (Giles Martin) ซึ่งเมื่อผมเปิดเพลงในอัลบั้มนี้ฟังในครั้งแรกก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกันว่า ใครนะกล้าหาญบังอาจมาทำแบบนี้กับเพลงที่ผมรักได้ ต้องฟังอยู่หลายเที่ยวถึงจะรับได้ แล้วก็กลายเป็นเพลงของเดอะบีทเทิลส์ในอีกมิติหนึ่ง

 วันนี้ไม่มีมุกอะไรปิดท้าย บทความนี้เพียงแต่อยากจะระบายความชื่นชมต่องานศิลปะที่ ได้กล่าวมาข้างต้นและก็อยากเชิญชวนให้ไปหามาเสพกันดู เผื่อวันไหนได้เจอกันจะได้มีเรื่องให้โม้กันได้อีกเรื่องหนึ่งนะครับ

"จิรพรรณ อังศวานนท์"