
ทีวีสีรุง:เลือกละกัน
11 พ.ค. 2559
เลือกละกัน : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย...สุนิสา สุขบุญสังข์
คุณคะ ... คุณคะ ถ้าเป็นคุณเจอแบบนี้ จะไปท่าไหนต่อดีคะ คือ เรื่องมีอยู่ว่า คุณกำลังสบายๆ จิตใจไม่ได้ขุ่นข้องเศร้าหมองเพียงสักนิด แล้วจู่ๆ เพื่อนของคุณก็มาดักเจอ เพื่อจะมาบอกว่า “แกเลิกยุ่งกับคุณ...(คนรักของแก)ได้ละ!!” เจอแบบนี้เข้าไป คุณคงงงมิใช่น้อยสินะคะ...แล้วอิเพื่อนของคุณก็ยังคงย้ำอีกว่า ”ฉันบอกว่า แกอย่าไปยุ่งกับคุณ...เขาอีก" ก็ถ้าต้องเจอย้ำขนาดนี้ ในใจคุณจะคิดอะไร แล้วจะพูดอะไรออกมาคะ
สำหรับอ้อมผู้หมกมุ่นอยู่หน้าทีวีมาตั้งแต่เด็ก เสียงหนึ่งในใจก็คงแอบคิดว่า เอ๊ะ แฟนเราอาจเป็นฆาตกรโรคจิต หรือ จริงๆ แล้วเป็นคนไม่น่าคบหาเพราะมีแฟนอยู่แล้วหรือเป็นพวกขายยารุ่นใหญ่ เอ๊ะหรือว่าเป็นผีที่แปลงร่างมาวะ แล้วนี่เพื่อนเรารู้อะไรมา เลยอยากมาเตือน แต่คงยังไม่กล้าพูดความจริงกับเราสินะ เพราะฉะนั้น ประโยคที่อ้อมจะตอบ หลังการประมวลความน่าจะเป็นให้ออกจากปากไปคือ “แกพูดเรื่องอะไร ทำไมฉันต้องเลิกยุ่งกับคุณ...หละ??”
เฮ้อ..โล่งใจ ได้ถามแล้ว เดี๋ยวอิเพื่อนคงจะกล้าบอกความจริงกับเราแล้วสินะ (นี่คือความคิดในใจ) และแล้วสิ่งที่เราคาดไว้ก็ถูกจริงๆ ค่ะ เพื่อนเรามันยอมพูด แต่คุณรู้ไหมคะสิ่งที่มันตอบคืออะไร... มันตอบว่า “ฉันบอกให้แกเลิกยุ่งกับเขา เพราะฉันมีอะไรกับเขาไปแล้วเมื่อคืน!!”
ขุ่นพระ ได้ฟังดังนั้น ควรจะรัวมือให้ในความกล้า หรือรัวหมัด รัวฝ่ามือ (ขึ้นกับความถนัดและเพศ) ให้ เพราะความโกรธแค้นที่แสนจะห้ามใจ
แล้วบทสรุปก็ออกมาที่การรัวหมัดใส่กันของผู้ชายสองคนค่ะ ส่วนเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป คงต้องรอติดตามต่อไปในละครเรื่อง แฝดล่องหน ทางช่อง 7 นะคะ ละครเย็นมันสนุกอย่างนี้นี่เอง 555
ยอมรับนะคะว่า พอได้ยินประโยคที่วัฒนาพูดกับนาถ ถึงแม้จะงงกับตรรกะแต่ก็ชื่นชมในความกล้าและบ้าที่มาพูดกับเพื่อนตรงๆ แต่ที่มันตะขิดตะขวงใจอยู่อย่างคือ รู้สึกว่าไอ้การมาพูด มันไม่ได้มาจากความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันดูจะเป็นการพูดเพราะหวงผู้หญิง ซึ่งคือคนรักของเพื่อน ถ้ามันเป็นความจริง เพื่อนก็คงทะเลาะกันหนักแหละค่ะ แล้วแถมน่าจะโกรธและเกลียดกันแบบจริงจัง เพราะมันเป็นเรื่องของความผิดหวัง อกหัก และศักดิ์ศรี ซึ่งไอ้เรื่องพวกนี้ มันเล็กซะที่ไหนหละคะ คุณก็รู้รู้อยู่
แล้วยิ่งถ้าอกหักแถมยังเสียศักดิ์ศรี พ่วงเข้าไปอีกเนี่ย มันหนักมาก ซึ่งอ้อมว่าหลายครั้ง อกหักกลับไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะน้ำหนักและความสนใจ ดูจะเอนเอียงไปทางด้าน “ศักดิ์ศรี” ซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น
“แล้วฉันจะตอบใครเขายังไง”
“ถ้าคนรู้ ฉันต้องอายไปอีกนานแค่ไหน”
“มันเป็นใคร มีอะไรดีกว่าฉัน”
“มันมีสิทธิอะไรมาทำกับฉันแบบนี้”
หรือ “คอยดูนะ ถ้าคนอย่างฉันไม่ได้เป็นเจ้าของ อย่าหวังว่าคนอย่างแกจะได้”
โอย..สารพัดสารพัน ที่ถึงเวลาเลิกกันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องคนสองคน มันมักจะกลายเป็น 3,4,5 ซึ่งจำนวนที่เกินกว่า 2 นั้นจะว่าไปก็ขึ้นอยู่กับเราจะนับใครเข้ามาเกี่ยว ทั้งที่ในความเป็นจริง จำนวนส่วนเกินเหล่านั้น เป็นแค่ตัวรายล้อม ที่มักจะส่งผลในแง่ที่เราต้องแคร์ความคิดหรือขี้ปากของพวกเขา มากเกินกว่าความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง
สังเกตดูสิคะ ไอ้เรื่องแบบนี้ บางทีมันก็เกิดขึ้นกับเราได้อยู่แล้ว เผลอๆ บางคนก็อาจจะเคยอยู่บ่อยๆ กับไอ้ความรู้สึกที่แคร์คนรอบข้าง แคร์ว่าเขาจะมองเรายังไง พูดถึงเราแบบไหน จนเราลืมมองเข้ามาที่ตัว ที่ใจเราเอง ว่ามันรู้สึกยังไง ลืมมองวิธีที่จะจัดการกับปัญหาที่แท้จริงก่อน เพราะมัวแต่เอาเวลาไปแก้หน้าเพื่อให้คนอื่นมอง
ถ้าหากดูละครแล้วจะย้อนมองดูตัว ก็ลองดูนะคะว่า เราเองเป็นแบบนั้นรึเปล่า ถ้าเป็น ก็ลองหัดเปลี่ยนตัวเองดู เผื่ออะไรๆ มันจะง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะยากในช่วงแรก แต่ผลที่ได้มันยั่งยืนกว่า เพราะไอ้วิธีการไปมุ่งแก้ที่ตัวคนอื่น มันง่ายตั้งแต่ต้นก็จริง เพราะการไม่มองปัญหาว่าตัวเองผิดเนี่ย ใครๆ ก็ชอบหนิคะ โทษคนอื่น แถมไม่ต้องแก้ไข เน้นไปทางแก้ตัว หรือแก้แค้น นิสัยแบบนี้ จิ๊กโก๋ อันธพาลที่ไหนก็ทำได้ แต่ถ้าคุณอยากเป็นนักเลงจริง อ้อมว่าเราต้องสู้ค่ะ สู้กับความจริง ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะไม่ถูกใจแต่เราจะทำไปเพื่อความถูกต้อง เหมือนที่มีผู้สอนอ้อมว่า “คนมีปัญญา จะเผชิญกับปัญหาโดยไม่ปรุงแต่ง แก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ปล่อย แต่คนไม่มีปัญญา มักปรุงแต่งปัญหา แล้วไม่คิดจะแก้มันด้วยซ้ำ”
เลือกเอาค่ะ ว่าคุณอยากเป็นแบบไหน มันฝึกได้ทุกแบบ#ใครๆ ก็เลือกได้#เลือกละกัน



