
เล่นหูเล่นตา:มือเก่าหัดเหงา(4)
09 พ.ค. 2559
มือเก่าหัดเหงา(4) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“รถเฮียปอมาจอดข้างบ้านทำไมห๊ะคุณนายวาส....ใครเป็นอะไร” ฉันถาม “วาสนา” เจ้าของร้านทำผมเจ้าประจำ (JRY ซ.นราธิวาส 14) ตามประสาคนช่างสังเกตและไวต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีนิสัยสอดรู้สอดเห็นเลยสักนิด
“น้องที่อยู่ห้องเช่าชั้นบนตึกข้างๆ เพิ่งตายเมื่อเช้านี้...นางเป็นมะเร็งที่มดลูก...เป็นมาพักหนึ่งแล้วก็รักษาอยู่นะ พ่อมาส่งข้าวให้ทุกวันตอนเช้า อยู่ๆนางก็เสียแล้ว นางทำงานขายบริการ”
เอิ่ม...นี่ก็อีกคนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านแต่เล่าได้เป็นวรรคเป็นเวรละเอียดยิบ!...วันๆ ดมแต่สารเคมีย้อมผมลูกค้าน่าจะมึนหัวมึนหู แต่กลับมีสติมาส่องเรื่องข้างบ้าน...หูไวนะเราอ่ะ! ถ้าข้าวตูอยู่ด้วยคงจะหลอกด่านางอย่างเมามัน นางก็จะหัวเราะที่มีคนรู้ทัน! คนเรามันคบกันได้นี่เพราะเรามีข้อเสียเหมือนกันมะ?...เม้าท์มันคนกันเองจริงๆ นะพวกเรา
ฉันเกลียดไอ้โรคบ้าบอทุกชนิดที่มาเป็นเอาเฉพาะกับผู้หญิง ลำพังมีประจำเดือนเลือดออกปวดท้องเมนส์ทุกเดือน ต้องเป็นฝ่ายตั้งท้อง ไหนจะเป็นฝ่ายเสียหายเวลามีเรื่องวุ่นวายกับผู้ชายโดนด่าหาว่า “แรด” (ทีผู้ชายแรดเรียกว่า “เจ้าชู้”...เชอะ!ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกันคะคุณตำรวจ!) ทำมาหาเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูก เลยไปถึงเลี้ยงผัว ยังต้องมาต่อสู้กับอีโรคเวร(กรรม)พวกนี้อีก ช่างเป็นเพศที่น่าสงสารและน่าเห็นใจจริงๆ! เราควรจะได้รับการรักษาฟรีสำหรับโรคที่เป็นเฉพาะกับผู้หญิงก็จะดีไม่น้อย กว่าหญิงไทยจะได้สิทธิ์นั้นฉันคงตายแล้วตายอีกหลายชาติ แค่คิดก็เจ็บมดลูกละกรู!
น่าสงสารนางนะ อายุแค่ 30 ต้นๆ ก็มาเป็นมะเร็งมดลูกตาย สิ่งที่น่าเศร้าใจกว่าก็คือ ตอนตายไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลและปลอบโยน ชีวิตคนเรานี่มันช่างยากช่างเย็นเหลือเกิน ผู้หญิงเราทุกคนเกิดมาก็อยากเจอใครที่ดีมาคอยรักคอยเข้าใจให้อภัยและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดไปไม่ว่าจะดีหรือร้าย (โดยเฉพาะเวลาเจ็บไข้) ใครๆ ก็หวังจะได้ผัวรักผัวรวยคอยเลี้ยงดูไม่ให้ตกฟากลากพื้น (อย่ามาหาว่าพวกกรูจ้องจะจับแต่ผัวรวย...ธรรมชาติของมนุษย์ใครก็อยากจับปลาใหญ่ไม่ใช่กุ้งฝอย....ฉลาดเลือกแล้วมันผิดตรงไหนอ่ะคะ?) แต่วาสนาคนเรามันต่างกัน คนบางคนก็ต้องเลี้ยงตัวเองไปจนตาย....ฮือ ของที่แม่ให้มาก็ไม่มีใครอยากเอาไปใช้ (เอิ่ม...พูดเข้าตัวเองไปนะเรา?) เอาเป็นว่าเห็นความตายอยู่ตรงหน้าแบบนี้แล้วทำให้ฉันได้สำเหนียกในกะลาหัวว่า...“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จะรอใครมารักมาเลี้ยงคงไม่มี แล้วอยู่ดีๆ จะดราม่าไปทำไม? จะเหงาหาหอกอะไรคะ? อะไรที่สำคัญกว่าระหว่าง “ไม่มีผัว” กับ “ไม่มีจะแดรก” คะคุณ? ใครไม่รักกรูก็ช่าง! ขอเศร้าแบบยังมีงานทำ พอน้ำตาแห้ง...หายเหงาหายดราม่าแล้วมันจะหิว (ข้าว) ก็ยังดีที่มีตังค์ซื้อข้าว ไม่ได้ร้องไห้ไปไส้แห้งไป! อันนี้จะเจ็บปวดกว่ามั้ยคะคุณ? ยิ่งเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นโรคห่านเหวที่รักษาไม่ค่อยหายแถมใช้เงินมากมายทรมานร่างกายและกระเป๋าตังค์ เอิ่ม...เอาเวลาเหงามาทำมาหากินเก็บเงินไว้หาความสุขใส่ตัวเวลาที่ยังดีและเก็บไว้เผื่อป่วยไข้จะดีกว่ามั้ยคะคุณ? แล้วเวลาจะดราม่าน่ะให้มองคนที่มีชีวิตโชคร้ายกว่าเรา อย่ามัวไปมองคนที่โชคดีกว่า มันเหมือนคนซื้อหวยนั่นแหละ คนถูกรางวัลใหญ่จะมีสักกี่คนแต่คนที่ถูกหวยแดรกมีอีกเป็นล้าน อย่าไปท้อสักวันเราอาจจะโชคดีถูกแทง เอ๊ย!...แทงถูกก็ได้นะคะคุณตราบเท่าที่วันหวยออกและวันพระไม่ได้มีหนเดียว (1 กับ 16 ของทุกเดือน) ถี่กว่ามีเมนส์ซะอีก
ความเหงาไม่เข้าใครออกใคร...เหงาเมื่อไหร่ให้ออกไปเที่ยวไปกิน ไปคนเดียวแล้วไปหาเพื่อนหาญาติที่อยู่ตามถิ่นนั้นๆ อันนี้จะออกแนวจับพลัดจับผลูไม่ต้องไปวางแผนมากนัก แค่จองตั๋วเครื่องบินออนไลน์เอาแบบราคาโปรโมชั่น (ถูกดี) แล้วยัดเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นไปขาดเหลืออะไรไปซื้อเอาข้างหน้า เวลาที่ฉันอยู่เที่ยวที่ไหนนานๆ จะหาร้านซักรีดเพื่อหมุนเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาใส่อีก...ที่ภูเก็ตก็เช่นกัน อะไรก็หาได้ไม่ยากถ้าจะหา
“ไหนมรึงพากรูไปร้านขายอุปกรณ์เสริมสวยที...ไกลมั้ย” พูดไม่ทันขาดคำ “ไอ้โจ้” คนใต้เจ้าถิ่นหน้าโหดแต่ใจดีก็พาฉันไปเจอเอฟรี่ติงส์ทุกสิ่งที่ต้องการ...ตะไบเล็บ ดินสอเขียนคิ้ว หวี เซรั่มใส่ผมกันความร้อน ฯลฯ...สนุกจริงๆ เลยฉัน ได้ซื้อของราคาส่งถูกกว่าในห้างแล้วแวะไปสระไดร์ร้านใกล้ๆ กัน ขอบอกว่าฝีมือนางเริดมากค่าคุณ ไดร์ผมกัน 2 คนใช้แปรงกลมๆ ม้วนแล้วไดร์ บนหัวฉันมีแปรงคาอยู่เกือบสิบอัน ตอนสุดท้ายนางแกะออกแล้วใช้ปลายนิ้วมือสางผมฉันจับเขย่าๆ ไปมาแล้วฉีดสเปรย์....แอ่น...แอน...แอ๊น...ออกมาเป็นทรงฟาราห์ (ถ้ากางยีและตีโป่งจะกลายเป็นฟาราห์งูเห่าเหมาะกับปากอย่างฉัน) อยู่ทรงไปอีก 2-3 วันแล้วก็กลับมาให้นางสระไดร์อีก...ราคาพอๆ กับกรุงเทพฯ เลยค่าคุณ!
“วันนี้ไปไหนดีวะโจ้”
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่มีคนหลายใจ” ไอ้โจ้หยอดมุกบ้านๆ ของมัน ทำเอาฉันขำ....หน้ายังกะโจรตอนพูดเล่นงี้หล่อเป็นมาริโอ้เลยมรึง! บางทีซื้อของอยู่แล้วฉันถามว่า....
“ยังขาดอะไรอีกวะโจ้” มันจะตอบหน้านิ่งๆ เสียงเรียบๆ ว่า
“ขาดเธอไม่ได้...” เอิ่ม...กรูจะอ้วกแตกละอิโจ้! หน้ากับคารมมรึงไปคนละทางเลย! ฉันนึกเอ็นดูในความซื่อๆ ตรงไปตรงมาและเจียมเนื้อเจียมตัวตามแบบคนต่างจังหวัดของไอ้โจ้มัน มันจะคอยเป็นห่วงเป็นใยและเต็มใจให้บริการ คำแรกที่มันจะถามทุกครั้งที่โทรหาฉันก็คือ...
“กินข้าวยัง?....อยากไปไหนมั้ย” เวลาใช้มันทำอะไรมันจะลงท้ายที่คำว่า “ครับผม” ออกทองแดงน่าเอ็นดู ด้วยความที่มันตัวดำหัวหยิกๆ ฉันว่ามันดูโหดไปก็เลยพามันไปตัดผมที่ร้าน "Ducky Cutz" (09-4501-7556 ตั้งอยู่ที่ถ.เทพกระษัตรี ตรงไฟแดงแยกแถวน้ำ) ร้านที่ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมออกมาเป็นทรงเนี้ยบๆ แนวๆ ที่ฝรั่งเขากำลังฮิตกัน ถ้าที่กรุงเทพฯ ค่าตัดจะประมาณ 350- แต่ที่นี่ 150- เนี้ยบและประณีตจนไม่สามารถเอาราคามาตัดสินฝีมือนางได้ เจ้าของร้านชื่อ “เอลล่า” (ELLA) เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส แม่เป็นช่างทำผมนางเลยเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ฉันนั่งดูนางตัดผมให้ลูกค้าฝรั่ง (หล่อมว้ากกก) มันมีความงดงามของแนวผมที่นางตัดหรือลากใบมีดปัตตาเลี่ยนไปในแบบที่ดูอ่อนโยนมีความเป็นผู้หญิงซ่อนอยู่ ดูไม่ทื่อหรือดุอย่างที่เคยเห็นทั่วไป เส้นสายดูมีความแข็งแรงและบอบบางในจังหวะที่เหมาะสมไปตามอารมณ์และฝีมือของนาง....แบบศิลปิน (อารมณ์ละเมียดล้วนๆ) ฉันชี้ไปที่นางทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่านางคือเจ้าของร้าน....“เอาคนนี้ตัดให้น้องพี่”...ผมหยิกติดหัวแบบอีโจ้คือผมที่เอลล่าโปรดปราน นางว่าหายากในคนไทยและตัดได้สนุกมือนาง....พอเสร็จแล้วก็ออกมาอย่างที่เห็นในรูป....กรูนึกว่าสมาชิกวงอาร์แอนด์บีระดับโลก "Boyz ll Men"
“ไอ้โจ้มรึงพากรูไปเที่ยวไหนก็ได้ออกไปไกลๆ หน่อย มานี่กรูยังไม่เห็นทะเลหรือผู้ชายหล่อๆ สักคน” ไอ้โจ้ขับรถพาฉันไปร่วมวงปิกนิกกับครอบครัวคนจีนฝ่ายเมียมันและญาติๆ ที่หาดราไวย์
หาดราไวย์ก็เหมือนชายหาดทั่วไปของภูเก็ตท้องฟ้าสีฟ้าจัด...แดดจ้า....น้ำทะเลสีฟ้าครามออกน้ำเงินสวยงามตามที่มันควรจะเป็น เป็นความสุขทางสายตาที่ได้เห็นแต่ความสุขทางใจเกิดจากมิตรภาพของผู้คนในที่นั้นๆ ซึ่งสร้างบรรยากาศและเรื่องราวที่น่าประทับใจไม่รู้ลืมได้ยิ่งกว่าชายหาดสวยๆ นั่นเสียอีก
“มากินขนมจีนกันคุณคิ้ม ขอบคุณนะที่ไม่รังเกียจพวกเรา....มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน....” อาม่าฝั่งเมียไอ้โจ้วัย (60 แต่ยังดูสาวตามประสาคนจีนผิวพรรณดีดูไม่แก่) เชื้อเชิญฉันร่วมวงปูเสื่อข้างชายหาดปาร์ตี้ขนมจีนน้ำยาใต้ที่มีเครื่องเคียงสารพัดทั้ง...อาจาด (แตงกวา หอมแดง และพริกเหลืองดองรสชาติออกเปรี้ยวหวาน)...กระเทียมดอง...ไชโป๊วหวาน...ถั่วงอกสด...ผักกาดดอง ฯลฯ นอกจากขนมจีนน้ำยากะทิแล้วก็ยังมีขนมจีนน้ำพริกและ “น้ำชุบหยำ” (น้ำเคยสดปรุงรสใส่พริกขี้หนู หอมแดงซอย รสชาติออกเค็มหวานและเปรี้ยว)...ที่ขาดไม่ได้คือ "ไข่ต้ม" ฝีมืออาม่ารสจัดกำลังดีน้ำข้นพอดีกะทิไม่แตกมันฉันกินหมดไปหลายจานอย่างเมามัน....แล้วล้างปากด้วย "มะม่วงเขียวบ้าน" เก็บจากต้นที่บ้าน มันหอมหวานอมเปรี้ยวอร่อยจนต้องหอบกลับมากินต่อ อาม่ายกให้ทั้งถุง บอกแล้วว่าคนใต้ใจถึง!
“ถ้าคุณคิ้มมาอีก อยากกินอะไรบอกนะอาม่าจะทำให้กิน...” อาม่ากับคนบ้านนี้น่ารักและใจดี ฉันว่าฉันเจอญาติใหม่ที่ภูเก็ตแล้วล่ะ เอาไว้ฝากท้องและฝากใจ...ไม่ว่าครั้งนี้หรือครั้งไหนฉันก็แน่ใจว่า...การให้ของกินคือวิธีแสดงความรักอย่างหนึ่ง ในการล้อมวงกินข้าวเป็นการสร้างและสานมิตรภาพอันอบอุ่นและแน่นแฟ้นเพราะ ทุกคนมีความรักและความสุขสะสมอยู่ในตัวอยู่ที่ไหนก็มีความสุขและพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขนั้นให้คนแปลกหน้าต่างถิ่นอย่างฉัน...ความสุขของทุกคนในวงข้าวไหลกลบความเหงาของฉันจนมิด....ความสุขเกิดขึ้นง่ายๆ.....ผ่านการรับและให้ (ของกิน)
โปรดติดตามซีรีส์ความเหงาตอนต่อไป



