
นักวิจารณ์โซเชียล
05 พ.ค. 2559
นักวิจารณ์โซเชียล : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
เมื่อสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุวิวาทะบนแป้นคีย์บอร์ด ระหว่างเพจวิจารณ์หนังและผู้กำกับหนังไทย สาเหตุมาจากเพจนั้น เกิดไปวิพากษ์วิจารณ์ตัวอย่าง (Trailer) หนังไทยเรื่องหนึ่งที่มีกำหนดฉายเร็วๆ นี้ จนผู้กำกับหนังเรื่องดังกล่าวออกมาตอบโต้ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว มีการแชร์ข้อความดังกล่าวออกไปมากมายทางสังคมออนไลน์ มีการพยายามตอบโต้กันมาระหว่างคู่กรณีทั้งสอง ร่วมถึงมีคนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องทั้งบนเพจวิจารณ์หนังและหน้าไทม์ไลน์ผู้กำกับ และสุดท้ายตัวผู้กำกับเองก็ยอมรามือ หยุดโพสต์ข้อความตอบโต้อีกต่อไป เมื่อถูกแฟนคลับ (หรือไม่ก็ทีมงาน) ของเพจวิจารณ์หนัง นำเรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจผู้กำกับอย่างมาก มาเสียดสีเหน็บแนมอย่างเสียหาย สุดที่ผู้กำกับจะทำใจได้ ถึงกับโพสต์ตอบไปว่า “ยอมแล้ว”
ยุคสมัยของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียทุกคนมีสิทธิเสรีในการแสดงความคิดเห็นแม้จะอ้างว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลบนพื้นที่ส่วนตัวไม่ว่าจะเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ไอจี เว็บบล็อกฯ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้โซเชียลเหล่านี้ล้วนมีความเป็นสาธารณะที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ หาใช่พื้นที่ปกปิดแต่อย่างใด และความคิดเห็นดังกล่าวสามารถถูกนำไปเผยแพร่ต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องขออนุญาตจากใครแม้กระทั่งเจ้าของข้อความนั้นเองในเมื่อทุกคนที่เข้าถึงโซเชียลมีเดียต่างก็สร้างพื้นที่ส่วนตัวแสดงความเห็นต่อบางสิ่งบางอย่างที่รู้สึกว่าเป็นความคิดส่วนตนไม่เห็นต้องระแวดระวังเกรงใจใครไมจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนหรือสืบทราบถึงความจริงที่ถูกต้องและเมื่อความคิดส่วนตัวที่ว่านั้นเกิดไปกระทบกระทั่งความรู้สึกในใจส่วนตัวของใครบางคนสุดท้ายก็เกิดการปะทะกันระหว่างความคิดเห็นความรู้สึกของฝ่ายที่ไม่เห็นพ้องและต้องการแสดงความเห็นต่าง และหากแรงปะทะที่ว่ารุนแรงต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจลงเอยด้วยความขัดแย้งแตกแยกจงเกลียดจงชังกันไปในที่สุด (โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นราวีกรีธาต่อกรกันแม้แต่น้อย)
ท่ามกลางสังคมก้มหน้าที่ผู้คนใช้เวลาคุยกันบนโซเชียลมีเดียผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่าที่จะเงยหน้าขึ้นสนทนาประสาสะต่อหน้าต่อตากันตรงๆ การรับรู้รับสารจากบุคคลหรือแหล่งข้อมูลหนึ่งๆ เกิดขึ้นในชั่วเวลาสั้นๆ การแสดงความคิดเห็นอย่างตื้นเขินก็ตามติดมาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการส่งต่อแพร่กระจายในวงกว้างก็เกิดขึ้นแทบจะทันที ข้อมูลข่าวสารหรือกระทั่งความคิดเห็นนั้นๆ แทบไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองตรวจสอบหรือสำรวจมุมมองด้านอื่นๆ ให้ครบถ้วนเป็นการมองเห็นเพียงด้านเดียว กล่าวอ้างโดยความรู้สึกของคนๆ เดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก “สาร” หรือ "ความเห็น" ที่ว่าเกิดเป็นที่ถูกอกถูกใจคนหมู่มากที่ไม่มีเวลาตรวจทานคัดกรองข้อมูลอันเที่ยงตรงถูกต้อง ความชอบจากแค่การใช้สำนวนภาษาพรรณนาโวหารอย่างโดดเด่นสนุกสะใจก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไตร่ตรองทบทวนสารหรือความเห็นนั้นว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะการแสดงความเห็นต่อผลงานที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นเพียงการคาดเดาส่วนตัวหรือรับรู้ข้อมูลเพียงแค่บางส่วนแล้ววิพากษ์ตัดสินผลงานนั้นๆ โดยขาดการสำรวจหรือมองให้เห็นอย่างรอบด้านแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบถึงเจ้าของผลงานหรือผู้สร้างงานชิ้นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้การแสดงความเห็นดังกล่าวจะถูกอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่ส่วนตัว (ซึ่งเปิดให้เข้าถึงได้โดยสาธารณะ) การวิพากษ์โดยใช้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลและการไต่ตรองเข้าถึงข้อมูลความจริงแน่นอนว่าความคิดเห็นที่แสดงออกไปส่วนหนึ่งมันคือการ “บิดเบือน” ขาดไร้ซึ่งความจริง ซ้ำร้ายกลับมีคนเห็นด้วย คล้อยตาม ความเห็นที่ว่านั้นโดยปราศจากการตรวจสอบ ทัดทาน หรือกระทั่งการรอคอยให้ความจริงปรากฏเมื่อถึงเวลา เราจึงเห็นสภาวะเฮโลสาระพา พวกมากลากไป ช่วยกันวิพากษ์ด่าทอผลงานนั้นโดยที่ตัวของมันยังไม่มีโอกาสได้แสดงความจริงอย่างครบถ้วนให้ปรากฏ
เพราะโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ทุกวันนี้เราจึงมีนักวิจารณ์หนังมากมายบนโลกออนไลน์มีเว็บบล็อก, เว็บไซต์, แฟนเพจวิจารณ์ฯ หนังนับร้อย หากนับรวมโซเชียลมีเดียส่วนตัวของคนที่ชอบดูหนังและมักแสดงความเห็นก็ร่วมพันร่วมหมื่น บางคนบางคนแสดงความเห็นอย่างรอบด้านผ่านการวิเคราะห์ตีความตามทฤษฎีและบริบทรายล้อมอย่างถูกต้องเที่ยงตรง เป็นบทวิจารณ์ที่เกิดประโยชน์ให้สาระความรู้แก่ผู้อ่านในขณะที่คำวิจารณ์ของบางคนบางเพจเป็นได้แค่ความเห็นของนักเลงคีย์บอร์ดเกรียนๆ ที่ไม่เพียงไร้คุณค่าหากแต่ยังทำลายน้ำใจและความตั้งใจจริงของคนทำงานแต่ที่น่าอดสูเสียใจมากกว่าก็คือความเห็นเกรียนๆ เหล่านั้นกลับมีคนเห็นพ้องเออออคล้อยตามและพร้อมจะกรุ้มรุมสกรัมหากใครสักคนจะเข้ามาชี้แจงแสดงความเห็นต่างด้วยข้อมูลความจริงบ้าง
การดำรงอยู่ของนักวิจารณ์บนสื่อกระแสหลักที่กำลังกลายเป็นสื่อเก่ารอวันโรยราจางหายไปตามกระแสโลกอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์แมกกาซีนฯ (ที่ยังโชคดีว่าสื่อเหล่านี้ปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเว็บไซต์แฟนเพจฯ ไปพร้อมๆ กัน) แม้เราจะผู้คนตั้งตนเป็นนักวิจารณ์บนโลกไซเบอร์มากมายหลายพันหมื่นแต่เอาเข้าจริง การติดตามอ่านงานเหล่านั้นก็ต้องผ่านการคัดกรองด้วยตัวเองโดยไม่หลงเชื่อ คล้อยตามอย่างขาดสตินักวิจารณ์ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานมีพื้นที่แสดงความเห็นบนสื่อสาธารณะทั้งออนไลน์ออฟไลน์ต่างทำงานอย่างระแวดระวังรอบคอบศึกษาข้อมูลวิเคราะห์กลั่นกรองอย่างรอบด้านก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นๆ ดีงามมีคุณค่าน่ายกย่องหรือควรผ่านเลยเพราะไร้ซึ่งศิลปะ หรือความตั้งอกตั้งใจทำมากกว่าหวังกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าสังคมไทยยังคงต้องการนักวิจารณ์ดีๆ อีกมากทั้งๆ ที่ทุกวันนี้บ้านเรายังเต็มไปด้วยนักวิจารณ์มากมายบนโซเชียลมีเดีย …ไม่แน่ใจนะครับว่าความเห็นหรือกระแสจากนักวิจารณ์เหล่านั้นได้เผลอไผลทำลายกำลังใจคนทำหนังไทยจนตัดสินใจเร้นกายลี้หายจากวงการไปบ้างหรือยัง นับเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง



