
อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย
26 เม.ย. 2559
อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย : คอลัมน์ Digital Master โดย... นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล ทวิตเตอร์ @digithun
เราเห็นข่าว Google ออกรถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งคน เราเห็น Apple พยายามนำระบบปฏิบัติการ นำเข้าไปสู่รถยนต์เพื่อให้รถสามารถทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น เพิ่มความฉลาดในการควบคุมความบันเทิงในรถยนต์และเสริมความสามารถใหม่ๆ เข้าไป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่หยุดอยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ และมือถือ มันลามไปถึงบ้าน และรถยนต์ นอกจากเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกส่วนหนึ่งที่วงการรถยนต์มีการปรับคือเรื่องพลังงาน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็กำลังเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้รถ ด้วยข้อดีมากมายที่น่าสนใจ รถยนต์เทคโนโลยีใหม่ๆ บวกพลังงานไฟฟ้า ดูเป็นทางเลือกใหม่ที่จะทำให้วงการรถยนต์พลิกโฉมและเปลี่ยนแปลง
ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า กำลังตื่นตัวเหมือนที่พวกเราเห็นข่าวนะครับ หลายคนอยากได้ แต่ถ้าว่าจริงๆ แล้วมันดีกว่ารถยนต์ธรรมดายังไงหลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจ ลองดูข้อมูลเหล่านี้ ที่มีการเปรียบเทียบไว้ เผื่อการตัดสินใจอยากซื้อ
ประสบการณ์ในการขับ - เอาจริงๆ เรื่องของการควบคุมการขับไม่ได้ต่างอะไรกันมากมายในเชิงเมื่อได้ใช้งานจริง ยกเว้นประสบการณ์เรื่องวัสดุนะครับ รถแพงวัสดุดีจะได้ประสบการณ์ไปในอีกแนวทาง แต่ถ้าเอาเรื่องของประสบการณ์ด้านความเงียบ เรื่องความสมูธในการขับ รถไฟฟ้าทำได้ดีกว่ารถยนต์กินน้ำมัน
เรื่องที่เติมพลังงาน - แน่นอนว่ารถพลังงานไฟฟ้าต้องการไฟฟ้า เราคงเคยเห็นภาพของสถานีเติมพลังงานไฟฟ้า คล้ายสถานีเติมน้ำมันในต่างประเทศอยู่บ้าง และคิดว่ารถก็ต้องเติมไฟ สถานีเติมไฟยังไม่มีแล้วพลังงานหมดระหว่างทางจะทำยังไง ประเด็นนี้ต้องลืมภาพของปั๊มน้ำมันไปก่อน แน่นอนว่าถ้ารถพลังงานไฟฟ้ามีปริมาณมากขึ้น ปั๊มน้ำมันก็จะมีหัวจ่ายไฟให้แน่นอน แต่พื้นฐานที่สุดรถไฟฟ้าเนี่ย เติมพลังงานที่ไหนก็ได้ขอแค่มีปลั๊กไฟ
ระยะทางที่วิ่งได้ - ระยะทางที่วิ่งได้ปกติเราก็จะได้ข้อมูลจำนวนปริมาณน้ำมันต่อลิตรวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ สำหรับรถพลังงานไฟฟ้านั้นตัวเลขไม่ได้แน่นอนขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานของแบตเตอรี่ ซึ่งก็มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ๆ ออกมาให้เห็น แบตเตอรี่ขนาดไม่ใหญ่มากแต่ให้พลังงานมากถึงเจ็ดถึงแปดเท่าของแบตเตอรี่ธรรมดา แต่ละค่ายเลือกแบตเตอรี่มาใช้ในรุ่นของตนแตกต่างกัน ยกตัวอย่าง Tesla ในโมเดล S ที่เปิดจองไปแล้วในไทย สามารถวิ่งได้ 450 กิโลเมตรต่อครั้ง เมื่อเติมแบตเต็ม ซึ่งก็มีข่าวออกมาอยู่เหมือนกันครับ ที่นักวิจัยสามารถสร้างแบตที่ทำให้วิ่งได้ถึง 2,000 กิโลเมตรต่อแบตเตอรี่เต็มประจุ
เรื่องราคา - อาจจะเป็นปัจจัยหลักในการซื้อใช่มั้ยครับ แน่นอนที่สุดต้องเป็นเช่นนั้น ความจริงของรถพลังงานไฟฟ้าข้อนึงคือมันแพง เมื่อเทียบกับรถปกติ ซึ่งถ้ามันไม่ได้คุ้มค่าในเรื่องพลังงานในระยะยาวจริงๆ หรือความไม่สะดวกในการใช้งาน อาจจะต้องคิดหนักกันซักหน่อย รถไฟฟ้า ณ ตอนนี้เลยเหมาะกับคนที่ขับรถในเมือง เดินทางระยะสั้นๆ
แน่นอนว่าไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ในตอนนี้ ยังไงรถพลังงานไฟฟ้าก็ต้องมามีบทบาทในวงการรถยนต์ ในไทยเองก็เริ่มมีการเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้าและเปิดจองไปบ้างแล้ว อย่างรถยนต์แบรนด์ Tesla โมเดล S สนนราคาเปิดตัว ราวๆ 5 ล้าน และอีกรุ่นคือ Nissan Leaf ก็วางเป้าเอามาขายเช่นกัน และอยู่ในแผนของอีกหลายๆ แบรนด์
อนาคตของรถพลังงานไฟฟ้าในไทยจะไปในทิศทางใดกันแน่ บ้างก็ว่ายังดูไม่ค่อยสดใส ซึ่งในความคิดเห็นผมก็เห็นด้วยในมุมนี้ การมาของรถพลังงานไฟฟ้านั้น จะว่าไปมันมาทดแทนพลังงานน้ำมัน นั่นคือผลประโยชน์ที่ก้อนใหญ่มากครับ การกีดกันในเรื่องนี้ยังมีอยู่ เอาง่ายๆ ถ้าตั้งที่เติมพลังงานไฟฟ้าแบบ Super Charge ในปั้มน้ำมัน ที่มีสาขาจำนวนมาก นั่นเป็นข้อดีมากๆ ของคนที่ใช้รถไฟฟ้า แต่เป็นผลเสียต่อธุรกิจน้ำมันที่จะทำให้ยอดขายลดลง และจะเกิดอะไรขึ้นถ้ารถเติมพลังงานได้เองที่บ้านไม่ต้องเข้าปั๊มน้ำมัน มันยังเป็นคำถามถึงการสนับสนุนจากองค์กรพลังงานว่าสนับสนุนมากน้อยขนาดไหน
ถ้ารถมีจำนวนมากขึ้นกว่าพลังไฟฟ้าที่ประไทยผลิตและมีกำลังจ่าย เราก็จะมีปัญหาในการจ่ายไฟในการเลี้ยงส่วนอื่นๆ ในไทยเองยังไม่มีการวางแผนเรื่องนี้ดีนักและคาดว่าเราไม่น่าจะมีไฟฟ้าพอจ่ายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถ้ามีปริมาณเยอะๆ น่าจะเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องของประเทศเรา
อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับผมมองแล้วอาจจะยังคงเป็นแค่ทางเลือกของกลุ่มผู้คนบางกลุ่ม และยังเป็นพลังงานทางเลือกไปอีกระยะจนกว่าเทคโนโลยีและทรัพยากรจะเพียงพอเอื้อให้มันไม่ใช่เป็นแค่พลังงานที่เข้ามาทดแทนการใช้น้ำมัน แต่ในมุมของเทคโนโลยี ยังไงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็จำเป็นอนาคตหนึ่งของวงการรถยนต์แน่นอนแค่จะช้าเร็ว ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ปีนี้ปีหน้าเราจะเห็นรถเหล่านี้วิ่งในท้องถนนแน่นอน



