บันเทิง

‘หนังไทย’ถึงยุคของการร่วมทุนจุนเจือกันและกันเพื่อหาทางรอด

‘หนังไทย’ถึงยุคของการร่วมทุนจุนเจือกันและกันเพื่อหาทางรอด

26 เม.ย. 2559

‘หนังไทย’ ถึงยุคของการร่วมทุน จุนเจือกันและกันเพื่อหาทางรอด : สกู๊ปบันเทิง

 
          เมื่อครั้งที่หนังไทยเฟื่องฟูจะเห็นได้ว่าภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะนิยมสร้างกับค่ายหนังใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น สหมงคลฟิล์ม พระนครฟิล์ม ไฟว์สตาร์ M39 ฯลฯ เพียงค่ายเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเห็นหนังไทยบางเรื่องที่ร่วมทุนกับต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น "โลงต่อตาย "The Coffin" (ไทย-สิงคโปร์-ฮ่องกง) "บองสรันโอน" (ไทย-กัมพูชา) "ฉลุยแตะขอบฟ้า" (ไทย-เกาหลี) เป็นการรวมตัวของบริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิลม์ และบริษัท ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ “Love Call” (จีน-ฮ่องกง-ไทย) “มหาราช 2 แผ่นดิน” (ไทย-จีน ซึ่งอยู่ในระหว่างสร้าง) ฯลฯ แถมยังมีค่ายหนังเล็กๆ แตกตัวสร้างหนังของตัวเอง
 
          แต่ระยะหลังๆ หนังไทยหลายเรื่องไม่ได้ร่วมทุนสร้างกับต่างประเทศ หรือสร้างด้วยค่ายเล็กๆ เพียงค่ายเดียวอีกต่อไป แต่กลับเป็นการร่วมทุนจากค่ายหนังเล็กๆ หลายๆ ค่ายเพื่อสร้างหนังเพียงเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็น “เลิฟซัค Love Sucks” ภาพยนตร์ของ “โดนัท” มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่ร่วมทุนระหว่างทรูวิชั่นส์ ออริจินัล พิคเจอร์ส และบริษัท ดอร์เธอร์ โปรดักชั่น จำกัด “พี่ชาย MyHero” เป็นการจับมือของ บริษัท อิเล็คทริคอิล ฟิล์ม บริษัท แอดเวิร์ด โปรดักชั่น และบริษัทคริสลี โปรดักชั่น  
หนังเรื่อง “คืนนั้น” เป็นการร่วมกันกับบริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด บริษัท อาร์ตโฟ โปดักชั่น จำกัด และบริษัท ถนัดบันเทิง โปรดักชั่น จำกัด  รวมไปถึงเรื่อง “ละติจูดที่ 6” ที่ร่วมกันระหว่าง UCI Media และ กอ.รมน. หรือจะเป็นหนังแอนิเมชั่นอย่าง “คุณทองแดง The Inspirations” การจับมือกันระหว่าง บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด, ดร.เฮด, อิเมจิแมกซ์, เดอะ มั๊งค์ สตูดิโอ และเวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ส สตูดิโอ ฯลฯ ซึ่งสาเหตุที่ค่ายหนังเล็กๆ รวมตัวกันเพื่อสร้างหนัง หลายคนมองว่าเป็นการลดต้นทุนในการสร้าง หลายคนมองว่าแต่ละค่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน และหลายคนก็มองว่าเป็นการหาทางรอดของค่ายหนังที่ไม่อยากไม่อยากไปอยู่ในระบบธุรกิจผูกขาดของกลุ่มทุนนิยม
 
          ซึ่ง "ติ๊ก” กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท นอร์ธสตาร์ โปรดักชั่น จำกัด ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่อง “snap แค่..ได้คิดถึง” มีผู้สร้างรวมกันหลายค่ายไม่ว่าจะเป็นทรูวิชั่นส์ ออริจินอล พิคเจอร์ส, ซองซาวด์ โปรดักชัน, นอร์ธสตาร์โปรดักชั่น เป็นเพราะว่า “ตอนแรกเรามองโปรเจกท์แล้วก็ได้มีการพูดคุยกัน ในการผลิตภาพยนตร์นั้นใช้ทุนค่อนข้างเยอะ การลงทุนคนเดียบางทีมันก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้นการที่เรามีผู้ร่วมทุนทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง ทำให้เราผ่อนภาระลงได้ นอกจากนี้การมีหลายๆ ค่ายมาร่วมทุนกันมันทำให้หนังดูแข็งแรง ซึ่งส่วนใหญ่การร่มทุนแบบนี้ผู้สร้างจะมีสิทธิ์ในการออกความคิดเห็นร่วมกัน” ติ๊กกล่าว
 
          ส่วน อ.มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์อิสระ มองว่าการที่ค่ายหนังเล็กๆ จะรวมตัวเพื่อสร้างหนังเรื่องหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในวงการหนังไทย "การร่วมทุนกันระหว่างไทย-ต่างชาติ หรือจะเป็นการรวมทุนของผู้ประกอบการด้วยกัน มารวมกันได้ เพราะมีการแบ่งสันปันผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการแบ่งสัมปทานบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์หรือแม้แต่การจัดจำหน่ายโดยทำรูปแบบวิดีโอ หรือทางโซเชียลต่างๆ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในหนังไทยเท่านั้น แต่เรายังเห็นได้ในหนังนานาชาติอีกด้วย 
 
          ที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวค่ายหนังใหญ่ๆ กีดกัดค่ายหนังเล็กๆ ทำให้หนังค่ายเล็กไม่มีโรงฉาย ซึ่งคนเสพข่าวต่างมุ่งหวังจะเห็นวิธีการแก้ไข แต่ค่ายใหญ่กลับใช้วิกฤตินี้เป็นการโปรโมทเพื่อบอกสังคมว่าจะทำอะไรในอนาคต แม้ข่าวที่ออกมาจะเหมือนเป็นการตอบกันคนละเรื่อง แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเรื่องเดียวกัน การรวมทุนของค่ายเล็กๆ เพื่อสร้างหนังเรื่องหนึ่งนั้น ส่วนใหญ่เราจะเห็นได้จากหนังอินดี้ (หนังนอกกระแส) ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในหนังนอกกระแสอย่างภาพยนตร์เรื่อง "snap...แค่ได้คิดถึง" การที่ติ๊กเป็นหนึ่งในผู้สร้างอาจเป็นเพราะเขามีเครือข่ายในการสื่อสารมวลชนที่สามารถโปรโมทภาพยนตร์ในรูปแบบอื่นๆ หรือจะเป็น "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ของ "เจ้ย" อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มุ่งเน้นขายตลาดนานาชาติมากกว่าขายในประเทศ เป็นการรวมตัวกันของค่ายเล็กๆ เพื่อหาทางรอด เป็นการสร้างระบบใหม่โดยค่ายหนัง ซึ่งหนังเหล่านี้จะไม่ง้อรอบฉายจากโรงภาพยนตร์ และหนังส่วนใหญ่จะไม่ได้ฉายในเมืองไทย แต่วงการหนังไทยยังคงเชื่อมั่นกับระบบค่ายใหญ่อยู่ เรายอมอยู่ในธุรกิจผูกขาด การค้าเสรีเป็นทุนนิยม เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังค่ายใหญ่สร้างหนัง หรือเป็นค่ายหนังเล็กๆ มารวมตัวกันสร้างหนัง รูปแบบบริหารการจัดการก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่การที่ค่ายเล็กมารวมตัวกันอาจจะทำให้มีอำนาจในการต่อรองในต่างประเทศมากกว่า" นักวิจารณ์ภาพยนตร์คนดังกล่าว 
 
          วิสูตร พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัททีโมเมนต์ จำกัด กล่าวว่า หนังไทยกำลังถอยหลัง แต่ไม่ใช่ถอยในด้านคุณภาพ แต่เป็นการถอยหลังในด้านมาร์เกตแชร์ โดยตลอดปี 2557 หนังไทยที่ฉายในโรงภาพยนตร์เหลือสัดส่วนเพียง 24 เปอร์เซ็นต์ พอมาถึงปี 2558 มาร์เก็ตแชร์ของหนังไทยก็ร่วงลงมาเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ จากหนังไทยที่ออกฉายทั้งหมด แต่ทำรายได้ไปเพียง 565 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ตลาดรวมของหนังปีนี้อยู่ที่ 4,468 ล้านบาท สาเหตุที่ทำให้รายได้ของหนังไทยลดน้อยลงทุกปี นั้นมีหลากหลายสาเหตุ แต่ไม่ใด้เป็นเพราะคนไทยไม่ดูหนังไทยแล้ว คนไทยยังดูหนังไทยอยู่แต่จะดูหนังที่อยากดูและคิดว่าน่าจะคุ้มค่าดูเท่านั้น หากคนทำหนังสามารถทำหนังให้ตอบโจทย์คนดูได้ ผมเชื่อว่าหนังไทยจะยังอยู่อีกนานไม่มีวันสูญหาย ส่วนสาเหตุที่ระยะหลังมีค่ายหนังเล็กๆ มารวมตัวกันเพราะต้องการหลีกหนีระบบทุนนิยม หนังค่ายเล็กๆ หลายเรื่องต้องง้อโรงฉาย หากร่วมทุนกันหลายๆ ที่นอกจากจะลดความเสึ่ยงจากการขาดทุนแล้วยังมีอำนาจในการต่อรองเยอะกว่าหนังที่ผลิดโดยค่ายๆ เดียว" วิสูตร กล่าวปิดท้าย