บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'The Wave'

เอกเขนกดูหนัง:'The Wave'

21 เม.ย. 2559

'The Wave' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณับพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          ไม่น่าเชื่อว่าหนังสัญชาตินอร์เวย์ที่ใช้ทุนสร้างไปกว่า 6 ล้านดอลลาร์เรื่องนี้ หลังดูจบจะสามารถให้ความรู้สึกไม่ต่างจากดูหนังหายนะภัยฟอร์มยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวู้ดเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น 2012, San Andreas, The Impossible หนังจากแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนเรื่องนี้มีชื่อว่า The Wave
 
          ความน่าสนใจของ Blgen (ชื่อ The Wave ในภาษานอร์เวย์) ก็คือการจับประเด็นหายนะภัยสึนามิ มาเล่าผ่านสถานการณ์ในอีกรูปแบบที่เราอาจไม่คุ้นเคย ซึ่งไม่ใช่แค่แผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่แค่ปรากฏการณ์หินถล่มบนภูเขาสูงก็สามารถทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิหลายสิบเมตรได้เช่นกัน หากพื้นที่ดังกล่าวเกิดในทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยหุบเขา
 
          ด้วยความที่ภูมิประเทศของนอร์เวย์ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีหน้าผาสูงชัน ปกคลุมไปด้วยหิมะ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นฟยอร์คหรือธารน้ำแข็ง หลายๆ พื้นที่มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่คล้ายเป็นทะเลสาบอยู่กึ่งกลางหุบเขา อีกทั้งในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา เหตุหินถล่มบนภูเขาจนเกิดสนามิก็คร่าชีวิตผู้คนไปนับร้อย กลายเป็นหายนะภัยที่คนนอร์เวย์รู้จักและคุ้นเคยอย่างดี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกดัดแปลงมาเป็นหนังให้คนนอร์เวย์ได้ดูบ้าง ที่สำคัญมันได้กลายเป็นหนังที่มีขนบเล่าเรื่องแบบสูตรสำเร็จที่ฮอลลีวู้ดชอบทำ แต่ทว่า The Wave กลับใช้ข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์และภาพบันทึกหลักฐานเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต มาเสริมการเล่าเรื่องให้เกิดความน่าเชื่อถือ ดูสมจริงและให้ความบันเทิงเต็มเปี่ยมไม่แพ้ฮอลลีวู้ด (เผลอๆ อาจจะสนุกกว่าหนังแนวนี้อีกหลายเรื่องเสียด้วยซ้ำ)
 
          แม้ผู้กำกับ รอร์ อาทัก จะเป็นแฟนตัวยงของหนังหายนะฮอลลีวู้ดเรื่องดัง อย่าง ทวิสเตอร์ และ อะมาเก็ตดอน ก็ตาม แต่แรงบันดาลใจที่แท้จริงในการทำหนัง The Wave กลับมาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะก้อนหินขนาดใหญ่ถล่มลงมาจากภูเขาความสูงหลายร้อยเมตร ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิทำลายล้างหมู่บ้านหลายแห่ง คร่าชีวิตผู้คนไปร่วมร้อยหลายต่อหลายครั้ง สิ่งที่ท้าทายคนทำหนังคนนี้คือการหลอมรวมสูตรสำเร็จในหนังหายนะของฮอลลีวู้ดเข้ากับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในนอร์เวย์ด้วยกันอย่างกลมกลืน บนพล็อตที่แตกต่างจากหนังแนวเดียวกันนี้ส่งผลให้ The Wave ประสบความสำเร็จถล่มทลายในบ้านเกิด รวมถึงข้ามมาสร้างชื่อบนฝั่งอเมริกาในเวลาต่อมา
 
          ไม่เพียงการหยิบนำคลื่นยักษ์สึนามิมาเล่าใหม่ในสถานการณ์อีกแบบ หากแต่การสร้างตัวละคร สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวม ล้วนเอื้อให้เกิดความสมจริง โดยส่วนผสมที่สำคัญก็คือการเล่าเรื่องในมุมดราม่าหลังคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มต่างหากที่ตัวหนังทำได้น่าสนใจ ท่ามกลางการฉายภาพความรักความผูกพันของคนในครอบครัว ที่มีคุณพ่อเป็นนักธรณีวิทยาผู้ตัดสินใจหันหลังให้งานราชการ ไปทำงานกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ก่อนจะพบว่าธรณีพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองที่เขาและครอบครัวอาศัยอยู่แม้ครึ่งแรก จะเสียเวลาไปกับการแนะนำตัวละครและที่มาที่ไปในหนังเล็กน้อย แต่เมื่อผ่านเข้าสู่ครึ่งหลัง สถานการณ์บีบคั้นก็เริ่มทำงาน ทั้งเรื่องของหายนภัย การออกปกป้องคนในครอบครัวอีกทั้งการรีเสิร์ชข้อมูลมาเป็นอย่างดี สึนามิในหนังจึงทั้งสมจริง สร้างความตะลึงพรึงเพริด อกสั่นขวัญแขวน ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากสึนามิใน 2012 หรือเรื่องอื่นเป็นไหนๆ
 
          ความพยายามเดินตามรอยฮอลลีวู้ด หรือจัดวางสถานการณ์แบบสูตรสำเร็จเกินไปของ The Wave อาจทำให้หนังดูเยิ่นเย้อไปบ้าง อีกทั้งยังเกือบๆสร้างตัวละครน่ารำคาญบางตัวขึ้นมา ทำให้อารมณ์ดราม่าในบางฉากบางตอน เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่ทว่านี่คือหนังนอร์เวย์ที่น่าจับตามอง ในฐานะของหนังตลาดที่ดูมีอนาคตไกล ซึ่งอันที่จริง นอร์เวย์ ถือว่าเป็นแหล่งสร้างผู้กำกับเก่งๆ ประดับวงการ และถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน หนังสัตว์ประหลาดอย่าง Troll Hunter ก็เรียกฮือฮามาแล้วและโดยเฉพาะ The Wave นั้น ถือเป็นหนังหายนภัยเรื่องแรกของนอร์เวย์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในแถบสแกนดิเนเวียน และปีที่ผ่านมา ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของนอร์เวย์ในการเข้าชิงรางวัลอออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (แม้จะพลาดจากการมีชื่อเข้าชิงในรอบ 5 เรื่องสุดท้ายก็ตาม)