บันเทิง

‘ภูริ’ลั่นขอป้องป่าทวงนาคาน้อยแม้หวั่นอิทธิพล

‘ภูริ’ลั่นขอป้องป่าทวงนาคาน้อยแม้หวั่นอิทธิพล

19 เม.ย. 2559

“ภูริ” เปิดใจครั้งแรก ปมที่ดินเกาะนาคาน้อย ยันไม่ใช่คู่กรณี แค่อยากทำหน้าที่พลเมืองดีปกป้องผืนป่า ยอมรับกลัวอำนาจมือแต่จะสู้ให้ถึงที่สุด

 
          หลังจากนักแสดงหนุ่มชื่อดัง นายภูริ หิรัญพฤกษ์ หรือ ภูริ ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมกับภาพ เรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิการครอบครองที่ดินบนเกาะนาคาน้อย ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังมีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของโฉนด และมีเอกสารสิทธิที่แปลงติดกับที่ดินของครอบครัว ทั้งๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่า
 
          เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 เมษายน นายภูริได้เปิดใจในรายการ “เที่ยงรายวัน” ทางช่อง one 31 เกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ว่า ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศ ทำให้ยังไม่มีการติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตนและครอบครัวไม่ได้เป็นคู่กรณี เป็นเพียงประชาชนผู้หวังดี เพราะว่าที่ดินดังกล่าวถูกออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ โดยผืนป่าข้างหลังเป็นของประเทศไทย เป็นของคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกมาร้องเรียน ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาสนใจว่าการออกเอกสารสิทธิมิชอบเกิดขึ้นจริงๆ แล้วทำไมโฉนดที่ดินแปลงนั้นยังไม่ถูกถอดถอน
 
          นายภูริ กล่าวว่า มีหลักฐานว่า น.ส.3 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน) คนที่เซ็นออกได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจถลางแล้วว่า ตัวเองถูกหลอกจากเจ้าของ ส.ค.1 (เอกสารสิทธิใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) ว่า เขาปลอมแปลงเอกสารมา ฉะนั้นเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า ต้นตอของเอกสารที่เขาบอกว่าถูกต้องมันผิด ใครๆ เขาดูหลักฐานว่ามันเป็น ส.ค.บิน (การโยก ส.ค.1 จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง) มาจากเกาะพะงัน ตนมั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่ และที่มอบให้แก่ทางการ มอบให้แก่กรมที่ดินไปแล้ว เป็นเอกสารที่ชี้ชัดเจนว่า ที่มาของ น.ส.3 เป็นที่ทับป่าเป็นแปลงที่ไม่ถูกต้อง
 
          "ส่วนตัวผมเองไม่ได้เป็นคู่กรณีกับเขา ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเขาเป็นคู่กรณีกับประเทศชาติ และที่มาของการครอบครองป่ามันไม่ถูกต้อง ผมแค่อยากจะบอกว่าหันมาสนกันหน่อย เรื่องของการออกเอกสารสิทธิที่มันไม่ถูกต้องทำให้มันถูกต้องซะ ถอดถอนให้เรียบร้อยซะ ผมไม่ได้อยากจะเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้นนะ ถ้าทางคนที่เป็นเจ้าของเอกสาร น.ส.3 ก. ฉบับนั้นได้ติดต่อมาที่ครอบครัวผม มาขายในราคาที่ถูกมาก ไร่ละ 2,000,000 บาท ผมไม่ซื้อ เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง มันเป็นที่ป่า ครอบครัวผมยืนยันชัดเจนว่า เราไม่ได้อยากเป็นเจ้าของที่ดินป่าผืนนั้น ฉะนั้นอย่าเอาผมไปเป็นคู่กรณี ถ้าเกิดว่าเขาไปฟ้องหมิ่นประมาทผมหรืออะไรก็แล้วแต่ เดี๋ยวเราค่อยไปว่ากันในเรื่องของคดี แต่ว่าผมไม่ได้เป็นคู่พิพาทกับเขา” นายภูริ กล่าว
 
          นายภูริ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีหลายคนโทรมาหาตน มีคนบอกว่าให้ระวังตัว เพราะกำลังต่อสู้กับอำนาจมืด ซึ่งตนก็กลัวเหมือนกัน แถมช่วงนี้กำลังจะมีลูกด้วย ถ้าหากเป็นอะไรไปชีวิตครอบครัวคงไม่เหมือนเดิม แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของความถูกต้อง สู้มาตั้งแต่แรกก็คงต้องสู้ให้ถึงที่สุด
 
          “หลักฐานผมมีทุกอย่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะแถไปทำไม แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นคดีพิเศษ เดี๋ยวผมจะไปร้องเรียนกับทางศูนย์ดำรงธรรม ที่กระทรวงมหาดไทยอีกรอบ ว่าทำไมเรื่องราวที่เกิดขึ้น กรมที่ดินสั่งให้สอบสวนเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงวันนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ศูนย์ดำรงธรรมที่ภูเก็ต รู้เรื่องนี้ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ทำไมนั่งทับเรื่องไว้ ผมจะไปร้องเรียนอีกรอบหนึ่ง ที่ผมพูดเรื่องนี้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวผมเอง ดังนั้นผมเป็นพลเมืองดี ผมคิดว่าเรื่องนี้ทุกคนคงจะเข้าใจ” นายภูริ กล่าว
 
          นายภูริ กล่าวด้วยว่า ถามว่าหนักใจไหมกับเรื่องนี้ จริงๆ เขาก็นิ่งมาตั้งแต่ 6 เดือนที่แล้ว เชื่อว่า ณ วันนี้ผู้ว่าฯ ท่านก็น่าจะมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะท่านก็ได้ลงไปที่เกาะ มาดูเรื่องราวต่างๆ เชื่อว่าถ้าท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่เป็นความจริง รวมไปถึงหลักฐานที่ชัดเจนที่ตนมีอยู่ ท่านผู้ว่าฯ น่าจะตัดสินใจได้ถูกต้องว่าท่านจะดำเนินการกับเรื่องนี้ยังไง เพราะเอกสารที่มี ณ ตอนนี้ ได้ส่งให้ทุกหน่วยงานแล้ว แม้แต่กรมที่ดินเองก็ได้รับเอกสารนี้แล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ดินที่โดนแอบอ้างลายเซ็นก็ได้ไปแจ้งความแล้วเช่นกันว่าเขาถูกหลอก ฉะนั้นมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าที่มาที่ไปของเอกสารมันไม่ถูกต้องแน่นอน
 
          “จริงๆ แล้วเนื้อที่บนเกาะนั้นตามเอกสารสิทธิที่คุณปู่เคยไปเดินรังวัดกับนายอำเภอในสมัยนั้น 60 กว่าไร่ และพอปี 2535 ต้องการออกเอกสารสิทธิน.ส.3 ก็เลยไปวัดใหม่ ปรากฏว่าที่ข้างหลังเป็นป่า ก็เลยลดเหลือแค่ 53 ไร่ เพราะที่ที่เป็นป่าเราต้องการเก็บเป็นป่าไว้อย่างนั้นเพื่อให้นกเงือกอยู่ อีกอย่างเวลามีคนไปเที่ยว ก็ให้เขาเที่ยวแค่เฉพาะหน้าหาด ไม่ได้มีการปีนป่ายหรือทำลายป่า แต่อาจจะมีบางคนเข้าไปศึกษาระบบนิเวศของป่าบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการทำลายป่า แต่ถ้าหากมีคนเข้าไปถางป่า ตัดไม้ สร้างรีสอร์ท มันอาจจะมีผลกระทบ ซึ่งในส่วนของธุรกิจครอบครัวผมก็อย่างที่บอกไป คือ ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวแค่ชายหาดเท่านั้นเอง” นายภูริกล่าว
 
          ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามนายภูริ ว่า ทางนางอลิชา หิรัญพฤกษ์ หรือ แอน ภรรยาสาวของนายภูริ มีความเป็นห่วงเรื่องเกาะนาคาน้อยยังไงบ้าง นายภูริ ตอบว่า “เขาคอยช่วยซัพพอร์ทในหลายๆ อย่าง และอยากให้เรื่องนี้จบเร็วๆ แต่หลักๆ คือเขาอยากให้ผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะถ้าเรามัวแต่กลัว และไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเราจะไปเล่าให้ลูกหลานเราฟังได้ยังไง ซึ่งผมยืนยันว่าผมไม่มีการใช้อาวุธไปข่มขู่ เพราะบนเกาะมีแต่ปืนลูกซองเก่าๆ ที่เอาไว้ยิงนก จะเอาไปยิงใครคงไม่ได้ แต่สิ่งที่ลูกน้องผมเจอในวันที่เขาขึ้นมาที่เกาะ ได้มีการเอาอาวุธปืนมาข่มขู่ ผมพูดจริงๆ ผมไม่ได้พูดโกหกอยู่แล้ว ผมถึงได้ออกมาเรียกร้องไม่อย่างนั้นผมก็คงออกมาสู้ด้วยตัวเองแล้ว แต่อันนี้ผมเห็นแล้วว่าผมสู้ด้วยตัวเองไม่ได้จริงๆ ซึ่งพอผมประกาศลงไปในโซเชียล ตกคืนนั้นก็มีเรือมารับคนที่บุกรุกขึ้นเกาะกลับไป”
 
          นายภูริ ได้เผยต่อถึงในส่วนของคู่กรณีว่า ท่านผู้ว่าฯ มีความเมตตาให้หลังเดือนพฤษภาคม ซึ่งได้มีการพิจารณาแล้วว่าเอกสารสิทธิถูกต้องหรือไม่ถูกต้องยังไงก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง