บันเทิง

เจสซี โอเวนส์ ลู่วิ่งชีวิตใน Race

เจสซี โอเวนส์ ลู่วิ่งชีวิตใน Race

14 เม.ย. 2559

หนังโรงเล็ก : เจสซี โอเวนส์ ลู่วิ่งชีวิตใน Race : โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร

 
       เจสซี โอเวนส์ คือตำนานของโลก แม้ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่มาไวไปไว เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโอลิมปิก 1936 ณ กรุงเบอร์ลินของนักวิ่งเหรียญทอง 4 เหรียญโอลิมปิกคนนี้ ก็ยังคงเป็นที่เล่าขานอยู่จนทุกวันนี้ ภาพของเขาที่ปรากฏต่อสาธารณชนในโอลิมปิกครั้งนั้น เป็นช่วงเวลาที่ส่องสว่างแก่คนทั้งโลก ถึงวันนี้ 80 ปีหลังจากวันนั้น โอเวนส์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในฮีโร่ของโอลิมปิก ชื่อของเขา ภาพของเขา ได้กลายมาเป็นมรดกชิ้นสำคัญของวัฒนธรรมอเมริกา
 
       หลังจากที่ผู้อำนวยการสร้าง ลุคเดยอง เคยสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่อง Tribute to Jesse Owens and Carl Lewis จนชนะรางวัล เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้เรื่องราวของโอเวนส์ได้สร้างเป็นหนังใหญ่ คนแรกที่เข้ามาร่วมมือกับเขาก็คือผู้อำนวยการสร้าง ฌอง-ชาร์ล เลวี ตามมาด้วยผู้กำกับ สตีเฟน ฮอปกินส์ และนักสร้างภาพยนตร์มากมายจากนานาชาติ การรวมทีมเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ เจสซี โอเวนส์ มีต่อผู้คนทั่วโลก
 
       Race ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเจสซี โอเวนส์ และครอบครัวของเขา จะเป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของโอเวนส์ เป็นเรื่องแรกของโลก เลวีเล่าว่า “สิ่งแรกที่เราทำก็คือได้ไปพบลูกๆ ของเจสซี และรูธ โซโลมอน ภรรยาของเขา เราอยากบอกครอบครัวของเขาให้รู้ว่าเราอยากสร้างหนังออกมาแบบไหน จิตวิญญาณที่เราใส่ไว้ในหนังเป็นอย่างไร และเหนือสิ่งอื่นใดก็อยากจะให้ครอบครัวของเขายอมรับ และอวยพรในสิ่งที่เราจะทำ ครอบครัวของโอเวนส์ช่วยเหลือเราตลอดทั้งการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ตั้งแต่การพัฒนาบท มาจนถึงวันที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น”
 
       ในการเขียนบทให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ โจ ชแรปเนล และ แอนนา วอเตอร์เฮาส์ เลือกโฟกัสไปที่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากที่สุดในชีวิตของตำนานนักวิ่งผู้นี้ เริ่มต้นในตอนที่เขาอายุ 19 ปีและเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโอไฮโอเป็นปีแรก และจบลงด้วยชัยชนะในการวิ่งบนเวทีระดับโลกในสองปีถัดมา
 
       วอเตอร์เฮาส์บอกว่า “เราไม่สนใจการเล่าเรื่องแบบเกิดจนตาย และเราก็คิดว่า ช่วงเวลาที่เราเลือกมาเล่า ได้บอกใบ้ให้ผู้ชมรู้มากพอแล้วว่า เหตุการณ์ทั้งก่อนหน้า และหลังจากที่เกิดเรื่อง จะเป็นอย่างไรบ้าง”
 
       ผู้กำกับ สตีเฟน ฮอปกินส์ กล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าหากเราจะเล่าทั้งชีวิตของเขาภายในสองชั่วโมง คงจะทำออกมาได้ไม่สมกับเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ และด้วยการเลือกช่วงเวลาระหว่าง 1934 ถึง 1936 เราจะได้เห็นเขาเติบโตจากเพียงแค่นักวิ่งมีพรสวรรค์คนหนึ่ง กลายมาเป็นแชมป์โลก การเลือกช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับยุคสงครามยังช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้เรื่องช่วงเวลานี้แหละที่เข้มข้นที่สุด เพราะมีทั้งการพัฒนาก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และการที่ลัทธิฟาสซิสต์กำลังแผ่ขยายอำนาจในยุโรป”
 
       นอกจากนี้ ชแรปเนล และวอเตอร์เฮาส์ ยังอยากจะก้าวข้ามกำแพงของภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกีฬา ให้มีครอบคลุมเนื้อหาทางด้านสังคมและการเมืองด้วย ชแรปเนล เล่าว่า “ในการจะทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของโอเวนส์ เราต้องทำให้พวกเขารู้ภูมิหลัง ประวัติต่างๆ ผู้คนอาจไม่เคยรู้ว่าโอลิมปิกปีนั้นแทบจะไม่ได้เกิดขึ้น หรือแทบจะเกิดขึ้นโดยไม่มีทีมชาติอเมริกาด้วยซ้ำ แถมมันยังเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โลกในยุคนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก”
 
       วอเตอร์เฮาส์เล่าต่อว่า “เราเล่าไอเดียให้สตีเฟนฟังไปตรงๆ ผลก็คือเขาค่อนข้างสนับสนุนไอเดียนี้ การร่วมงานกับเขาได้กลายมาเป็นการหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดของฉันในการทำงานร่วมกับผู้กำกับ เพราะเขาสามารถทำให้สิ่งที่เราคิดดีขึ้นไปอีกอยู่เสมอ”
 
       ฮอปกินส์บอกว่า เรื่องราวของเจสซี โอเวนส์นั้นเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นอยู่แล้ว โดยที่โจและแอนนาไม่จำเป็นต้องเพิ่มดราม่าเข้าไปอีกแม้แต่นิดเดียว สิ่งสำคัญที่ต้องทำก็คือ เลือกให้ถูกจุด
 
       เคท การ์วูด อีกหนึ่งผู้อำนวยการสร้าง กล่าวไว้ว่า “บทที่โจและแอนนาเขียนมา ทำให้ Race เป็นเรื่องราวของผู้คนนานาชาติอย่างแท้จริง”
 
       วอเตอร์เฮาส์ เผยว่า “กรอบเรื่องที่เราวางไว้ จะเผยให้เห็นใจกลางชีวิตของโอเวนส์ ที่บอกถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อสิ่งต่างๆ ทั้งการฝึกซ้อม ความเคารพนับถือต่อผู้คน และมิตรภาพที่ก่อเกิดระหว่างเขากับโค้ชกรีฑาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโออย่างแลร์รี สไนเดอร์ เป็นองค์ประกอบที่สร้างความสะเทือนอารมณ์ ที่จะช่วยอธิบายสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมอันซับซ้อน ที่เจสซีจะต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี สถานการณ์ทางการเมืองที่มีเดิมพันอันสูงส่งนี้ได้ดึงเอาชีวิตโอเวนส์เข้าไปติดร่างแห กลายมาเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจของเขา การโต้เถียงกันบนเวทีการเมืองว่าสหรัฐอเมริกาควรหรือไม่ควรคว่ำบาตรโอลิมปิกครั้งนั้น เพื่อเป็นการประท้วงต่อคำสั่งของฮิตเลอร์ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวและเผ่าพันธุ์อื่นๆ ได้สร้างผลกระทบกับชีวิตของเจสซีอย่างใหญ่หลวง”
 
       ชแรปเนลเสริมว่า “นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างโอเวนส์และสไนเดอร์แล้ว เรายังได้เล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลคู่อื่นด้วย ในที่นี้หมายถึงการโต้เถียงกันระหว่างเจเรไมอาห์ มาโฮนีย์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิก และนักอุตสาหกรรมพันล้านอย่างเอเวอรี บรันเดจ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวการแข่งขันระหว่างโอเวนส์ กับนักวิ่งคู่รักคู่แค้นชาวเยอรมันอย่าง คาร์ล “ลุซ” ลอง ผู้ที่ฮิตเลอร์มองว่าเป็นความหวังแห่งชาวอารยันซึ่งทั้งโอเวนส์และลุซ ก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนกันตลอดหลายปีหลังจากนั้น”