
เรื่องเล่าของหนังสือที่กำลังจะหายไป
12 เม.ย. 2559
Digital Master : เรื่องเล่าของหนังสือที่กำลังจะหายไป : โดย...นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล twitter : @Digithun
เช้าวันหนึ่งด้วยความเร่งรีบออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระ มีนัดประชุมสำคัญ แต่มาถึงครึ่งทางนึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าตังค์ไว้ เอาแล้วไงต้องไปทำอะไรอีกหลายอย่าง ไม่สามารถหันหลังกลับ มีเรื่องที่ต้องทำทั้งวัน จะหยิบยืมใครก็ไม่ได้แล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้ แต่ก็คิดว่าต้องมีทางสักทาง นี่มันยุคดิจิทัลต้องมีทางที่ผมจะต้องเอาเงินออกมาจากไอธนาคารบนมือถือได้สิ ลองหาวิธีดูก็เจอว่าสามารถกดเงินที่หน้าตู้ด้วยการโอนลอยจาก mPay บริการหนึ่งของ AIS ผมก็ได้เงินมาใช้ แล้วก็ยังใช้จ่ายบางอย่างได้ปกติผ่านมือถือ ซื้อกาแฟด้วย APP และเรียกรถไปไหนต่อไหนด้วย Uber และ Grab จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ผมของใส่ข้อมูลผูกไว้ในแอพ เป็นวันที่ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ถ้าระบบการจ่ายเงินซื้อของที่หน้าร้านสามารถจ่ายเงินได้ผ่านมือถือแค่เอามือถือไปแตะ แล้วผมจะมีกระเป๋าตังค์ไว้ทำไม
มันมีหลายอย่างที่ค่อยๆ เลือนลางหายไปในชีวิต แล้วถูกทดแทนด้วยสิ่งใหม่ๆ ด้วยดิจิทัล สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่วันนี้เลิกใช้เงินที่เป็นกระดาษ และปรับไปสู่การชำระหนี้ด้วยรูปแบบดิจิทัลเต็มตัวเพราะทุกวันนี้ในประเทศสวีเดนอัตราการใช้เงินสดนั้นน้อยมากอยู่แล้ว
ผมมีคำถามเกิดขึ้น แล้วเมื่อไหร่ที่ร้านหนังสือ มันจะหายไปเหมือนร้าน Video หรือร้านเทป เป็นอีกเรื่องที่น่าคิดเพราะเราๆ ท่านๆ ก็เริ่มเช้า บ่าย เย็น อยู่แต่หน้าจอ เราอ่านตัวหนังสือผ่านหน้าจอมากมายหลายบรรทัด ถ้ารวมกันคงมากกว่าค่าเฉลี่ยจำนวนบรรทัดที่คนไทยอ่านหนังสือที่รัฐบาลประกาศออกมาแน่ๆ แล้วก็อ่านมันทั้งวันทั้งคืน เราก็มีโอกาสจับหนังสือเล่มน้อยลงทุกที ไม่มีหนังสือการ์ตูนตั้งกอง หรือนิตยสารที่ต้องตามซื้อกันอีกแล้ว แน่นอนว่ามันต้องหายไปสักวันแต่วันไหนล่ะ
งานหนังสือยอดขายลดฮวบไปถึง 25% เป็นปีของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เข้าขั้นวิกฤติอย่างแท้จริง โฆษณาในสิ่งพิมพ์ลดลงกว่าหนึ่งในสาม เหล่าบรรดานิตยสารชื่อดังที่เมื่อก่อนต้องคอยง้อเพื่อลงโฆษณาหนีตายเปลี่ยนเวที ปิดกิจการกันไป ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อยักษ์ที่เคยยิ่งใหญ่ต้องปรับตัวกันหาที่อยู่ใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาว่าคนไทยนั้นยังต้องการอ่านหนังสือที่พิมพ์เล่มด้วยกระดาษอยู่ เพราะมันสามารถคงความสนใจได้ดี และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่ก็ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า โลกดิจิทัลมันร้อนแรง น้ำแข็งมันกำลังละลาย ก้อนเล็กละลายง่าย ก้อนใหญ่ก็ละลายช้าเป็นธรรมดา
ในอเมริกานับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา 21% ของคนอเมริกาเปลี่ยนมาอ่าน eBook และเด็กวัยรุ่นเลิกที่จะหิ้วหนังสืออ่าน และไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นที่เลิกอ่านหนังสือพิมพ์เล่มแม้กระทั่งผู้สูงอายุก็ยังต้องเปลี่ยนมาอ่านเพราะความสะดวกและราคาที่ถูกลงกว่า ถ้าเทียบอัตราส่วนการอ่านหนังสือชื่อ A มีคนอ่านหนังสือในรูปแบบ ebook 24 เล่ม ต่อคนอ่านรูปหนังสือจริงๆ 15 เล่ม นี่เป็นตัวเลขที่ผมเจอในปี 2012 เรามาถึงวันที่จะทำให้หนังสือขายได้ดี ก็ต้องอยู่ใน Ebook
ทุกครั้งที่ผมเข้าร้านหนังสือ ผมยังรู้สึกถึงความมีเสน่ห์ของการได้จับรูปเล่ม ชอบที่จะได้เห็นการออกแบบปกและเทคนิคการพิมพ์หลากหลายรูปแบบ การสัมผัสน้ำหนังเล่มสี และกลิ่นกระดาษ แต่เสน่ห์เหล่านี้มันก็จะกลายเป็นความคลาสสิก เพราะสุดท้ายแล้วข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มันจะถูกปรับไปตามวิถีชีวิตของเราชอบเล่มไหนก็ซื้อเก็บไว้นะครับ มันจะกลายเป็นของโชว์ ไม่ใช่หนังสือไว้สำหรับอ่านอีกต่อไป



