
คุยกับสตีเฟน ฮอพกินส์ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องRace
10 เม.ย. 2559
บันเทิงต่างประเทศ : คุยกับ สตีเฟน ฮอพกินส์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Race
ใกล้เข้าฉายเต็มที สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Race ต้องกล้าวิ่ง” หนังที่ตีแผ่เรื่องราวชีวิตของ เจสซี โอเวนส์ นักกรีฑาผู้สร้างประวัติศาสตร์ในโอลิมปิกที่บอร์ลิน ปี 1936 ด้วยการคว้าเหรียญสำคัญในการแข่งขันกรีฑา นั่นก็คือการวิ่ง 100 เมตร และที่สำคัญคือ เป็นการคว้าชัยต่อหน้า ฮิตเลอร์ ผู้มั่นใจว่า ชาติตัวเองนั้น สูงส่งกว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์อื่น ซึ่งผู้ที่รับบทเจสซี่ คือ สเตฟานเจมส์ ส่วนที่ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ สตีเฟน ฮอพกินส์ ซึ่งเขาได้กล่าวถึงเหตุผลที่มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่า
@ เหตุใดคุณถึงสร้างหนังเกี่ยวกับเจสซี่โอเวนส์ออกมา
ผมคิดว่าคงมีหลายคน ที่อยากสร้างหนังเรื่องนี้ แต่เพราะองค์ประกอบหลายอย่างมันยากมากๆ ทำให้เป็นเรื่องยาก ที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ผมเองก็ใช้เวลาเตรียมการอยู่หลายปีในการทำหนังเรื่องนี้ เพราะหนังมี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือชีวิตของโอเวนส์และส่วนของประวัติศาสตร์ รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศ คุณต้องจัดเนื้อหา 2 ส่วนนี้ ให้สมดุลซึ่งเมื่อแจกแจงออกมาแล้ว คุณจะพบว่ามันคือหนังมหากาพย์ย่อมๆ เลย ซึ่งคุณไม่สามารถทำอย่างขอไปทีได้ คุณต้องเนี้ยบไปทุกกระบวนการ
@ แต่คุณก็หาจุดลงตัวในการเล่าเรื่องได้
ใช่แล้ว ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ อยู่ในจุดที่ลงตัวมากๆ มันเป็นทั้งหนังเล่าชีวประวัติบุคคลสำคัญ หนังพูดถึงหลักไมล์สำคัญของประวัติศาสตร์และการเมือง นอกจากนี้มันเป็นหนังกีฬาเพราะฉะนั้นเมื่อคุณเล่าในส่วนของการแข่งขันกีฬา คุณต้องมั่นใจว่าผู้ชมจะต้องลุ้นระทึกไปกับการแข่งขันด้วย นั่นแสดงว่าคุณต้องใช้ทักษะในการเร้าอารมณ์ผู้ชมได้พอสมควร
@ คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ชอบทำหนังชีวประวัติบุคคลเพราะอะไร
เพราะผมคิดว่าหนังเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถเล่าครอบคลุมชีวิตของคนใดคนหนึ่งได้ทั้งหมด และผมก็ไม่กล้าเข้าไปแทรกแซงชีวิตของคนจริงๆ ด้วยผมไม่ค่อยถนัด แต่ในหนังเรื่องนี้ มันมีจุดให้ผมโฟกัสจริงๆ จังๆ มากกว่าจะไปกังวลว่า จะต้องเล่าข้อมูลเกี่ยวกับเจสซี่โอเวนส์ให้ครบถ้วน
@ จุดที่น่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับคุณอยู่ตรงไหน
แน่นอนส่วนที่มันยิ่งใหญ่มากๆ คือการแข่งขันต่อหน้าฮิตเลอร์ และการท้าทายความคิดเหยียดเชื้อชาติของเขา แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบความสัมพันธ์ของเจสซี่โอเวนส์และแลร์รีซไนเดอร์ โค้ชกรีฑาของเขา (ในหนังรับบทโดยเจสันซูเดย์คิส) พวกเขาเคี่ยวเข็นกันมานานถึง 10 กว่าปี แลร์รี ซไนเดอร์ แตกต่างจากคนขาวในโอไฮโอตอนนั้นมากๆ เพราะเขาไม่เหยียดคนดำเลย สิ่งที่ดีมากๆ ก็คือที่แลร์รีไม่เหยียดคนดำ ไม่ใช่เพราะเขามีคุณธรรมอะไรหรอก แต่เพราะแลร์รีเป็นพวกคลั่งชัยชนะมาก ฉะนั้นเขาเลยไม่แยกเลย ว่าใครขาวใครดำสีผิวเป็นเรื่องหยุมหยิมสำหรับเขา ในชีวิตเขามีแค่แพ้กับชนะและเขาต้องการแค่คนชนะ
@ การจำลองฉากสนามโอลิมปิกยากง่ายอย่างไรบ้าง
ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ก็คงไม่ยาก แต่มันยากในแง่การนำเสนอภาพมากกว่า ว่าเราควรจะทำให้ผู้ชมรู้สึกกับภาพอย่างไร เพราะโอลิมปิกครั้งนั้นเป็นครั้งที่สำคัญมากๆ เนื่องจากเป็นงานที่จัดโดยรัฐบาลนาซี ที่ต้องการสำแดงแสนยานุภาพในอุดมการณ์ของตัวเองให้ชาวโลกได้เห็น มันเป็นเหมือนงานที่ฮิตเลอร์โอ้อวดตัวเอง ซึ่งผู้ชมต้องรับรู้ในส่วนนั้น
@ เหตุผลที่คุณเลือกสเตฟาน เจมส์ มารับบทเจสซีโอเวนส์ คืออะไร?
ผมเห็นการแสดงของเขา ในหนังเรื่อง selma แล้วผมก็ประทับใจมาก เขายอดเยี่ยมมากในหนังเรื่องนั้น ตอนแรกผมวางตัวนักแสดงอีกคนไว้สำหรับ race แต่การได้คุยกับสเตฟานคือเรียกเขามาทดสอบหน้ากล้อง ผมก็เลือกเขาเพราะเขามีความสง่างามบางอย่าง มีความครุ่นคิดและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุมาก ที่สำคัญคือเขาเป็นคนฉลาด แต่ดูไม่ค่อยอวดตัวหรือพยายามทำตัวเด่นดังเลย ซึ่งเจสซีโอเวนส์ในความคิดผมเป็นคนแบบนั้น
@ คุณกับ สเตฟาน เจมส์ คุยกันเรื่องวางคาแรคเตอร์ของ เจสซี โอเวนส์ อย่างไร
ไม่ได้คุยละเอียดขนาดนั้นนะ เพราะผมกับสเตฟาน เห็นตรงกันอยู่แล้วว่าเจสซีโอเวนส์เป็นคนอย่างไร ผมโชคดีที่สเตฟานเป็นนักแสดง ที่มีวินัยสูงมาก เขาไปฝึกร่างกายกับโค้ชโอลิมปิกถึง 2เดือนเต็ม ก่อนจะมาเริ่มถ่ายทำเขาหาข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากที่ทางเราเตรียมไว้ให้ และในทางการแสดงแล้ว สเตฟานเป็นพวกที่ชอบเล่นแอ็กติ้งน้อยๆ แต่มีความคุกรุ่นบางอย่างอยู่ภายใน ซึ่งมันตรงกับที่ผมอยากได้พอดี
@ ฉากหลังของ race คือเมืองคลีฟแลนด์รัฐโอไฮโอคุณได้รับความร่วมมือจากเมืองอย่างไรบ้าง
เราได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะที่คลีฟแลนด์มีพิพิธภัณฑ์และมูลนิธิของเจสซีโอเวนส์อยู่ ลูกๆ หลานๆ ของเขาก็อยู่ที่นั่น พวกเขายินดีให้ความร่วมมือ ถึงแม้ว่าเนื้อหาบางส่วนจะมีการพูดถึงปัญหาเหยียดสีผิวในเมือง แต่ทุกคนก็เข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว
ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีคิวฉาย 21 เมษายน ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น



