
'เดอะ สตาร์12เปลี่ยนแปลงไม่สวยงาม'
06 เม.ย. 2559
'เดอะ สตาร์12เปลี่ยนแปลงไม่สวยงาม' : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา
เดอะ สตาร์ จัดเป็นรายการประกวดร้องเพลงที่อยู่ยงคงกระพัน ปีนี้ดำเนินรายการมาถึงปีที่ 12 แล้ว
ด้วยอายุรายการที่นานเข้าต้องยอมรับว่ากระแสนิยมจากคนดูย่อมลดลงเป็นธรรมดา แต่แฟนประจำที่รักรายการแนวนี้ยังมีอยู่จึงช่วยต่อลมหายใจได้ เพื่อยืดอายุ รายการจึงไม่ควรหยุดอยู่กับที่ ต้องปรับเพื่อแปลกใหม่ในการดึงดูดคนดู
เดอะ สตาร์ 12 จึงมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เปลี่ยนแปลง” ส่วนหนึ่งเพราะตัวรายการย้ายมาประจำการที่ ช่องวัน ครั้งแรก จึงย่อมอยากให้มีความแปลกใหม่ในปีแรกในช่องใหม่นี้เลย
การเปลี่ยนแปลง แรกที่เห็นในการเริ่มต้นรายการ คือ ปีนี้งดการออดิชั่นตามภาคต่างๆ ที่ทำเป็นประจำทุกปี โดยออดิชั่นจุดเดียวคือที่ กรุงเทพ ซึ่งเหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องการประหยัดงบเป็นสำคัญ
ส่วนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ถูกพูดถึงมากเมื่อถูกประกาศออกมา คือ การเปลี่ยนตัวคณะกรรมการแบบยกแผง ปีนี้จึงไม่มี เพชร มาร์, “โจ้” สุธีศักดิ์ และ “ม้า” อรนภา ที่อยู่กับรายการมา 11 ปี โดยกรรมการกลุ่มใหม่ปีนี้ประกอบด้วย “เต็ด” ยุทธนา, “ลูกเกด” เมทินี และ “อ๊อฟ” ปองศักดิ์
ดูบทบาทกรรมการชุดใหม่ตั้งแต่เทปแรกของรายการที่ออกอากาศจนถึงล่าสุดมีหลากหลายให้ต้องพูดถึง
“เต็ด” ที่ดูเหมือนถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ เพชร มาร์ ในส่วนการวิจารณ์ของ 2 คนนี้ เพชร มาร์ จะเน้นลงลึกในรายละเอียดการร้อง เสียง หรือเทคนิคต่างๆ ในฐานะการเป็นโปรดิวเซอร์ ส่วน “เต็ด” เท่าที่ดูจะเน้นวิจารณ์เป็นภาพรวมการเป็นศิลปินของผู้แข่งขันเสียมากกว่า...บอกยากว่าใครดีกว่า อยู่ที่คนดูจะชอบแบบไหน
สำหรับ “ลูกเกด” เชื่อมั่นว่าการที่เจ้าตัวถูกเลือกมาเป็นกรรมการปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะการไปเป็นเมนเทอร์ที่แซบเหลือเกินในรายการ เดอะ เฟซ อันฮือฮา แต่เมื่อ “ลูกเกด” มาอยู่ในรายการนี้จริง กลับสร้างผิดหวังพอสมควร ส่วนหนึ่งเพราะ เดอะ เฟซ ที่เน้นการค้นหานางแบบ นั้นเข้าทาง “ลูกเกด” ที่เป็นนางแบบ การวิจารณ์จึงออกมาคล่องผสมลีลาความแซบที่ใส่ไปทำให้ได้ผลลัพธ์เด็ดดวง แต่เมื่อต้องมาวิจารณ์ในรายการประกวดร้องเพลง “ลูกเกด” จึงอยู่ในสภาพ ตะกุกตะกักมีให้เห็นเป็นประจำ เหมือนใส่ได้ไม่เต็ม และยังติดวิจารณ์ซ้ำๆ ขาดความหลากหลาย
ส่วน “อ๊อฟ” ถ้าตัดส่วนอาการบ้าผู้ชาย ที่ตั้งใจให้ออกมาเป็นสีสันของรายการแล้ว เจ้าตัวทำได้ดีเมื่อเอาประสบการณ์บนถนนดนตรีที่เจ้าตัวได้รับยกย่องว่าเป็นนักร้องคุณภาพคนหนึ่งมาวิจารณ์ผู้แข่งขันได้เป็นฉากๆ และคล่องแคล่วน่าฟัง ถ้าเทียบกับตำแหน่งเดิมที่ “โจ้” สุธีศักดิ์ เคยทำไว้นั้นถือว่าสนุกกว่า เพราะ “โจ้” มาสายอวยอย่างเดียว แต่ “อ๊อฟ” สามารถวิจารณ์ข้อดีข้อเสียได้ตรงเป้า...
มาถึงการคัดเลือกผู้สมัครทั้งหมดให้เหลือ 8 คนสุดท้าย รอบแรกๆ การตัดต่อเทปที่ออกมายังไม่น่าดู ออกจะน่าเบื่อเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่มาตีตื้นได้บ้างในรอบที่เพิ่มเข้ามาเมื่อให้กรรมการกดปุ่มไฟ ทำให้รายการดูมีสีสันขึ้น และมาถึงจุดพีกตรงการคัดเลือกจาก 16 คนให้เหลือ 8 คนสุดท้าย
เป็นหนึ่งปีของเดอะ สตาร์ ที่ต้องถูกบันทึกว่าผู้เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตราส่วน 5 ต่อ 3 ซึ่งเป็นสิ่งสมควร เพราะปีนี้ผู้หญิงร้องดีกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด เอาเข้าจริงหลายๆ ปีที่ผ่านมาผู้หญิงก็มักโชว์เสียงได้ดีกว่าผู้ชาย แต่ผู้แข่งขันชายกลับถูกชูมากกว่าผู้หญิง เพราะเน้นเรียกคะแนนโหวตมากเกินไป
แต่ที่ทำให้คนดูขัดข้องหมองใจ คือ เกณฑ์การเลือก 8 คนสุดท้ายตามผลที่ปรากฏออกมา
ส่วนใหญ่ของผู้เข้ารอบฝ่ายหญิง คือ ต้องร้องดีสุดๆ ถึงจะเข้ารอบ วัดที่พลังเสียงจริงๆ คือถ้าร้องไม่ดีจริง ก็ต้องกระเด็นตกรอบ แต่ผู้เข้ารอบผู้ชายกลับเน้นที่หน้าตาเป็นหลัก ให้ร้องไม่เอาอ่าวแค่ไหน ถ้าหน้าตาดี คิดว่าปั้นได้ก็ได้ผ่านเข้ารอบเฉยเลย...ปีนี้เป็นอีกปีที่ยังยืนยันคำกล่าวข้างต้น นั่นทำให้เจอเสียงก่นด่ามากโข ซึ่งเอาเข้าจริง รายการอาจต้องการผลลัพธ์แบบนี้เพื่อเรียกกระแสรายการสำหรับการต่อยอดในการดึงคนดู
แบบนี้เรียกว่า 2 มาตรฐานชัดเจน และการที่กรรมการบางคนพูดว่า ยังไงรายการนี้ก็เป็นรายการประกวดร้องเพลง ก็ต้องเน้นที่เสียง บางทีก็พูดว่า ถึงรายการนี้จะเป็นรายการประกวดร้องเพลง แต่ก็ต้องดูส่วนอื่นๆ เป็นองค์ประกอบ บางครั้งก็ทำให้ดูสับสนเมื่อขัดแย้งกันเอง…ไม่ปฏิเสธว่าหน้าตาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเป็นนักร้อง ถ้าผสมผสานกับเรื่องเสียงในระดับที่รับได้ก็จะดี แต่ถ้าสวนทางกับเสียงจนเกินไปก็เป็นเรื่องยากที่คนดูจะยอมรับ
เรื่องเกณฑ์คัดเลือกผู้แข่งขันชายเข้ารอบสุดท้ายที่เอาเข้าจริงไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากปีหลังๆ ที่เป็นประเพณีนิยมนี้ บางทีก็ทำให้คอนเซ็ปต์รายการแกว่ง จากที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะสุดท้ายก็ยังเป็นการย่ำอยู่กับที่...



