
หนังโรงเล็ก:ไลฟ์สไตล์หนัง'เปลี่ยน'
31 มี.ค. 2559
ไลฟ์สไตล์หนังเปลี่ยน : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนดูแคลนว่า หนังที่เกี่ยวกับ superhero จะไม่ได้เงินเพราะตลาดอิ่มตัว แต่ deadpool ก็ทำเงินไปมากมาย... สังคมไทยบอกว่า คนรุ่นใหม่ควรจะทำอะไรตามสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนมา ทว่า ระยะหลังๆ ก็มีโฆษณาทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” หรือ “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” นี่ยังไม่นับ “ช้าๆ ไม่ได้พร้าเล่มงาม”
ที่เล่ามาข้างต้นทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรผิดธรรมชาติไป แต่มันคือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า disruption marketing หรือการคิดอะไร ออกไปจากกรอบ แนวทาง รูปรอย ที่เคยทำมายาวนาน... ความหมายของมันก็คือ ลองทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม อาจคิดย้อนแย้ง ขัดแย้ง สวนทาง เพราะเพื่อ เราอาจจะได้ผลใหม่ๆของการคิด
Disruption marketing ก็นำมาใช้กับการตลาดของหนังยุคใหม่มากมาย เดี๋ยวนี้ไม่มีใครสนใจตำราเชยๆ อันว่าด้วย 4 P นานแล้ว โลกมี social media ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ...รวมทั้งหนัง
สิ่งที่เป็นแกนหลัก เป็นกระดูกสันหลัง เป็นจุดพลิกผัน เปลี่ยนไปผัน ไปจากการดูหนังเดิมๆ ก็คือ ไลฟ์สไตล์ของคนดูยุคใหม่ (คำว่าคนดูยุคใหม่ ไม่ใช่ผู้ชมอายุน้อยหรือวัยรุ่น แต่ยุคใหม่คือ คนทุกรุ่น) ไลฟ์สไตล์คนดูหนัง ทำให้โรงหนังพิพากษาตัวหนังเพียงรายได้ “วันแรก”
ทำให้การจัดวางป้าย บิลบอร์ดเกี่ยวกับหนัง “ย้ายตำแหน่งแห่งหน” ...ทำให้การโฆษณาต้อง insight out และ outsight in ทำให้การไหลบ่าของ guerrilla marketing เชี่ยวกรากด้วยวิธีการต่างๆ สุดแล้วแต่ค่ายหนัง โรงหนัง คนทำหนัง จะคิดขึ้นมาได้ แม้แต่การใช้ app แบบสารพัดในวงการหนังโลก ก็ยืนยันว่า โลกของหนังนั้น เปลี่ยนไปหมดอย่างสิ้นเชิง (ฉะนั้น ค่ายหนังที่ยังคงเอาแต่พิมพ์กระดาษ อัดรูปหนัง แล้วใส่ซอง ส่งไปรษณีย์ไปตามบ้าน ตามออฟฟิศ เลิกได้แล้ว เชยมาก)
ถามว่า อะไรบ้างที่ไลฟ์สไตล์คนดูหนังเปลี่ยนไป
ประการแรก-คนดูยุคนี้ ใช้การรับรู้ข้อมูล กระทั่งการเสิร์ชข้อมูลเพื่อตัดสินใจการดู... คะแนนของหนัง สกอร์ของภาพยนตร์ตามเว็บนอก มีพลังรุนแรงมาก, ประการที่สอง อายุของคนดูแคบลง ไม่กระจายตัวถ่างออก และแคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่วัยรุ่น ส่วนหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่าเพราะคนดู ที่ไม่ใช่วัยรุ่น ถูกแย่งเวลาไปสู่กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เช่นวัฒธรรมอาหาร เที่ยวดื่มกิน และการท่องเที่ยวเดินทาง การให้เวลากับกิจกรรมที่ “ค้นพบ” ใน social media
เพราะหนัง ถ้าดีจริง เป็นปรากฏการณ์ คนดูที่มองข้ามไป จะคิดว่า เขาสามารถหาแผ่น รอแผ่น ดูกันภายหลังได้ มุมนี้คนทำหนัง โรงหนัง ค่ายหนัง โต้ตอบการดูช้า การไม่สนใจ product ของคนดูได้ ด้วยการทำให้สินค้ามีความ “พิเศษ” ขึ้นมาซะ ส่วนมันจะ special แค่ไหน อันนี้ไม่รู้
ประการต่อมา ซึ่งน่าจะรุนแรงและเป็นศัตรูของหนังที่ใหญ่ที่สุด ก็คือโลกออนไลน์มีอะไร ตื่นเต้น น่าสนใจ ไม่แพ้หนัง คนดูยุคนี้ ถูกดึงความสนใจออกไปเรื่อยๆ จากโรงหนังทั่วโลก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวโรงหนังเอง จึงลุกขึ้นมา disruption ทำให้ตัวเองไม่ใช่ theatre แต่ขาย experience ขายประสบการณ์บางอย่างกับผู้ชม เช่น โรบอทขายตั๋วได้, จอหนังรอบทิศทาง, อาหารญี่ปุ่น, การพบกับนักแสดงในรอบที่จัดขึ้น, สารพัดมิติและสารพัดแว่นตา (อย่างหลังนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่สนใจที่สุด)
การที่ไลฟ์สไตล์คนดูเปลี่ยนแรง แบบเดินๆ ไปแล้ว ตกเหว คือไม่ใช่ค่อยๆ landing ทำให้คนทำหนัง โรงหนัง ค่ายหนังบางแห่ง เกิดอาการ “ปรับตัวไม่ทัน” เหมือนคนทำสื่อทั่วโลกหลายแห่งที่ NY times เคยวิจารณ์ไว้
ทว่า ถ้าหนังไม่ดีอย่าง fifty shades of grey ยังได้เงิน, ถ้าหนังอย่าง deadpool แหกขนบ superhero ได้, ถ้าหนังอินดี้ไทย สารคดียังมีที่ทางใหม่
นั่นแสดงว่า คนทุกรุ่น ยังพร้อมจะอ้าแขนกอดหนังที่เขารัก
ธุรกิจอื่นๆ ก็ไม่ได้ถูกยกเว้น...



