บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'วัยรุ่น วัยขบถ'

เอกเขนกดูหนัง:'วัยรุ่น วัยขบถ'

17 มี.ค. 2559

'วัยรุ่น วัยขบถ' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          ความสำเร็จของวรรณกรรมเยาวชนหลายเรื่อง ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเวอร์ชั่นหนังตั้งแต่ The Hunger Games, Divergent Series, Maze Runner, Ender’s Game ไม่ใช่แค่ความสนุกจากการผูกเรื่อง วางปม หรือพล็อตที่สร้างสรรค์วาดจินตนาการไปไกลในหลายมิติอย่างน่าสนใจเท่านั้น หากแต่ประเด็นซ่อนเร้นที่ขับเน้นพฤติกรรม ตลอดจนทัศนคติและความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในใจนักอ่านและนักดูหนังทั่วโลก
 
          สาววัยรุ่นอย่าง แคทนีส เอเวอร์ดีน ในฮังเกอร์เกมส์ และเบียทริส ในไดเวอร์เจนท์ ไม่เพียงความสวยจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชายทั้งหลายแล้ว ความเป็นหญิงแกร่งหัวขบถของสองสาวดูจะมัดใจแฟนหนังสือและแฟนหนังให้ตามติดภาคต่อๆ มาโดยตลอด เช่นเดียวกับโทมัส หนุ่มหน้าซื่อ ในเมซ รันเนอร์ที่มักตั้งคำถามและช่างสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากล รวมถึงความรักพวกพ้องอันเป็นอุปนิสัยใจคอของวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่กลายมาเป็นแฟนเดนตายของนิยายรวมถึงหนังชุดนี้ และถึงแม้เจ้าหนู เอนเดอร์ วิกกิน จะยังไม่มีเสน่ห์แบบวัยรุ่นมัดใจสาวๆ แต่ความเป็นคนช่างคิด เปี่ยมวิสัยทัศน์แห่งความเป็นผู้นำ ก็ทำให้ศึกสงครามอวกาศที่ดูจะเป็นพล็อตเรื่องดาดๆ ของนิยายไซไฟในยุค 70 กลับทำให้ เอนเดอร์ส เกม โดดเด่นขึ้นมาเหนือกว่านวนิยายแนวเดียวกัน รวมทั้งเวอร์ชั่นหนังที่เวลาล่วงเลยเกือบ 30 ปี กว่าจะได้ดูกัน (อันที่จริง เอนเดอร์ส เกม มีโครงการสร้างเป็นหนังตั้งแต่ปี 1996 แล้ว แต่ล้มเลิกไปเสียก่อน-ส่วนตัวนิยาย เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1985)
 
          การลุกขึ้นต่อกรกับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมหรือชนชั้นปกครองที่แสวงหาความชอบส่วนตน ของเหล่าคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีอิทธิฤทธานุภาพใดๆ  นอกจากสองมือเปล่าและความมุ่งมั่นตั้งใจทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เป็นตัวละครในโลกอุดมคติที่เกิดขึ้นบนจินตนาการท่ามกลางโลกที่ล่มสลายและมายาคติที่ผิดเพี้ยนในสังคมขณะนั้น ฮังเกอร์ เกมส์ และ ไดเวอร์เจนท์ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในขณะที่ เมซ รันเนอร์ และเอนเดอร์ส เกม ตัวละครอาจจะมีความปัจเจกมากกว่า โดยเฉพาะคนหลังสุด เจ้าหนูเอนเดอร์ ที่เก่งแบบข้ามาคนเดียว (ซึ่งอาจเป็นเพราะต้นฉบับนวนิยายเขียนขึ้นตั้งแต่ 30 ปีก่อน เรื่องราวหรือคาแรกเตอร์ตัวละคร อาจไม่มีความร่วมสมัยหรือมีความเชยปะปนอยู่บ้าง) แต่น่าเสียดายที่เราอาจไม่ได้เห็นภาคต่อของหนังชุดนี้ หลังจากภาคแรกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (สาเหตุมาจากกลุ่มรักร่วมเพศออกมาเรียกร้องประท้วงเจ้าของนิยาย ออร์สัน สก็อต คาร์ด ที่ออกมาประกาศต่อต้านกฎหมายการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ด้วยการชักชวนไม่ให้ดูหนังเอนเดอร์ส เกม) เราจึงไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป รวมถึงเรื่องราวบางด้านของเจ้าหนูคนเก่ง เอนเดอร์ วิกกิน ในนวนิยายชุดนี้
 
          และไม่ว่าการต่อสู้ของพวกเขาและเธอในหนังไซไฟเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จเป็นที่ชื่นชอบประทับใจของเหล่าแฟนหนังสือ แฟนหนัง สักแค่ไหน ในฐานะชัยชนะของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เป็นความสะสาแก่ใจที่คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถโค่นล้มผู้ปกครองใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกับพวกเขา ฮังเกอร์ เกมส์ ได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อย ไดเวอร์เจนท์ รอคอยภาคสุดท้ายอีกไม่นาน เมซ รันเนอร์ ก็เช่นกัน (แต่สำหรับแฟนหนังสือคงรู้ผลกันแล้ว)
 
          แม้ผู้ใหญ่จะเป็นร้ายในหนังเหล่านี้ แต่สุดท้าย เด็กๆ เอง ก็ถูกชักใยโดยผู้ใหญ่ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง (แล้วก็ถูกหักหลังเสียเอง ในหลายๆ ครั้ง) การไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือ อยู่ใต้อาณัติ หรืออดรนทนไม่ไหวกับความไม่ชอบมาพากลในสังคมของพวกเขา ลองสังเกตความหมายของการชูสามนิ้วในฮังเกอร์ เกมส์ ที่ปลุกเร้าผู้คนลุกขึ้นสู้กับชนชั้นปกครอง ในไดเวอร์เจนท์เอง สิ่งที่เบียทริสยึดมั่นมาตลอดคือการไม่แบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มก้อน ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ทรงปัญญาแต่แรกเริ่มก็ตาม เช่นเดียวกับโทมัส ในเมซ รันเนอร์ ที่ไม่ยอมละทิ้งเพื่อน แม้ว่าตัวเองจะอยู่รอดปลอดภัยไปได้ไกลแค่ไหนก็ตาม หากรู้ว่ามีเพื่อนตกอยู่อันตรายเขาก็พร้อมยอมเดินกลับไปเผชิญหน้าคนที่เคยต่อสู้กันมาอีกครั้ง ทั้ง ฮังเกอร์ เกมส์, ไดเวอร์เจนท์ และเมซ รันเนอร์ รวมถึงเอนเดอร์ส เกม ล้วนมีประเด็นที่ว่าด้วยหลักปรัชญาพื้นฐานของสังคม นั่นคือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ องค์ประกอบสำคัญที่จะนำสังคมไปสู่อารยะ อันสงบสุขร่มเย็นและยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหา ทว่าในความเป็นจริงนั้น เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
 
          ประเด็นเหล่านี้ จึงถูกถ่ายทอดผ่านคนรุ่นใหม่ในฐานะตัวแทนของความหวัง ความฝัน ที่คนรุ่นก่อนหน้าพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างสังคมของพวกเขาให้งดงามตามอุดมคติ ที่สุดท้ายก็ล่มสลายครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นบรรยากาศในหนังเหล่านั้น จึงถูกกำหนดขึ้นบนโลกที่ล่มสลายไปแล้ว เป็นดินแดนดิสโทเปียที่อยู่ตรงข้ามกับจินตนาการอันสวยงามที่วาดฝันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นชาวแคปิตอล ซิตี้ ที่ชื่นชมกับการเห็นผู้คนจากเขตอื่นออกมาไล่ล่าฆ่ากันในเดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ หรือโลกที่ล่มสลายเหลือเพียงเมืองชิคาโก ที่เหล่าอัจฉริยะเฝ้ามองและบงการ ชี้นำคนที่ด้อยกว่าอยู่ไกลๆ ในไดเวอร์เจนท์ รวมทั้งโลกที่เหลือเพียงคนสอง กลุ่มวิคเก็ต (WCKD) และ กองกำลังฝ่ายขวา (Right Arm) ในเมซ รันเนอร์ ล้วนสะท้อนภาพความจริงของโลก ณ ปัจจุบัน ที่ทั้งโทรมทรุดและเสื่อมถอย ทั้งสภาพความเป็นอยู่และผู้คน
 
          และนั่งดูหนังเหล่านั้นติดต่อกัน (ไม่ว่าจะภาคไหนก็ตาม) แล้วจะพบว่า หลังความหฤหรรษของฮังเกอร์ เกมส์, ไดเวอร์เจนท์ และเมซ รันเนอร์ จากการต่อสู้ระหว่างเด็กๆ และผู้ปกครองของพวกเขา เรากลับพบว่าบางครั้งตัวเองรู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยว ท้อแท้สิ้นหวังกับสังคมที่เราดำรงอยู่ในตอนนี้เสียจริงๆ