บันเทิง

'มิลานและเบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่า'

'มิลานและเบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่า'

15 มี.ค. 2559

'มิลานและเบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่า' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          เบอร์ลินกับมิลานกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง มิลาน มีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ควรไป ใกล้ๆ เวียนนา ออสเตรีย เป็นเมืองของศิลปะยุคเก่า แต่ขณะที่เมืองหลัง ทำให้คิดถึง บ้านของโมสาร์ต
 
          ชื่อมิลาน กลับทำให้ผมปักใจมาจากหนังเรื่องหนึ่ง คือ calmi cuori passionati
 
          เป็นหนังรักที่ชายหนุ่มหญิงสาว ต้องพรากจากด้วยอะไรบางอย่าง และทั้งสองคนเคยสัญญากันในตอนคบหาว่า จะไปเที่ยวอิตาลีกันสักครั้ง สถานที่ก็คือ ฟลอเรนซ์ แต่กลายเป็นว่า นางเอกของเรื่องมาทำงานที่มิลานในร้านจิวเวลรี่ และพบรักกับเศรษฐีหนุ่ม หน้าตาดี (แสดงโดย ไมเคิล หว่อง) ทว่า หัวใจของเธอ ส่วนที่ลึกที่สุด ยังไม่เคยลืม “ชายหนุ่มคนรักเก่า” ที่จากกันไป ทั้งสองคน ได้กลับมาเจอกันแน่ๆ ที่มิลาน หลังจากต้องต่างคนต่างเยียวยาตัวเอง เรื่องรักๆ ใคร่ๆ นั้น น่าเข้าอกเข้าใจ แม้ว่าบางที มันก็ไม่เข้าใครออกใคร หนังที่ว่านี้ ทำมาจากหนังสือชื่อ blue และ rosso (ความหมายคือ red) ผู้ชายคือฟ้า และหญิงสาวคือ แดง จะดูหนังหรืออ่านวรรณกรรม 2 เล่ม ความรู้สึกของผมก็คือ มิลานนั้น ราวกับอยู่ไกลในความรู้สึก แต่มันใกล้ชิดผูกพันมากมาตลอด 22 ปี เพราะผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีม มิลาน
 
          ตั้งแต่ปี 1988 ยุค 2ทหารเสือ (แวน บาสเท่น กุลลิท และ ไรด์การ์จ) พอต้องไปดู มิลาน ที่ซานชิโร่ สถานที่ขอแนะว่าต้องไปเที่ยวเลยก็คือ Duomo square หรือจัตุรัสดูโอโม่ เพราะที่นี่คือ สถานที่สวยงาม กว้างขวาง และเขาเอาไว้จัดงานฉลอง เวลาทีมเป็นแชมป์ หรือมีเทศกาลประจำปี (กลางปีที่ผ่านมา มิลาน ก็เอารถมาแห่ทีม ที่ตรงนี้ และมีแฟนหลายหมื่นมาจัดเต็มสนุก) มิลาน เป็นเมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์เดีย และเป็นเมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี (Lombardy) ชื่อเสียงของมิลาน มาจากหลายด้าน แต่ด้านที่หนาแน่นที่สุดคือ ชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ เพราะ มิลาน ถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชันในลักษณะเดียวกับ
 
          นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และ โรม ลองไปเดินๆ ดู จะมีไกด์มาเล่าให้คุณฟัง (หรือคุณไปเอียงๆ หูก็ได้) ก็จะรู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน (Panettone) แถมยังมีอุตสาหกรรม ผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์ อัลฟา โรมิโอ นอกจาก ขอบอกว่า ไวน์และสปาเกตตี ริมทางอร่อยมาก เช้าไป ออกไปเดิน ดูโอโม (Duomo) โดยที่ข้างหน้า ตระหง่านใส่ตัวคุณคือ มหาวิหารแบบโกธิคที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยุโรป และสร้างในปี 1386 ด้านนอกจะมีหลังคายอดเรียวแหลมจำนวน 135 ยอด และ มีรูปปั้นหินอ่อนจากทุกยุคทุกสมัยกว่า 2,245 ชิ้น บนสุดมีรูปปั้นทองขนาด 4 เมตรของพระแม่มาดอนน่าเป็นสง่าอยู่ อิสระให้ท่านได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
 
          อีกที่หนึ่งคือ แกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ล อาคารกระจกที่เก่าแก่และมีความสวยงาม โรงละครโอเปร่า ลาสกาล่า ชมรูปปั้นของ ลีโอนาโด ดาวินชี จิตรกรเอกที่วาดภาพ “เดอะลาสซัปเปอร์”(the last supper) ไว้ในมหาวิหารซานตามาเรีย เดลลา กราซ ในมิลานนี้ เขาไม่ได้นับถือศิลปินวาดรูปเท่านั้น มาร์โก แวน บาสเท่น ยังคงเป็นพระเจ้าอีกองค์ เหมือนที่ เนเปิ้ล มี มาราโดน่า เป็น God
 
          ก่อนไปอิตาลี 2 ครั้ง ผมถูกขู่สารพัดจากรอบทิศว่า จะเจอดีจากหัวขโมยแน่นอน แต่กลับไม่มีเรื่องเหล่านี้ และทำให้ผมหลงรักอิตาลีไปมากมาย อาจจะมีบ้าง ตอนไปโรม ที่เจอจิ๊กโก๋ร่างโตสองคน พยายามจะมาไถเงิน แต่เราก็เจอคนแบบนี้อยู่แล้วในหลายเมืองของยุโรป อังกฤษ ไม่แย่กว่าเหรอ (ผมถามตัวเอง) ไม่มีเวลาคิดมากมาย เพราะอีกวันต่อมา ต้องบินไปเบอร์ลิน มีงานโฆษณา และตบท้ายด้วยการไปเยี่ยมสนามอัลลิอันซ์ ของเสือใต้
 
          โดยเรามีโปรแกรมแค่ทัวร์สนามเท่านั้น ผมจำได้ว่า ของสิ่งแรกที่ซื้อ ในเบอร์ลิน คือ มิวสิกบ็อกซ์ หรือกล่องเพลง มันเป็นที่ไขลานบนกล่องโลหะเล็กๆ เท่ากล่องไม้ขีดไฟตราพญานาค และมีเพลงคลาสสิกหวานๆ เยอะแยะ คือ 1 กล่อง มี 1 เพลง ผมซื้อมา 5กล่อง คือกล่องที่มีเพลง layla ของแคลปตัน, yesterday และ in my life ของ4 เต่าทอ, the sound of silent และ ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกล
 
          และ started a joke ของบีจีส์ อันหนึ่งประมาณ 2ปอนด์ หรือ 100 บาท ชื่นมื่นกับของโปรดพวกมิวสิกบ็อกซ์ไม่นาน ผมก็ไปเจอ กล่องดนตรีที่น่ารักกว่า คือทำเป็นเปียโนไม้ขนาดเท่าซีดีวางซ้อนกัน 20 แผ่น
 
          ทางร้านอาหารนำมาเปิดไว้ระหว่างทางเดิน เพื่อกล่อมและขบขานให้ลูกค้าอร่อยกับอาหาร ผมงุ่นง่านเลย เดินไปขอซื้อเปียโน กล่องเพลงกับทางร้าน แต่ผู้จัดการทีแก่แล้ว หัวเราะและบอกว่าไม่ขาย (เขาพูดอ้อมๆ ว่า ไปร้านไหนก็จะมี ลองไปขอซื้อร้านอื่นๆ ดู) ถ้าเราดูหนังอย่างเดียว ผมว่าคุณต้องจำภาพของเบอร์ลินมาผิดๆ จากหนังในยุค 80-90 แน่ๆ เพราะเบอร์ลินที่ “ถูกให้ภาพ” ผ่านหนังนั้น ไม่ตรงกับเบอร์ลินที่เปลี่ยนไปแล้ว เมืองทึมๆ บ้านสีจืดๆ ตกค่ำคนปิดบ้านนอน มันไม่ใช่อีกแล้ว เพราะตอนนี้ เบอร์ลินได้ทุนจากรัฐบาล และให้งบแก่คนหนุ่มสาว คนที่มีความสามารถกลับมาช่วยกันทำให้เบอร์ลิน
 
          กลายเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป ด้วยแฟชั่น ดีไซน์ ที่สุดฮิพ เล่นสำนวนหน่อยก็ต้องบอกว่า หากฟลอเรนซ์คือ “บ้านของความหลัง”
 
          “เบอร์ลิน” เป็นเมืองของเอเยนซี่โฆษณาและดีไซเนอร์ทั้งหลาย แต่ละคูหา แต่ละช่วงตึก มีแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด โรงหนัง แกลเลอรี่ และหอศิลป์ ไม่เคยขาดสื่อศิลปะยุคใหม่
 
           ใครจะเชื่อว่า แต่ละปีมีพ็อกเก็กบุ๊กเกือบ 10,000 เล่ม ออกมาวางขาย มีหนัง 300 เรื่อง เทียบเท่าที่คนไทยได้ดูจากฮอลลีวู้ดตลอด 1 ปีเต็ม น้ำหนักของเบอร์ลินนั้น เทไปที่ความเป็นฮิพ ซิตี้ คือ สมัยใหม่ แต่ไม่ทิ้งไปไกล เพราะนักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามันมีราก เพราะใกล้ๆ กันมี “บรานเดนเบิร์ก” ที่เป็นพื้นที่ชุมนุมของศิลปะ มากถึงหมื่นๆ ชนิด ภาพที่เห็นคนเยอรมันนั้น พวกเขาขยัน สดชื่น หลายคนออกกำลังกาย
 
          และสามารถจะช่วยเราดูแผนที่เพื่อบอกเส้นทาง จนผมสามารถบอกกับหลายคนได้ว่า 4-5ครั้งที่ไปแวะเที่ยวเยอรมนีนั้น ภาพที่ฝังมา ถูกลบจนหมด เบอร์ลินไม่เหลือซากอะไรทึมๆ แบบปี 1989
 
           ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่งในหนัง the pianist และถนนหนทาง สุภาพอ่อนน้อม ไม่เหมือนสไตล์ดุดันของทีมฟุตบอล จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ทำไมช่วง 3 ที่ผ่านมา จึงมีข่าวว่า นักโฆษณาบ้านเรา
 
          ชอบมาดูงานที่เบอร์ลิน (คนหนึ่งที่ชมชอบมากก็คือ คุณภาณุ อิงคะวัต นั่นเอง) คนที่ชอบพวกศิลปะสมัยใหม่ พวกสื่อสมัยใหม่ เหมาะมากในการมาเที่ยว ระหว่างเดินเล่นในเบอร์ลิน ผมเผลอซื้อสิ่งของ ผ้า ภาพวาด หนังสือ กล่องเพลงและกระเป๋าย่าม ไปหลายร้าน และสิ่งที่เห็นได้จากทุกร้านก็คือ คนหนุ่มสาวและสามีภรรยาสูงวัย ที่ยิ้มแย้ม แม้แต่หญิงชรา หรือพวกเขาจะบอกเราว่า เบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่า
 
          แม้ผู้คนจะมีอายุมากขึ้น