
คมเคียวคมปากกา - บางสถานีของคนเดินทางเล็กๆ
เขียนต้นฉบับวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2552 ขึ้น 5 ค่ำ เดือนเก้า (เดือนเก้าดาวตกผีพุ่งใต้)
ระหว่างนี้เดินทางเป็นว่าเล่น บทได้เดินทาง ก็ได้เดินทางอย่างนกเสรี ทั้งที่จะว่าไปแล้วมีห่วงเต็มคอ ไม่ว่าบ้านช่องห้องหอ ลูกเมีย หมูหมากาไก่ ต้นไม้ใบหญ้า บางทีชีวิตอยู่บนรถทั้งวันทั้งคืน จากบ้านคืนเดียวรู้สึกนานเป็นสัปดาห์ จิตใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับที่ แต่จดจ่ออยู่กับความไกล ความนาน การรอจุดหมายปลายทาง กับภารกิจหลักเพียงไม่กี่ชั่วโมง
...เช้าอยู่เมืองหนึ่ง ค่ำอยู่เมืองหนึ่ง ไกลกันมาก บางครั้งก็งงตัวเอง ไปไงมาไงละเนี่ย...
ประสาคนเดินทาง ย่อมผ่านพบหลากสถานี ทั้งสถานีคุ้นเคย และสถานีแปลกหน้า คนเดินทางมิอาจเลือกแต่สถานีอบอุ่นคุ้นเคย หากยังต้องผ่านพบสถานีเหน็บหนาวแปลกหน้า
บางค่ำคืนในบางสถานี ได้ค้างแรมโรงแรมหรู รีสอร์ททันสมัย บางค่ำคืนในบางสถานี เลือกไม่ได้ ต้องค้างแรมในรีสอร์ทแบบที่คนอีสานเขาล้อว่า “ลี้สอด” (555) คือม่านรูดดีๆ นี่เอง แม้กระอักกระอ่วนเมื่อเห็นเขาวางถุงยางอนามัยไว้ให้ แถมกลิ่นแป้งแปลกๆ คละคลุ้ง เพื่อมิให้มากเรื่อง ก็ต้องทำใจกันแหละครับ รีสอร์ทเป็นคำโรมแมนติกชวนฝัน ประมาณอยู่ริมน้ำเชิงเขาเงาไม้ใต้แสงดาว แต่จริงๆ แล้วมันอาจอยู่กลางทุ่งข้าว ข้างไร่อ้อย ชานเมือง โดยสร้างเป็นกล่องไม้ขีดเล็กๆ มุงหลังคารูปตัวเอ ว่ากันว่า - เมื่อได้ยินรีสอร์ท อย่าเพิ่งฝันหวาน บางคนเข้าค้นหาข้อมูลตามเว็บไซต์ เห็นภาพที่พักสวยงาม สั่งจองห้องล่วงหน้า ไปเห็นกับตาแทบหยุดหายใจ...
ยุคนี้มีทุกที่แหละรีสอร์ทอะไรประมาณนี้ เปิดหนังสือของ สอ เสถบุตร ท่านแปลคำนี้ไว้ว่า อาศัย, ที่มั่วสุม, เมืองตากอากาศ...ส่วนใครจะสร้างรีสอร์ทเพื่อการใด? ใครจะเปิดห้องรีสอร์ทเพื่อพักผ่อนหย่อนใจใด? คงมิอาจคาดคำนวณ วันก่อนจำเป็นต้องพักรีสอร์ทกับเพื่อนผู้ชาย (555) เปิดกันหลายห้อง ห้องละสองคน พอรถเข้าซองปุ๊บ พนักงานก็รูดม่านให้ปั๊บ แถมเกิดเรื่องตื่นเต้นอีก เมื่อมืดๆ ค่ำๆ สักหน่อย ก็มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้ามาแบบเคยชิน เกือบเฉี่ยวรถยนต์ของเรา เพื่อนบอกว่า “เราคงมาแย่งวิมานประจำของไอ้หนุ่มอีสาวเข้าให้แล้ว”
อย่าว่ากันเลยนะครับ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้...อย่างไรก็เถอะ รีสอร์ทอย่างว่าหลายที่มีโทรทัศน์ดาวเทียมให้ดู ไม่ว่าจะช่องโฆษณายาสมุนไพรตับไตไส้พุงบำรุงเรื่องเพศ ช่องเหลืองๆ ช่องแดงๆ ช่องไทยๆ ช่องลาวๆ (มีคนบอกว่าเคยเห็นผมออกโทรทัศน์ลาวด้วย 555)
เช้าหนึ่งที่เมืองกาฬสินธุ์ ตื่นเช้าขึ้นมาเปิดดู “แฟนทีวี” และฟังหลายเพลงของ มนต์แคน แก่นคูน โดยเฉพาะ “โรงงานปิด คิดฮอดน้อง” เป็นเพลงคุ้นหูที่เพิ่งรู้ว่าแต่งโดย สลา คุณวุฒิ สะท้อนภาพไอ้หนุ่มอีสาวหลังโรงงานปิด คนหนึ่งอยู่ที่ไหน? ขณะอีกคนกำลังคิดถึง?
ให้บังเอิญเหลือเกิน (อีกแล้ว...) วันก่อนนั้นเอง เพิ่งพบครูสลา (ของใครต่อใคร) ที่เมืองกาฬสินธุ์ ในรอบเดือนนี้มีโอกาสพบครูสลาหลายครั้ง ได้ฟังรอยทางศิลปินครูบ้านป่าหลายเม็ดหลายหน่วย ฟังซ้ำได้ไม่รู้เบื่อ เหมือนที่คุณครูและน้องนักเรียนทั้งหลายตื่นเต้นกับนักแต่งเพลงคนนี้ ราวกับเขาเป็นนักร้องชื่อดัง (นักร้องชื่อดังบางคนอาจต้องถอยให้ เมื่อครูสลาผ่านมา)
ฟังว่าฤดูฝนนี้ ครูสลายุ่งแสนยุ่งกับภารกิจในห้องบันทึกเสียง แต่เมื่อขัดงานพี่งานน้องในแวดวงศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาไม่ได้ ก็ต้องบินไปบินมาเป็นว่าเล่น เทียวไปเทียวมาอย่างน่านับถือ น่าเหนื่อยแทน นี่ถ้าเป็นคนอื่น เขาอาจงดรับงานสารธารณะ เพื่อทำงานส่วนตัวอย่างเดียว
ครูสลาเดินทาง ผมเดินทาง ต่างคนต่างเดินทาง ต่างคนต่างทำในภารกิจมอบหมายของหัวใจ ได้พบทักทายพูดคุยกันบ้าง แม้ไม่มากแต่ก็เห็นอุดมการณ์ในชีวิตของเขาที่ “ลาออกจากราชการ แต่มิได้ลาออกจากความเป็นครู” เป้าหมายหน้าที่จะพบกันอีก คือปลายเดือนสิงหาคมศกนี้ ที่เขื่อนอุบลรัตน์ เมืองขอนแก่น คุณครูและน้องนักเรียนแถวนั้น อย่าลืมติดตามนั่นแล
อีกคนที่จังหวะชะตามักนำพาให้พบก็คือ ทนง โคตรชมภู จิตรกรเอกผู้ใช้ปากคาบพู่กันบรรเจิดบรรจงเส้นสีชีวิต เขาเป็น “นกไร้ปีกผู้โผบินไปทั่วทิศ” เป็นคนมือเล็กเท้าลีบผู้เดินทางไปทั่วโลก เดินทางไกลกว่าคนอวัยวะครบสามสิบสองประการอย่างเราเสียอีก
จะขอถือโอกาสเล่าถึงคนเดินทางเล็กๆ อย่างทนงและสลาอีก ในฐานะที่เขาคือแรงบันดาลใจดีๆ ของยุคสมัย ท่ามกลางโลกและสังคมที่เราๆ ท่านๆ ต่างพบเห็นแต่เรื่องน่าเบื่อหน่าย!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



