บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม - “ปรับตัวปรับใช้ให้พอดี” (3)

มองโลกแบบวิกรม - “ปรับตัวปรับใช้ให้พอดี” (3)

31 ก.ค. 2552

ที่ข้างบ้านผมมีภูเขาหินปูนที่สูงพอควรเต็มไปด้วยไม้ป่ามากมาย น้ำฝนผสมกับคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ ที่กัดเซาะซอกเขานี้ให้กลายเป็นถ้ำมากมายเหมาะเป็นที่อยู่ของค้างคาวประเภทกินแมลง ตกทุกเย็นเวลาก่อนโพล้เพล้ค้างคาวนับล้านตัวบินเรียงรายเป็นเงาด

 จะว่าไปแล้วที่ดินที่ผมอยู่ผืนนี้เริ่มจากเดิมเป็นไร่ข้าวโพด ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ผมต้องปรับปรุงดินใหม่แล้วนำต้นกล้าของไม้ต่างๆ มาปลูกไปกว่า  3 หมื่นต้นให้เป็นป่า  คงอีกไม่เกินสองปีที่นี่คงเขียวครึ้มเต็มไปหมดแล้วจะเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์หลากหลายชนิดพากันมาอยู่อาศัย ช่วยสานต่อความเป็นป่าต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้อีกทางหนึ่ง

 ในบึงน้ำที่ผมขุดขึ้นมานั้นผมขอให้ผู้เชี่ยวชาญจัดปลาชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาท้องถิ่นตามสภาพน้ำที่ผมมีเป็นเกณฑ์ โดยเน้นปลาที่เนื้อมีรสชาติดีที่สุด เช่น ปลาเบี้ยวแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปลายี่สกจากแม่กลอง ปลาบึกจากแม่น้ำโขง รวมแล้วกว่า 20 ชนิด นอกจากนี้ยังมีปลาสวยงามที่กินอาหารบนผิวน้ำอีก 19 ชนิด โดยเลือกชนิดปลาให้เกิดวงจรของปลาให้เกิดความสมดุลอย่างธรรมชาติให้มากที่สุด พวกปลาต่างๆ มักจะชอบมากินอาหารเม็ดที่ผมเลี้ยงทุกเช้าเย็น  บึงน้ำที่ผมขุดนี้จึงมีความสมดุลตามระบบนิเวศน์ของปลาที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นแหล่งอาหารอีกกลุ่มหนึ่ง

 ทุกๆ ที่ที่ผมอยู่ผมจะชอบให้มีน้ำเป็นลักษณะบึงหรือล้อมรอบเสมอนอกจากความเย็นสบาย ความร่มรื่น สวยงาม สงบนิ่งแล้ว ผมรู้ดีว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้อย่างมหาศาลไม่ว่าจะเป็นน้ำใช้รดน้ำต้นไม้  ใช้ซักล้าง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ รวมถึงพืชน้ำ แต่ที่น่าเสียดายที่บึงใหญ่นี้ผมไม่สามารถปลูกบัวได้แม้ว่าผมจะมีอยู่เกือบ 30 พันธุ์ (ที่เคยปลูกอยู่ที่แพวิเวก-แพสงบ) เพราะหอยเชอร์รี่กินรากบัวเสียเรียบไปเลย ผมจึงทำได้เพียงแต่ปลูกไม้น้ำไว้รอบๆ บึงเพื่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนชายป่ารอบบึง ในอนาคตหากมีสัตว์น้ำ เช่น เป็ดน้ำมาอยู่อาศัยก็จะทำเสริมสร้างบรรยากาศให้ดูดีเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

 เดิมผมมีเป็ดแดงไว้ฝูงหนึ่งจำนวน 11 ตัวที่ผมเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเป็ด พอโตขึ้นพวกมันก็จะบินไปบินมาประดับบึงตลอดเวลา แต่พอเจ้าหมาสองตัวดำกับแดงเข้ามาเป็นเจ้าถิ่น เจ้าเป็ดน้อยทั้งหลายต่างกลัวหมาเลยถอยร่นบินออกไปไม่ค่อยกลับมาอีกเลย (น่าเสียดายเหมือนกัน)

 เมื่อแรกสร้างกุฎาคารบ้านกลางบึง ผมวางแผนไว้ว่าหากน้ำใสที่ไหลลงมาจากอุทยานค่อยๆ ตกตะกอนใสขึ้นอีก ผมเตรียมโครงสร้างการก่อสร้างไว้อย่างดีโดยพื้นที่ใต้บ้านกุฎาคารเพื่อจะใส่แผ่นอะคริลิกขนาดหนาพิเศษ เอาไว้จะทำให้เหมือนอยู่ในตู้ปลาที่สามารถมองออกไปข้างนอกเห็นปลาแหวกว่ายได้ เป็น “บ้านใต้น้ำ” ทำให้ได้อารมณ์ที่แปลกและแตกต่างไปอีก คงเย็นสบายและไม่ต้องเปิดแอร์ในหน้าร้อน เพียงแต่ต้องมีการวางระบบการหมุนเวียนของอากาศให้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบันน้ำยังไม่ใสพอ คงต้องรอดูอีกสักพักจึงจะตัดสินใจว่าจะใส่แผ่นอะคริลิกหรือไม่

 บ้านที่นี่ทุกหลังของผมจึงไม่มีเครื่องปรับอากาศให้เปลืองไฟเลยจะมีก็แต่พัดลมช่วยในกรณีที่อากาศร้อนเท่านั้น บริเวณหน้าถ้ำผมมีหาดทรายเล็กๆ โดยนำเอาทรายที่ไหลมาจากอุทยานเข้ามากองอยู่ในบึงมาทำให้เป็นหาดทราย  เวลาเย็นประมาณ 5 โมงเย็นหลังจากที่ผมทำงานมาทั้งวันผมก็มักลงว่ายน้ำในบึงหากไม่ไปเดินเล่น (สลับกันวันเว้นวัน)  ผิวน้ำในเวลานั้นกำลังอุ่นๆ ไม่เย็นหลังจากที่โดนแดดมาทั้งวัน เรียกเหงื่อได้พอควร เป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว เพราะอีกเพียง 3 ปีกว่าผมก็จะ 60 ปีแล้ว หากผมไม่ฟิตร่างกายไว้บ้างคงจะไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวนัก

 ผมเชื่อว่าการเตรียมตัวในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงของชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับตัวเองทำให้เกิดการมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ทั้งกายและใจ หากผมไม่รู้จักตัวเองว่ามีข้อบกพร่องทางพันธุกรรมอย่างไร อายุของผมคงสั้นกว่านี้

 วันนี้ผมได้ปรับตัว การกินอยู่ให้เข้ากับสภาพร่างกาย ให้เหมาะสมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคงทำให้ผมมีอายุขัยยืนยาวขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและมีการตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้องกับโรคที่ผมเป็น  
 ผมเชื่อว่าผมจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน จึงอยากฝากให้ท่านผู้อ่านทุกคนหมั่นสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพร่างกายของตนเองเช่นกันนะครับ เพื่อชีวิตที่ดีมีคุณภาพ