บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Triple 9'

เอกเขนกดูหนัง:'Triple 9'

10 มี.ค. 2559

'Triple 9' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


          หนังแอ็กชั่นดราม่าของฮอลลีวู้ดที่เล่าถึงการฉ้อฉลในแวดวงตำรวจ นักสืบ ช่วง 10 ปีมานี้ แม้แนวทางจะออกมาใกล้เคียงกัน แต่หลายๆ เรื่องที่ทำออกมาล้วนมีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ Training Day, The Departed, Man on Fire, Safe House, Brooklyn’s Finest ถึงพล็อตจะแทบไม่แตกต่างกัน หากแต่ละเรื่องที่เอ่ยมา ทั้งการแสดง บท การจัดองค์ประกอบภาพตลอดจนบรรยากาศและโทนหนังทั้ง สี แสง เงา ต่างออกแบบมาได้น่าสนใจทั้งสิ้น รวมถึง Triple 9 หนังตำรวจเรื่องล่าสุดที่จะเข้าฉายบ้านเราสัปดาห์หน้า
 
          ตัวละครที่คาบเกี่ยวกับเส้นศีลธรรม ดำรงตนอยู่บนเส้นบางๆระหว่างความดี-เลว ประพฤติชั่วเพราะถูกบีบคั้น เป็นคนดีแค่เพียงฉากหน้า หรือกระทั่งคนดีที่พยายามต่อสู้กับความละโมบในใจท่ามกลางคนโกงที่อยู่รายล้อม อาชีพอย่างตำรวจ นักสืบ จึงถูกหยิบนำมาสร้างเป็นตัวละครเหล่านี้ได้อย่างคลุมเครือ เคลือบแคลง ชวนหวาดระแวงเป็นที่สุด
 
          แม้กลุ่มตำรวจฉ้อฉลร่วมขบวนปล้นใน Triple 9 จะไม่ได้เป็นสีเทาไปเสียทั้งหมด(เพราะตัวละครบางคนก็ร้ายอย่างไม่ได้มีมิติหรือเหตุผลอื่นมาอธิบายว่าทำไม) แต่อย่างน้อยตัวละครหลัก ก็ทำให้คนดูเชื่อว่า ความผิดบาปที่เขาทำไม่ได้เกิดจากกมลสันดาน หากแต่ถูกบีบเค้นบังคับ จำยอมให้ลงมือทำชั่วโดยไม่เต็มใจแม้บรรยากาศแสงเงาของ Triple 9 จะไม่ได้ออกแบบมาหม่นมัวแบบหนังฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ๆ แต่กลับโดดเด่นในเรื่องการแสดงและการสร้างความสมจริงในฉากการทำงานของตำรวจรวมถึงฉากแอ็กชั่นในหลายๆ ฉาก (หนังที่มีพล็อตเรื่อง ออกแบบตัวละครและสร้างบรรยากาศแบบฟิล์มนัวร์ที่โดดเด่นมากคือ Brooklyn’s Finest เมื่อปี 2009) ตำรวจชั่วที่ทำตัวเป็นอาชญากรเสียเองอย่าง เทอร์เรล ก็ไม่ได้โลภโมโทสันไปเสียทีเดียว ความรักในครอบครัวอยากปกป้องลูกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักให้เขากระทำผิด และไม่เพียงการแสดงอันยอดเยี่ยมของ ชิววิเทล อิจิโอฟอร์ หากแต่หนังยังแปลงโฉมตัวละครออกมาได้อย่างแปลกตา น่าสนใจและสมจริง ทั้ง อิจิโอฟอร์ หรือแม้กระทั่ง เคท วินสเลต ในบทเจ้าแม่อาชญากรตัวเอ้ ที่ไม่เพียงฝากการแสดงอย่างเหนือชั้นอีกครั้ง แต่ยังถูกแปลงโฉมเป็นนางตัวร้ายที่รสนิยมการแต่งหน้าแต่งตัวสุดเห่ย ตรงกันข้ามกับมันสมองของการคิดชั่วนั้นเป็นเลิศนัก เช่นเดียว วู้ดดี้ ฮาเรลสัน นักสืบแก่ๆ ทำตัวสกปรกซกมก แต่พยายามจะล้างความโสมมในกรมตำรวจเมืองแอตแลนต้า
 
          แม้หนังจะยังไปไม่สุดทางของการตีแผ่อาชญากรในวงการตำตรวจ แต่บทหนังที่เขียนขึ้นโดยให้มิติกับตัวละครแต่ละฝ่ายได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกระทำผิด และฝ่ายจ้องจัดผิดตำรวจชั่วด้วยกันเอง (บทหนังเรื่องนี้ ติดอยู่ในแบล็กลิสต์ บทหนังดีที่ยังไม่ถูกสร้างตั้งแต่ปี 2010) รวมถึงความสมจริงในการปฎิฏิบัติหน้าที่ของตำรวจโดยเฉพาะฉากกวาดล้างผู้ค้ายารายใหญ่ การบุกเข้าจู่โจม จับกุม ด้วยความรัดกุมระแวดระวังราวกับถอดแบบมาจากการทำงานจริง และลงเอยด้วยการดวลปืนต่อสู้กันถือเป็นฉากแอ็คชั่นที่น่าจดจำอีกฉากหนึ่ง
 
          รหัส 999 ที่ใช้เรียกในภารกิจสำคัญ ถูกแปรความหมายในระดับต่างๆ (เป็นโค้ดของตำรวจเมื่อเกิดกรณีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติงาน) โดยความสมจริงที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทำในสถานที่จริงเกือบทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นย่านเสื่อมโทรมในเมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย, ศูนย์การแพทย์, สำนักงานตำรวจ และสำนักงานของหน่วย S.W.A.T (หน่วยอาวุธและกลยุทธ์พิเศษ) อันที่จริงหนังวางตัวนักแสดงหลักๆ เป็นระดับยอดฝีมือไว้หลายคน ตั้งแต่ ไชอา ลาเบิรฟ, เคท บลานเช็ต, คริสตอฟ วอลซ์, คริส ไพน์ และ เจฟฟ์ บริดเจส แม้กำหนดการถ่ายทำจะไม่ลงตัวจนคนเหล่านั้นถอนตัวไป แต่ความสามารถของทีมนักแสดงที่มาแทนก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าชุดแรกๆที่วางตัวไว้เลย แต่เชื่อว่าถ้าหนังได้ทีมนักแสดงที่วางตัวไว้ครั้งแรก ภาพรวมของหนังก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีไปกว่านี้
การข้ามมาทำหนังในฮอลลีวู้ดเป็นเรื่องที่สามของผู้กำกับออสซี่คนนี้ หลังจาก The Road และ Lawless ถือได้ว่า จอห์น ฮิลโคท เป็นคนทำหนังที่มีมุมมองน่าสนใจทีเดียว การสร้างบรรยากาศและกำกับนักแสดงให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในทิศทางที่เขาต้องการได้มีพลังอย่างน่าทึ่ง ยิ่งถ้าลองกลับไปดูงานเก่าๆ ของเขาอย่าง The Proposition และ The Road ก็จะพบว่าการสร้างบรรยากาศในหนังได้หลอมรวมกับการแสดงที่ดี จนออกมาเป็นงานที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวไปอีกแบบ พอมาถึง Triple 9 แม้งานสร้างและโทนของหนังจะไม่หดหู่จนน่าหวาดหวั่นเหมือนสองเรื่องก่อนหน้านั้น แต่ฮิลโคท ก็พาหนังไปได้ไกลกว่าดราม่าแอ็กชั่นธรรมดาทั่วไป