บันเทิง

'ความยอดเยี่ยมของผู้ผิดหวังบนเวทีออสการ์ 2016'

'ความยอดเยี่ยมของผู้ผิดหวังบนเวทีออสการ์ 2016'

03 มี.ค. 2559

ความยอดเยี่ยมของผู้ผิดหวังบนเวทีออสการ์ 2016 : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          สิ้นเสียง มอร์แกน ฟรีแมน ประกาศบนเวทีว่าหนังยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ตกเป็นของ Spotlight ทีมนักแสดง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ต่างกรูกันขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีด้วยความปรีดาท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีของคนในดอลบี้เธียเตอร์ ฮอลล์...
 
          ก่อนหน้านี้ชื่อหนัง Spotlight ถูกประกาศเป็นรางวัลแรกบนเวทีออสการ์ 2016 ในฐานะ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ตามมาด้วย The Big Short ที่ได้รับรางวัลถัดมาในสาขา บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม จากหนังสือชื่อเดียวกัน หนังที่ว่าด้วยวิกฤติการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2007-2008 จนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล่มสลาย สถาบันการเงินหลายแห่งล้มละลาย บทสนทนาในหนังเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางเศรษฐศาสตร์ เนื้อหาส่วนใหญ่วนเวียนอยู่การลงทุนในตลาดหุ้นแต่ทว่า The Big Short กลับบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างสนุกชวนติดตามเปี่ยมชั้นเชิงของศาสตร์การเล่าเรื่องทางภาพยนตร์ โดยเฉพาะการตัดต่ออันโดดเด่น ทั้งลำดับเนื้อหาเรื่องราวและใช้เป็นลูกเล่นแพรวพราว จนทำให้หนังซึ่งดูมีเนื้อหาหนักหน่วงสามารถคลี่คลายให้คนดูเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก (แม้อาจจะไม่เข้าใจศัพท์ที่ใช้ในตลาดทุนหลายๆ ประโยคก็ตาม) การมีชื่อเข้าชิงออสการ์ 5 สาขา รวมถึงหนังยอดเยี่ยม พิสูจน์คุณค่าของ The Big Short ได้เป็นอย่างดี แม้จะพ่ายให้แก่ Spotlight ในนาทีสุดท้ายก็ตาม...
 
          วินาทีที่ จูลี แอนน์ มัวร์ ประกาศชื่อ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ปีนี้ เสียงปรบมือกึกก้องพร้อมๆ กับที่ทุกคนในฮอลล์ลุกขึ้นยืนแสดงความชื่นชมยินดีโดยที่พระเอกหนุ่มยังไม่ทันได้เดินขึ้นไปกล่าวขอบคุณบนเวทีด้วยซ้ำ ไม่เพียงสื่อถึงกำลังใจที่คนในฮอลลีวู้ดมีต่อ “ลีโอ” เท่านั้น หากแต่ออสการ์ตัวนี้ของ “ลีโอ” ยังหมายถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเททั้งในวิชาชีพและงานเพื่อสังคมตลอดมาของพระเอกหนุ่มคนนี้ด้วย ห้วงเวลานั้น ด้านล่างเวทีมีนักแสดงชายอีกคนที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ก็ยืนปรบมือร่วมแสดงความยินดีไปกับความสำเร็จของ “ลีโอ” ในครั้งนี้ด้วย บทสตีฟ จ็อบส์ ของ ฟาสเบนเดอร์ ในหนังชื่อเดียวกัน ถือเป็นการแสดงที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของเขา ในฐานะการสร้างสรรค์ตัวละครจากบุคคลจริง ที่ต้องเผชิญกับภาวการณ์ต่อสู้และควบคุมอารณ์ในช่วงสำคัญของชีวิต ระหว่างงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ทางเทคโนโลยีให้โลกได้รู้จัก พร้อมๆ กับสะสางปัญหาคาใจเรื่องครอบครัวและเพื่อนวิชาชีพก่อนวินาทีสำคัญจะเริ่มต้นขึ้น ในสาขานักแสดงนำชายออสการ์ปีนี้ ถือเป็นการปะทะกันระหว่างการแสดงในสายเทคนิค (Techniques) และเม็ทธอด (Method) ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เรียนรู้ ทำความเข้าใจและตีความบทสตีฟ จ็อบส์ ก่อนจะถ่ายทอดผ่านการแสดงออกมาในมุมมองของเขาเป็นการแสดงแบบเทคนิค เป็น “จ็อบส์” ในแบบของตัวเอง ไม่ได้เลียนแบบหรือถอดบุคลิกตัวจริงของ “จ็อบส์” อัจฉริยะแห่งโลกไอทีออกมาให้เราได้เห็น ในขณะที่ลีโอนาร์โด กับบท "ฮิวจ์ แกลส" พรานป่าผู้นำทางใน The Revenant แม้หนังจะไม่ได้สร้างมาจากเรื่องจริง แต่ก็อ้างอิงมาจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงของนักล่าหนังสัตว์ ที่ไม่เพียง “ลีโอ” ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้เหมือนจริงเท่านั้น แต่เขายังต้องถ่ายทอดการแสดงของคนบาดเจ็บปางตายจากต่อสู้กับสัตว์ร้าย หนำซ้ำยังต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดท่ามกลางสภาพอากาศเย็นยะเยือกอย่างเลวร้ายของธรรมชาติอีกด้วย บทแบบนี้อาจจะต้องการการแสดงแบบเมทธ็อดที่ต้องเน้นความสมจริง ถอดแบบหรือจำลองบุคลิกลักษณะของตัวละครออกมาจากตัวตนจริง บทของแกลส และชะตากรรมที่เขาได้รับ ไม่เพียงการแสดงผ่านสีหน้า แววตา น้ำเสียง เท่านั้น หากแต่ต้องสื่อสารผ่านลักษณะทางกายภาพแทบทั้งหมด ซึ่งบท “จ็อบส์” ของ ฟาสเบนเดอร์ ไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงออกมากเท่ากับลีโอ
 
          ใน The Revenant ไม่เพียงเป็นงานโชว์ออฟของลีโอเท่านั้น หากยังเป็นการทำงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอีกครั้งของผู้กำกับ อเลจานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู จนคว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นปีที่สองติดต่อกันไปครอง แต่อย่าลืมว่าเมื่อกลางปีที่แล้ว หนังที่เต็มไปด้วยลูกบ้าอย่าง Madmax: Fury Road ทุกเฟรมภาพที่ปรากฏในหนังจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไร้วิสัยทัศน์การทำงานอย่างทุ่มเทแบบสุดขั้วของผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่าง จอร์จ มิลเลอร์ ซึ่ง 6 รางวัลทางด้านเทคนิคที่หนังได้รับ ก็พอจะพิสูจน์ได้ถึงย่างก้าวใหม่ๆ ในการทำหนัง ที่น่าจะได้รับการพัฒนาและสานต่อโดยคนรุ่นต่อๆไป
 
          บทแม่วัยใสของ บรี ลาร์สัน ใน Room อาจจะชนะใจกรรมการจนทำให้เธอคว้าออสการ์นักแสดงนำหญิงไปครองได้สำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บท “แครอล” สาวใหญ่ที่มีรสนิยมแบบรักร่วมเพศของ เคต บลานเช็ต ในหนังชื่อเดียวกัน จะมีการแสดงที่อ่อนด้อยไปกว่าสาวน้อยลาร์สันแต่อย่างใด บลานเช็ต ยังคงมีการแสดงที่ลุ่มลึก เฉียบคม ผ่านการตีความ และเข้าอกเข้าใจภาวะทางอารมณ์ของตัวละครที่ตัวเองรับบทเป็นอย่างดี สองออสการ์ที่เธอได้มาทั้งจากสาขาเดียวกันนี้เมื่อสองปีก่อนในเรื่อง Blue Jasmine และรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมเมื่อ 12 ปีที่แล้วจาก The Aviator คงการันตีได้ถึงความเป็นนักแสดงคุณภาพของ เคต บลานเช็ตได้เป็นอย่างดี เพียงแต่บท “จอย” ของ ลาร์สัน จากหนังเรื่อง Room ซึ่งทั้งเรื่องมี่ตัวละครหลักๆ ไม่กี่ตัว เปิดโอกาสให้เธอเล่นแบบนำเดี่ยว ฉกฉวยช่วงเวลาบนจอได้มากกว่า “แครอล” เท่านั้นเอง
 
          ออสการ์ อาจจะไม่ใช่รางวัลที่ดีที่สุดในโลกภาพยนตร์ หากแต่ทุกครั้งที่มีการประกาศออกมาให้ทราบ เราต่างจับจ้องมองมันอย่างตื่นเต้น เพราะสุดท้ายเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังเกือบทั้งหมดที่เราดูอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอลลีวู้ดทั้งสิ้น