
'ต้นทางของแสงไฟ Spotlight'
03 มี.ค. 2559
'ต้นทางของแสงไฟ Spotlight' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แม้ว่าในส่วนรายละเอียดของคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ของบาทหลวงคาทอลิกจะได้รับการนำเสนออย่างละเอียดแล้วในคอลัมน์ สปอตไลท์ แต่ทว่า เนื้อหาในส่วนที่ว่าด้วยการทำข่าวแบบเจาะลึกของเหล่ากองบรรณาธิการ การค่อยๆ ไล่เก็บข้อมูลว่า มีบาทหลวงรูปใดบ้างและจำนวนเท่าใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแปดเปื้อนนี้ รวมถึงกลวิธีอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของสำนักบาทหลวงที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อปกปิดข่าวฉาว
สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยมาก่อน ผู้อำนวยการสร้าง นิโคล ร็อคลิน และ บลาย เพกอน เฟาสต์ ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการหยิบเอากระบวนการทำงานอันแสนตื่นเต้นของทีมข่าวสืบสวนของหนังสือพิมพ์ บอสตัน โกลบ ต่อคดีล่วงละเมิดทางเพศสุดอื้อฉาวมาสร้างเป็นหนัง
“เราคิดว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่สุดตั้งแต่เราเคยได้ยินมาเลย” เฟาสต์ กล่าว “ทีมสปอตไลท์ ได้ทำการเขย่าสถาบันที่ได้ชื่อว่า มีทั้งอำนาจล้นฟ้า เงินล้นเหลือ และคนสนับสนุนที่แข็งแรง ให้เกิดการสั่นคลอน แสดงให้ประชาชนเห็นว่า ทุกสถาบันในสังคมสมควรได้รับการตรวจสอบ” ร็อคลิน และ เฟาสต์ จึงติดต่อบริษัท อะนอนิมัส คอนเทนต์ เพื่อชักชวนมาร่วมสร้างหนังเรื่องนี้
“เรารู้ในตอนนั้นเลยว่า เราต้องกระโดดเข้าร่วมวงในการเข็นเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นบนจอหนังให้ได้” สตีฟโกลิน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของอะนอนิมัส คอนเทนต์เล่า “Spotlight ไม่ได้เป็นหนังระทึกขวัญชั้นยอดเท่านั้น แต่มันเป็นกำลังบอกเรื่องสำคัญกับสังคมด้วย” ข่าวร้อนเกี่ยวกับการสร้างหนังเรื่อง Spotlight ดังไปถึงหูของบริษัท พาร์ทิซิแพนท์ มีเดีย ด้วย
“เมื่อเพื่อนของเราที่บริษัท อะนอนิมัส คอนเทนต์ บอกกับเราว่าพวกเขากำลังพัฒนาโปรเจกท์นี้อยู่ เราก็ไม่รอช้าที่จะขอร่วมวงด้วย” โจนาธาน คิง หนึ่งในผู้บริหารของพาร์ทิซิแพนท์ มีเดีย แผนกภาพยนตร์เท้าความ สำหรับกระบวนการเขียนบทนั้น ร็อคลินและเฟาสต์ ติดต่อ ทอม แม็คคาร์ธี ผู้เป็นทั้งผู้กำกับและนักเขียนบทมือฉมัง เจ้าของผลงานขวัญใจนักวิจารณ์และผู้ชมหนังคุณภาพอย่าง The Station Agent, Win Win และ The Visitor มาเป็นผู้จรดปากกาเขียน ก่อนหน้านี้เครดิตที่ดีมากๆ ของแม็คคาร์ธี คือการเขียนบทหนังแอนิเมชั่นสุดละเอียดอ่อนของพิกซาร์เรื่อง Up จากนั้น แม็คคาร์ธี ก็ชักชวน จอช ซิงเกอร์ อดีตมือเขียนบทซีรีส์สุดเข้มข้นว่าด้วยการเมืองในทำเนียบขาวเรื่อง The West Wing มาร่วมแชร์ไอเดียด้วย
“ทอมมีความสามารถที่โดดเด่น โดยเฉพาะการนำเสนอจิตใจของมนุษย์ท่ามกลางเรื่องราวแวดล้อมที่ซับซ้อน” โจนาธาน คิงเอ่ยปากชม แม็คคาร์ธีตีความมหากาพย์ชิ้นนี้ในหลายประเด็นด้วยกัน “สิ่งที่ผมทึ่งมากๆ ก็คือ การที่คนนอกอย่าง มาร์ตี้ บารอน ซึ่งเพิ่งย้ายมาจากไมอามี่ และมาทำงานที่บอสตัน โกลบเป็นวันแรก เป็นคนจุดประกายให้สืบสวนกลวิธีการกลบข่าวของสำนักบาทหลวง ผมคิดว่านั่นเป็นความคิดที่กล้าหาญเป็นอย่างมาก”
นอกเหนือจากนั้น แม็คคาร์ธียังถือโอกาสนี้เป็นการเขียนจดหมายรักถึง “การทำข่าว” โดยใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อ “สิ่งที่ผมกังวลก็คือ การทำข่าวในเวลานี้มันไปไกลมากๆ แล้วเมื่อเทียบกับ 15 ปีก่อน” แม็คคาร์ธีกล่าว
“ผมมองว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นโอกาสในการบอกทุกคนว่า แรงกระเพื่อมต่อสังคมที่ยอดเยี่ยมนั้นเกิดจากพื้นฐานของการทำข่าวที่รัดกุมของนักข่าวมืออาชีพ นั่นคือการทำข่าวโดยมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของงานข่าวคือ อนาคตของเยาวชน” มีแง่มุมส่วนตัวของแม็คคาร์ธีอีกประการหนึ่งที่เขาดึงเอามาใช้งานในหนังเรื่องนี้ด้วย “ผมถูกเลี้ยงมาโดยครอบครัวคาทอลิก ความรู้สึกของผมที่มีต่อสถาบันศาสนาคือ ทั้งเข้าใจ ทั้งชื่นชม และเคารพอย่างมาก” เขาอธิบาย
“นี่ไม่ใช่หนังที่สร้างขึ้นเพื่อโจมตีศาสนา มันคือการตั้งคำถามว่า “เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” เรายอมให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิเด็กได้อย่างไร โบสถ์บางแห่งเคยทำ หรือบางแห่งอาจจะยังทำอยู่ และไม่ใช่แค่การละเมิดทางเพศแต่พวกเขาถึงขั้นปกปิดเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นด้วย เราปล่อยให้เรื่องแบบนี้ดำเนินอยู่นับสิบๆ ปีได้อย่างไรโดยไม่มีใครลุกขึ้นมาเปิดโปงอะไรเลย?”



