
ขบคิดขีดเขียน : Be Like Madonna
23 ก.พ. 2559
ขบคิดขีดเขียน : Be Like Madonna :โดย...หญิงยศ
ในที่สุดก็ได้ดูคอนเสิร์ตของนักร้องในตำนาน ยานแม่ของทุกสถาบันอย่างมาดอนน่าค่ะ!
ยอมรับว่าตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย แค่รู้สึกว่าป้ามาทั้งที เราก็คงต้องไปสักการบูชาป้าแกสักหน่อย ในฐานะที่หญิงยศนั้น เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นมากับเพลงของป้าแกล้วนๆ ยังไงคงต้องขอไปดูให้เห็นกับตาสักที ไปถึงก็โดนฤทธิ์ป้าเลยจ้ะ! มาดอนน่าขึ้นคอนเสิร์ตเลทไปสองชั่วโมงเต็มๆ จากที่ตอนแรกก็ตื่นตาตื่นใจกับบรรดาคอสตูมของเหล่าสาวกที่มาอย่างจัดเต็ม รวมไปถึงการที่ได้พบเจอคนทั้งโลกที่นี่ เรียกได้ว่าเดินไม่เคยเกินสองก้าว ต้องมีการหยุดทักทาย ไม่ไหว้เขาก็ต้องรับไหว้กันไปทุกระยะ แต่หลังจากรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอมาสองชั่วโมง มันก็แอบค่อนแคะเบาๆ อยู่ในใจไม่ได้ว่าแหมมมม... ป้าขา ป้ารับออกซิเจนอยู่เหรอคะ นานขนาดเน้!
แล้วในที่สุดคอนเสิร์ตก็เริ่มต้นค่ะ แสงไฟในอารีน่าดับลงพร้อมๆ กับไฟบนเวทีสาดขึ้นมา เครื่องดนตรีมาแบบเต็มเหนี่ยว แดนเซอร์อย่างแซบ พร้อมกับกราฟฟิกอลังการที่สอดคล้องสวยงาม แล้วเจ้าป้าก็ลงมาจากมุมสูงในกรงเหล็ก และทันทีที่ป้าแกอ้าปากร้องเพลงตั้งแต่คำแรกนั้น...
หญิงยศสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า “ป้า” อีกต่อไป!! หญิงยศเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังเต็มไปด้วยความฝัน ความปรารถนาและความเชื่อที่สวยงาม...
เราได้ยินกันมาเสมอว่ามาดอนน่าคือนักร้องกบฏที่เอาเซ็กส์มาเล่าอย่างเปิดเผย เอาศาสนาและความเชื่อมาเป็นของเล่น เอาเรื่องรักร่วมเพศมาตีแผ่อย่างหน้าไม่อาย ในยุคสมัยที่เรื่องเหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก นี่คือมาดอนน่าที่กล้าพูดถึงเรื่องพวกนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีบริตนีย์ สเปียร์ส เลดี้ กาก้า เคที เพอร์รี หรือแม้แต่รีฮานนา มาดอนน่าที่มีแผนจะเดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตในเอเชียไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่โดนแบน เพราะหลายประเทศไม่พร้อมสำหรับเธอ...
ทุกอย่างการันตีว่านี่คือตัวแม่ที่ “แรง” ที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ทันทีที่คอนเสิร์ตเริ่ม เรากลับได้เห็นบางอย่างที่ต่างออกไป หญิงยศเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง จะเรียกว่าเด็กผู้หญิงก็ยังได้ ผู้หญิงคนนี้มีความเชื่ออย่างมั่นคงในศาสนา มากขนาดที่ใช้ชื่อตัวเองว่า “มาดอนน่า” และไม่ต้องการนามสกุลใดๆ ต่อท้าย หญิงยศเห็นความต้องการที่จะเชื่อในศาสนา อยากให้ศาสนายอมรับเธอในแบบที่เธอเป็น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับกลายเป็นการจ้องตัดสินเธอ ว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี ไม่เหมาะสม ซุกซนเกินกว่าจะมาเป็นนักบุญ แต่สิ่งที่เธอแสดงให้เราเห็นมันกลับกลายเป็นว่า เธอไม่ได้ต้องการกบฏแต่อย่างไร เธอแค่อยากเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นเอง
มาดอนน่าทำให้หญิงยศได้เห็นพลังของการเปิดรับทุกอย่าง อย่างไร้การตัดสิน เห็นพลังของการสร้างสรรค์ผลงานจากการได้เห็นโลกมาแล้วอย่างโชกโชน ทะลุทะลวงทุกซอกทุกมุม การเอาไม้กางเขนมารวมกับเสาที่แดนเซอร์ขึ้นไปโหนเหวี่ยงตัวอย่างนักระบำเปลื้องผ้า ก่อนที่ฉากด้านหลังจะกลายเป็นภาพเลียนแบบภาพวาด The Last Supper แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องราวที่ร้อนฉ่า ผู้หญิงคนนี้กำลังพาเราทัวร์ไปในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ของโลกในกระจกที่มันบิดเบี้ยว กล้าเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา และไม่ว่าศิลปะชิ้นไหนของศิลปินระดับโลกคนไหนก็ตาม มาดอนน่ากล้าที่จะเติมความสนุก ซุกซนลงไปทั้งนั้น ... ไม่ใช่ว่าไม่เคารพ เพียงแค่เปิดใจและไม่ตัดสินกันเท่านั้นเอง
เราได้ดูโชว์ระบำฟลามิงโก้ มาทาดอร์ที่ล้อกับวัวกระทิง ได้ดูกายกรรมต่างๆ ได้เห็นร่างกายมนุษย์ในฟอร์มที่แตกต่าง ศิลปะจากทั่วมุมโลก เราได้เห็นทุกอย่างบนเวที แต่สิ่งที่เราไม่เห็นเลยก็คือ... การปะยี่ห้อลงไปในชีวิตคน มาดอนน่าไม่ปะยี่ห้อใดๆ กับใครทั้งสิ้น เราไม่เห็นเพศ ไม่เห็นวัยบนเวที เราไม่แคร์ว่าคุณจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ ทอม กะเทยหรืออะไรก็ตามแต่ คุณเป็นอะไรก็ได้ ยี่ห้อเดียวที่ปะบนตัวคุณคือ
คุณคือ “คน” เท่านั้นเอง หญิงยศอดทึ่งไม่ได้ นี่คือสิ่งที่มาดอนน่าประกาศมาตลอด ไม่ว่าโลกนี้จะผ่านการเหยียดเพศหรือเหยียดผิวมาหรือไม่ ในโลกของมาดอนน่า สิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตนเลย คุณเป็นอะไรก็ได้ ตราบใดที่คุณเปิดใจและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หญิงยศเห็นผู้หญิงที่ไม่กลัวที่จะมีความรัก ผู้หญิงที่ยังตื่นเต้นกับจูบแรก ผู้หญิงที่รอคอยที่จะตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่ง ผู้หญิงที่ปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่ารัก เพราะมันจะทำลายความสุขและความตื่นเต้นของการมีความรักไปหมด
หญิงยศเห็นศิลปินที่มั่นคงในงานศิลปะของตัวเอง รู้จักงานของตัวเองดีกว่าใครทั้งหมดในทีมงาน หญิงยศเห็นไฟในการสร้างโชว์ เห็นวินัยในการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง เห็นพลังความทุ่มเทที่ใส่ลงไปในทุกอย่างของโชว์ และพลังเหล่านี้ส่งถึงคนทำงานทุกคนไม่ว่าจะอยู่บนเวทีหรือทีมงานเบื้องหลัง หญิงยศเห็นคนที่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ แดนเซอร์ทุกคนเต้นเหมือนมันคือโชว์สุดท้าย ทีมงานที่เตรียมพร้อมรอที่จะวิ่งไปเพื่อรับผิดชอบหน้าที่เล็กๆ ของตัวเองเมื่อไฟดับมืดลง ไม่ได้สนใจว่าไม่มีใครเห็น แต่เขาคงมีรอยยิ้มที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์
มันคือสิ่งที่หายากเหลือเกินในสังคมสมัยนี้นะคะ ในยุคที่เราตัดสินทุกคนแม้แต่คนไม่รู้จักที่แค่เดินผ่าน เราตัดสินว่าเขาอ้วน เขาแก่ เขาดำ เขาเป็นตุ๊ด เขาจน เราทำไปโดยไม่รู้ตัวแล้วเราก็เป็นทาสของการตัดสินโง่ๆของตัวเอง เราอยู่ในยุคที่คนไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดี และเราอยู่ในยุคที่คนกลัวการมีความรัก ทั้งๆ ที่ข้างในเหงาจนจับหัวใจ...
มาดอนน่าสอนให้หญิงยศมีหัวใจกบฏตามชื่อคอนเสิร์ต แต่การก่อการกบฏในครั้งนี้คือการหัดเปิดใจ ยิ้มให้คนรอบข้าง ทะลึ่งบ้างซนบ้าง ทำความรู้จักกับตัวเอง และหยุดตัดสินคนอื่น
ไม่เป็นไรถ้าใครจะไม่ยอมรับเรา แต่เราจะไม่ยอมสูญเสียความเชื่อในสิ่งที่เราเป็น...
Just be like “Madonna”



