
เอกเขนกดูหนัง:'Son of Saul'
18 ก.พ. 2559
'Son of Saul' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ยามใดมนุษย์สิ้นไร้ความหวัง หมดเรี่ยวแรงใจ สิ่งเดียวที่พอจะฉุดรั้งจิตวิญญาณ เก็บเกี่ยวแรงกายใจลุกขึ้นเดินหน้านำพาชีวิตไปต่อ สิ่งนั้นคือ “ศรัทธา”
ศรัทธาของหนุ่มฮังกาเรียนนามว่าซอลออสแลนเดอร์ท่ามกลางความโหดร้ายในฐานะเชลยศึกสงคราม ที่ต้องมาทำงานในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากภารกิจประจำวันแล้ว การตามหาศพลูกชายเพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ดูจะเป็นความมุ่งมั่นหนึ่งเดียวที่ซอลไม่ย่อหย่อน และตั้งใจเสียยิ่งกว่าการพยายามหนีออกจากคุกไปด้วยซ้ำ ครั้นเมื่อซอลทำสำเร็จ จุดหมายต่อไปของเขากลับทะเยอทะยานจนน่าหัวร่อ แต่ก็เป็นความขำขื่นอันน่าหดหู่เมื่อเขายังออกตามหาแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์ของชาวยิว) มาทำพิธีสวดศพให้ลูกชาย ท่ามกลางการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหล่านักโทษชาวยิวของทหารเยอรมัน
‘Son of Saul’ ถ่ายทอดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ในอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของเนื้อหาและเทคนิคการถ่ายทำ เมื่อโครงเรื่องหลักเล่าถึงนักโทษชายฮังกาเรียนออกตามหาศพลูกชายและแรบไบในคุก แต่เวลาเดียวกันด้วยพล็อตดังกล่าวหนังก็อุปมาอุปไมยถึงการยึดมั่นในศรัทธาและโหยหาเสรีภาพของมนุษย์ท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามลูกชายของซอล อาจเปรียบได้กับการอิสรภาพที่สาบสูญไปเพราะสงคราม ร่างไร้วิญญาณของเด็กชายคนหนึ่งก็คือซากเดนของเสรีภาพที่เหลืออยู่ เป็นความงดงามเพียงหนึ่งเดียวที่ซอลแบกไปทุกหนทุกแห่งกับเขาท่ามกลางสิ่งอัปลักษณ์จากสงคราม ที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างเลวร้าย โดยเฉพาะฉากจบเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนมากว่า สุดท้ายแล้วเสรีภาพของซอลและเหยื่อชาวยิวนั้นอยู่ที่ไหน? ขณะเดียวกันความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาก็ถูกท้าทายในยามคับขัน เมื่อแรบไบที่เขาตามหาหลายต่อหลายคน ในหลายๆครั้ง หลายสถานที่ บางคนเมินเฉยจะช่วยเหลือ (เพราะลำพังตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าตายเมื่อไหร่) บางคนก็ไม่รู้ว่าเป็นแรบไบจริงหรือปลอม (เพราะอาจต้องการหาทางรอด)
เนื้อหาที่สนุกกับการตีความเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์อย่างมีนัย เทคนิคด้านภาพที่นำมารับใช้เนื้อหาเหล่านั้นก็ทำได้สอดคล้องกลมกลืน หนังใช้การถ่ายภาพในระยะใกล้ถึงปานกลาง (Close Up-Medium Shot) โดยตามติดตัวละครอย่างใกล้ชิด ภาพชัดตื้นผ่านเลนส์ขนาด 40 มิลลิเมตรคนดูแทบไม่ได้เห็นภาพค่ายกักกันอันกว้างใหญ่มากไปกว่าภาพผ่านไหล่ของ “ซอล” ที่เห็นร่างคนยิวถูกลากไปมาระหว่างทำงานเผาศพ หรือหมู่คนยิวถูกกวาดต้อนลงจากรถบรรทุกเพื่อไปรอรับชะตากรรมเหนือหลุมฝังศพในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ในขณะที่อัตราส่วนของภาพในหนังที่ 1.375:1 ก็ผิดแผกแตกต่างจากหนังทั่วไป (ขณะที่หนังส่วนใหญ่อัตราส่วนของภาพอยู่ที่ 2.35:1 หรือ 1.85:1) ก็ยิ่งจำกัดขนาดของภาพ ทำให้วิสัยทัศน์การมองเห็นจำกัดอยู่เพียงแค่ “ซอล” และไกลจากตัวเขาไปไม่กี่เมตร แม้จะเล่นกับข้อจำกัดของขนาดภาพและมุมมองของตัวละคร แต่ ผู้กำกับ ลาสซโลเนเมส ก็หลีกเลี่ยงไม่ให้คนดูเบื่อหน่าย ในความยาวกว่า 107 นาทีของหนัง มีการตัดภาพถึง 85 คัท และแต่ละช็อตก็ไม่ปล่อยความยาวให้เกินกว่า 4 นาที ส่วนฉากภายนอกก็ถ่ายทำโดยใช้แสงธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพยายามใช้องค์ประกอบทางเสียงเพื่อสร้างความสมจริง เขาและ ซาวด์ดีไซน์ ทามาส ซานนี ใช้เวลาถึง 5 เดือนในการออกแบบเสียงในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่เสียงพูดในค่ายกักกันที่มีถึง 8 ภาษา ซึ่งบันทึกเสียงจริงขณะถ่ายทำ เป็นการวางองค์ประกอบทางเสียงให้แตกต่างและให้มิติที่ไกลกว่าจากขนาดของภาพแคบๆ ที่ปรากฏในหนัง ซึ่งก็รวมถึงดนตรีประกอบที่ใส่เข้ามาโดยคนดูไม่ได้สังเกตถึง
อีกนัยหนึ่ง ตัวละครหนุ่มฮังกาเรียนคนนี้ สิ่งแปลกแยกในความคิดอ่านและมุ่งมั่นตั้งใจของเขา อาจเป็นแค่ตัวละครในโลกอุดมคติไม่มีอยู่จริงท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามเลยก็เป็นได้ “ซอล” ที่ถูกออกแบบมาให้มีใบหน้าซีดเผือดราวกับร่างไร้วิญญาณ มีกลิ่นตัวไม่ต่างซากศพชาวยิวที่เขาพบเห็นและทำงานด้วยการขนย้ายศพไปเผาทิ้งในฐานะซอนเดอร์คอมมานโด (เชลยศึกชาวยิวเป็นนักโทษพิเศษที่มีความเป็นอยู่ดีกว่านักโทษคนอื่น ด้วยการทำงานเก็บศพชาวยิวด้วยกันเอง จากการทดลอง จากห้องรมแก๊ส หรือจากสาเหตุการตายอื่นๆ บางครั้งนำไปผ่าพิสูจน์เพื่อเก็บผลตัวอย่างจากการทดลอง โดยจะมีการเปลี่ยนคนทำงานทุกๆ สามเดือนเพื่อรักษาความลับเกี่ยวกับค่ายกักกัน ด้วยการนำตัวเข้าห้องรมแก๊สหรือยิงทิ้ง แล้วให้นักโทษใหม่มาทำงานแทน) “ซอล” อาจเป็นวิญญาณที่ลุกออกมาตามหาเศษเสี้ยวความงดงามในชีวิต ก่อนจะแหลกสลายสูญสิ้นไปในไฟสงครามอย่างอเนจอนาถ
Son of Saul เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความทะเยอทะยานของคนทำหนัง ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชมและที่สำคัญการสะท้อนแนวคิดมนุษยนิยมก็ทำได้อย่างมีชั้นเชิงและคมคายยิ่ง



