
มันคงเป็นความรัก???
17 ก.พ. 2559
มันคงเป็นความรัก??? : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์
ผ่านพ้นไปอีกครั้งกับ วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ที่คนจำนวนไม่น้อยเฝ้าคอยกันมา จนอาจมีบางคนที่เคยสงสัยว่ามันอะไรกันนักหนา ทำไมต้องไปสนใจนัก ก็แหม...คนเราความสนใจในชีวิตมันต่างกันนิคะ ถ้าเหมือนกันหมดสิแปลก อย่างบางคนก็ไม่ได้แคร์วาเลนไทน์ คอยแต่ว่าขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 วันมาฆบูชาจะมาถึงเมื่อไร หรือคอยแค่วันเกิดแฟนจะทำอะไร surprise เขาดีนะ สารพัดวันที่เราจะให้ความสำคัญซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราคิดว่าวันนั้นมันจะมีผลต่อชีวิตหรือจิตใจเรามากน้อยแค่ไหนถูกมั้ยคะ??
แล้วก็เพราะไอ้เทศกาลวันแห่งความรักนี้แหละค่ะ ไม่ว่าจะทีวีช่องไหนหรือแม้แต่รายการวิทยุที่ตัวเองจัดที่ chill 89 ก็ยังต้องมีเรื่องรักๆ เข้ามาเกี่ยว ทั้งเรื่องของความรู้สึกหรือความจริง ซึ่งมีทั้งแบบสมหวังและผิดหวัง และที่แน่ๆ จนแทบเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแวดวงการนำเสนอข่าวนั่นคือ การนำเสนอผลสำรวจหรือโพลล์อย่างที่นิยมกัน อ้อมเองก็ได้ทราบบางโพลล์จากทีวีนี่แหละค่ะ เขาไปทำแบบสอบถามกับเด็กในเขตกรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 1,203 คน เพื่อให้ทราบทัศนคติของเด็กปัจจุบัน ซึ่งน่าสนใจดีออกนะคะ เราจะได้เห็นความจริง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน) ในมุมของเด็กๆ ที่เราต้องยอมรับว่า เขาจะโตมาเป็นอนาคตของชาติว่าเขาคิดอย่างไร ซึ่งเท่าที่จำได้คือ ความเห็นต่อการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน มีจำนวนประมาณ 53% ที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแค่ต้องรู้จักป้องกัน ส่วนที่เหลือราว 46% ซึ่งเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายบอกว่าไม่สมควรเพราะยังอยู่ในวัยเรียน และจากเด็ก 1,203 มี 41% ที่มีแฟนแล้ว พอถึงคำถามที่ว่าอยากได้อะไรจากคนรักในวัน Valentine 50% อยากไปเที่ยวด้วยกัน และ 3.7% ต้องการมีเพศสัมพันธ์เพื่อแสดงความรัก !!อุบ๊ะ...เห็นตัวเลขแล้วจะพูดว่าน่าตกใจหรือน่าดีใจ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละท่านนะคะ
จริงๆ ตัวอ้อมเองเคยตั้งคำถามกับตัวเองนะว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นปู่ย่า บรรพบุรุษเนี่ย เขาเสียตัวกันตอนกี่ขวบ เขามีลูกกันตอนอายุเท่าไหร่ เพราะบางทีอ่านหนังสือนิยาย ทั้งเกี่ยวกับเรื่องจริงในอดีตไม่ว่าจะนอกวังในวัง หลายๆ ครั้งมันก็เป็นช่วงอายุรุ่นๆ ทั้งนั้น จะว่าไป มีทั้งแบบจำยอมและแบบฝืนใจ แต่สุดท้ายก็นั่นแหละค่ะได้เป็นสามีภรรยากันอยู่ดี มันก็เลยขัดๆ งงๆ ที่บางทีเราได้ยินเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ว่าอ้อมสนับสนุนนะคะแค่งงว่าบรรทัดฐานการเสียตัวที่ถูกต้องมันอยู่ตรงไหน แล้วยิ่งมาช่วงสิบปีมานี้ ดูจะให้ความสำคัญกับเทศกาลวันเสียตัวเอาซะจริงๆ บางทีก็เหมือนว่าไปช่วยโหมกระพือให้คนยิ่งอยากเสียตัวกันตามวันเทศกาลมากกว่าจะสนุกหรือเข้าใจความหมายของเทศกาลด้วยซ้ำ อ้อมเคยคิดนะว่าคนพันธุ์อยากจะเสียตัวเอาจริงๆ ไม่เห็นต้องมารอวันเลย ดูบรรพบุรุษเราสิ วาเลนไทน์ไม่เห็นต้องมี ไปทำนากลางทุ่ง จับปลาในหนองคลองบึง ฝนตกกลางป่า ฟ้าผ่ากลางวันก็ได้กันอยู่ดี
ฉะนั้นถ้าเราเรียกวันแห่งความรักมันก็ควรจะเน้นให้เห็นเรื่องของความรักหน่อยมั้ย ว่า รักที่ดีมันเป็นยังไง หรือควรเป็นยังไง ไม่ต้องไปเน้นหรอกค่ะเรื่องเสียตัวเพราะอันนั้นพร้อม ไม่ต้องบอกก็รู้กันอยู่แล้ว ต่อให้ส่งตำรวจหรือนักข่าวไปคุมเข้มทำข่าว เฝ้าระวัง มันก็ลอดหูลอดตากันอยู่ดี น่าจะต้องกลับไปที่การเฝ้าระวังจิตสำนึกมากกว่า ให้รู้ว่านี่วันแห่งความรักไม่ใช่ความใคร่ ขนาดจิตแพทย์ยังออกมาพูดว่า “วัยรุ่นไทยพร้อมมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอด ขึ้นอยู่กับโอกาสและสิ่งเร้า ระบุความรักของวัยรุ่นหญิงชายมีมุมมองต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นกลไกธรรมชาติฉะนั้นหากต้องการเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรอยู่ด้วยกันตามลำพัง”
หรือถ้ามันจะต้องอยู่ก็ต้องไม่ประมาทคิดถึงความเสียหายที่อาจตามมาให้ได้ ทีนี้พ่อแม่อาจต้องยกระดับการสอนซึ่งขึ้นอยู่กับสไตล์ของ แต่ละบ้านว่าจะปลูกฝังกันยังไงให้เด็กเข้าใจระหว่างเรื่องรักกับเรื่องใคร่ ประเพณีนิยมหรือผลเสียที่ตามมาของการอยากรู้ เหมือนอย่างวันก่อนที่เห็นใน กำไลมาศ ก่อนริ้วทองจะกลายเป็นผีเสียสติแบบนี้ สมัยที่นางยังเป็นเด็กสาวมีชีวิต แล้วเกิดเหตุจำเป็นให้ต้องมาค้างอ้างแรมร่วมถ้ำกับคุณชายดิเรก นางก็นอนห่างจากคุณชายอยู่โข พร้อมเอ่ยวาจาทำนอง แม่สอนว่าเกิดเป็นหญิงให้สงวนตัว ซึ่งในความรู้สึกตอนนั้นอ้อมแอบหมั่นไส้เพราะแววตานางดูขัดกับคำพูดมากกกกก (เพื่อนๆ ของดิชั้นก็คิดเช่นกัน 555) แต่ก็เอาเหอะยังไงก็ให้เครดิตนางนะที่อย่างน้อยก็ยังเชื่อแม่ ไม่ผลีผลาม
ทีนี้ถ้าเราจะพูดถึงวันแห่งความรักเราคงต้องหาวิธีทำให้เด็กๆ เขาเปิดกว้างว่าไม่ได้จบอยู่แค่เป็นแฟนกัน ปล้ำกัน แต่เพิ่มด้านของความเกื้อกูล เพิ่มความปรารถนาดีที่ไม่จำกัดระหว่างเพื่อนมนุษย์ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้มีความสุขได้มากกว่า เพราะมันจะไม่ได้แคบอยู่แค่ตัวเองแต่มันกลับทำให้รักคนอื่นได้ดีขึ้นอีกด้วยซ้ำ เหมือนวันก่อนใน the star ที่อ๊อฟพูดกับน้องข้าวที่มาออดิชั่นว่า
น้องข้าว : ในความคิดของหนู หนูว่ามันไม่ได้เป็น แต่หนูไม่รู้ว่าสังคมจะยอมรับได้แค่ไหนที่คนพิการอาจจะอยากเข้าวงการ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำมั้ย อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เลยอยากจะมาลองดูว่าจะมีสิทธิ์มั้ย
อ๊อฟ : คือ the star มันเป็นรายการที่เฟ้นหานักร้อง ซึ่งถ้าเกิดว่าพูดในเรื่องของการร้องอย่างเดียวเนี่ย พี่บอกว่าพี่คงไม่ให้ผ่าน แต่พี่ชอบและพี่ก็เห็นถึงความสุขที่เรามี กับการที่เราทำอะไรก็ได้ ที่ตัวเองอยากจะทำ และก็เป็นสิ่งที่รัก ถ้าพี่ทั้ง 3 คนตัดสินใจที่จะให้เราไปต่อ พี่บอกตรงๆ ว่ามันไม่แฟร์สำหรับคนที่เขากำลังจะเข้ามาแล้วเขามีศักยภาพมากกว่าเรา พี่มองถึงแค่เรื่องของการร้องนะ
สำหรับอ้อมนี่คือตัวอย่างของความรักความปรารถนาดีที่เพื่อนมนุษย์พึงมีค่ะ น้องข้าวได้มอบสิ่งดีๆ ให้คนดู ขณะเดียวกันอ๊อฟ พี่เกดและป๋าเต็ดก็แสดงความรักที่ไม่ต้องการผลตอบแทน เพราะหลายครั้งเรามักปล่อยให้ความเห็นใจมาบิดความจริง จนบางคนยอมที่จะเล่นกับความเห็นใจหรือถูกใจเพราะอยากได้ความรักจากคนอื่นซะเอง จนมันเป็นเพียงแค่ธุรกิจบันเทิง ที่ปราศจากความรัก ซึ่งคือความรักในอาชีพ จนมันมีแต่คำว่ารักตัวเอง .... #ทำไมจบเครียด#นี่พูดเรื่องรักใช่มะ



