
ขบคิดขีดเขียน:'อย่าโกรธตอบ'
09 ก.พ. 2559
'อย่าโกรธตอบ' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ข่าวคราวที่ออกมาแต่ละอย่างในช่วงนี้ ... อยากจะขอขึ้นแฮชแท็กว่า #เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
มีคนหนีทุน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เสถียรทางสภาวะอารมณ์ มีการฆ่าข่มขืนอย่างเลือดเย็นและอื่นๆ อีกมากมาย หญิงยศยอมรับว่าทุกครั้งที่เห็นข่าวคราวพวกนี้เลื่อนขึ้นมาในไทม์ไลน์ หรือตามกรุ๊ปไลน์ต่างๆ แล้ว สัญชาตญาณแรกที่พุ่งขึ้นมาก็คือ อยากจะกดแชร์แล้วแสดงจุดยืนของตัวเองเสียเหลือเกิน อยากจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าหญิงเองก็ไม่เห็นด้วย อยากจะแชร์ไปให้โลกเห็น อยากจะเป็นหนึ่งกระบอกเสียงของพลังโซเชียลที่จะเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น มันคันมือเหลือเกิน อยากจะกด อยากจะกด!!
แต่จะด้วยอะไรก็ไม่รู้ คราวนี้หญิงยศกลับแตะเบรกตัวเองเบาๆ แต่ก็เบรกไม่ได้สนิทหรอกนะคะ ยังแอบกดไลค์ไปเบาๆ แต่ไม่ได้คอมเม้นท์ ไม่ได้แชร์ต่อ ไม่ใช่ว่าไม่มีอารมณ์ ไม่ใช่ว่าสงสารเห็นใจคนที่กระทำการเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าโลกสวย แต่...
แต่ไม่อยากเติมฟืนให้ไฟในใจของตัวเอง ถ้าหากว่าหญิงยศกดแชร์และใส่สเตตัสแรงๆ ไป เชื่อเลยว่าต้องมีคนมากดไลค์ กดแชร์ กดสารพัดจะกด แล้วมันก็จะยิ่งมาคอนเฟิร์มความรู้สึกสาแก่ใจของตัวเราให้แรงขึ้นก็เท่านั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในข่าวตอนนี้ เป็นสิ่งที่จี้จุดอ่อนในใจอย่างที่สุดสองอย่าง อย่างแรกคือการขืนใจและทำร้ายเพื่อนมนุษย์อย่างเลือดเย็น อีกอย่างที่เรียกว่า พีกมากคือการขี้โกง การหนีความรับผิดชอบ และการเอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเองอย่าง... อย่าง... อย่าง... เฮ่อ นึกคำอื่นไม่ออกจริงๆ นอกจากคำว่าหน้าด้านๆ
งั้นอะไรที่มาสะกิดเบรกในใจของหญิงยศไว้ แล้วคำถามอีกหลายๆ คำถามก็ตามมา การที่เราไม่ลุกขึ้นประกาศกร้าว การที่เราไม่แสดงจุดยืน การที่เราไม่เลือกฝ่าย... มันผิดไหม?
ขอเล่าย้อนกลับมาที่เหตุการณ์หนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่หญิงยศเองก็พูดถึงเสมอๆ ในงานเขียนที่ผ่านๆ มา ก็คือการสูญเสียเพื่อนสนิทไปจากการ "บันดาลโทสะ” ของคนคนหนึ่ง คนคนนี้กดกระบอกปืนลงระหว่างคิ้วสองข้างของเพื่อนหญิงยศ แล้วลั่นไกอย่างไร้สติ... เพื่อนหญิงยศนอนจมกองเลือดอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงในช่วงเช้ามืด ก่อนจะมาเสียชีวิตในช่วงบ่ายของอีกวันหนึ่ง ตอนที่หญิงยศไปถึงโรงพยาบาล เรารู้ว่าเพื่อนรอ... รอที่จะบอกลาเพื่อนๆ ทุกคน
ในช่วงเหตุการณ์นั้น หญิงยศเบรกแตกในทุกด้าน เราโกรธ เราแค้น เราหัวใจสลาย เราต้องการความยุติธรรม เราต้องการให้คนผิดได้รับโทษ ได้เข้าใจความสูญเสียที่เรากำลังเผชิญอยู่ เรายอมไม่ได้หากมนุษย์คนนั้นยังมีชีวิตลอยนวลอยู่ในสังคม เราโพสต์ทุกสื่อในโซเชียลเพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้เพื่อนของเรา และเสียงพวกเราก็ดังพอที่จะมีคนได้ยิน
แต่สุดท้าย ความยุติธรรมแค่ไหนก็ไม่เป็นที่พอใจของพวกเรา เราไม่พอ เราไม่ยอม เรายังเสียใจ ใจยังโกรธแค้น... ก็กลับมาที่ พี่แจง วราพรรณ และสามีของพี่แจงอีกครั้งที่เป็นผู้ชี้ทางสว่างให้หญิงยศ
“แผ่เมตตาให้คนที่ฆ่าเพื่อนเรา แล้วแผ่เมตตาให้ตัวเราเองด้วย”
ประโยคสั้นๆ ที่แสนจะยากเย็น เรียกว่าได้ยินครั้งแรกหญิงยศคิดจริงๆ ว่าไม่มีวันทำได้ แต่สุดท้ายนี่คือทางออกทางเดียวที่ทำให้เรากลับมาหายใจเป็นปกติได้อีกครั้ง ครั้งแรกที่แผ่เมตตาให้เขา หญิงยศกลั้นน้ำตาไม่อยู่ มันสุดฝืน แต่ทุกอย่างไม่ได้จบได้ในครั้งเดียว เราต้องฝืนและทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งหญิงยศแผ่เมตตาให้เขาได้อย่างเต็มใจ และวันนั้นคือวันที่เราให้อภัยทุกคนรวมทั้งตัวของเราเอง
และถ้าหากในวันนั้น หญิงยศให้อภัยคนที่คิดว่าเป็นศัตรูได้ วันนี้หญิงยศน่าจะเรียนรู้อะไรมาบ้าง... อย่างน้อยหญิงยศก็ติดเบรกให้หัวใจ ไม่จมดิ่งไปกับอารมณ์ หรืออย่างน้อยก็ไม่ปล่อยไหลไปจนไกลเกินจะหันหลังกลับอีก
เราอยู่ในสังคมที่ง่ายเหลือเกินที่จะแสดงความคิดเห็น และเราแข่งกันเพื่อแสดงจุดยืน ใครยึดพื้นที่ได้ก่อนเราจะสรรเสริญว่าคนนั้นเจ๋ง หลายครั้งเราทำเพื่อส่งเสริมอัตตาของตัวเอง แต่สังคมสมัยนี้ก็กลับตัวได้เร็วมากเหลือเกินเช่นกัน จุดอ่อนของคนในยุคนี้คือเราไม่ตรวจสอบ เราไม่รอจนมองเห็นเหตุการณ์รอบด้าน แต่เมื่อไม่ตรวจสอบก่อน หลายครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกกลับกลายเป็นผิด และจากที่เราเคยคิดว่าเราเจ๋งเหลือเกินนั้น มันกลับกลายเป็นผิดมหันต์ได้ในทันที
หญิงยศไม่ได้แชร์ ไม่ได้คอมเม้นท์กับข่าวที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าโลกสวยหรือเห็นดีด้วย แต่ชีวิตมาถึงจุดที่เราไม่อยากต่อกรรมกับใครอีกแล้ว เรารับรู้ เรารับทราบ เราโกรธเราไม่พอใจ เราก็มีหน้าที่ตามดูอารมณ์ของเราไป ไม่ใช่ไปตัดสินถูกผิด ไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะเอาใจไปผูกอาฆาต แล้วตามเขาไปสู่นรกด้วย หากเราเกลียด เราไม่เห็นด้วย เราจงยืนอยู่ที่อีกฝั่ง หากเราไม่ชอบการที่เขาทำทุกอย่างไปด้วยโทสะ โมหะ และความโลภ เราต้องหนีจากสิ่งนั้นไปให้ไกล ไม่ใช่ตอบโทสะด้วยโทสะ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากดึงเราให้ไปอยู่ฝั่งเดียวกับมนุษย์พวกนั้นเท่านั้นเอง....
การแผ่เมตตาให้คนที่เราแสนเกลียดมันเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น แต่เชื่อเถอะค่ะ มันเป็นทางออกทางเดียว ที่จะช่วยให้ใจเราเลี้ยวกลับมาอยู่ในทางที่เราเอาตัวรอดได้ แผ่เมตตาให้ตัวเอง หยุดการเป็นผู้พิพากษาของโลกนี้ แล้วใส่ใจที่จะเพิ่มเบรกให้หัวใจตัวเองก่อนที่จะจากโลกนี้ดีกว่าค่ะ



