
เอกเขนกดูหนัง:'Room'
04 ก.พ. 2559
'Room' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ถ้า บรี ลาร์สัน นักแสดงนำในเรื่องได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิง ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า เหตุใด เจ้าหนูน้อย จาค็อบ เทรมเบลย์ ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนักแสดงนำชายด้วย ทั้งๆ ที่บท “แจ็ค” ลูกชายวัย 5 ขวบของแม่วัยใส ถือเป็นกุญแจสำคัญ ที่ไขไปสู่ประตูแห่งความเสรีบนโลกอันกว้างใหญ่ที่พวกเขากำลังจะออกไปทำความรู้จักมากกว่าห้องเล็กๆ ขนาดไม่ถึง 100 ตารางฟุตที่เคยพำนักพักพิง
Room ไม่เพียงโดดเด่นด้านการแสดงของสองแม่ลูก หากแต่บทยังเขียนออกมาได้อย่างคมคายผ่านฝีมือการดัดแปลงมาจากนวนิยายของตัวเองโดยเอ็มม่า โดโนฮิวจ์ เพราะทันทีที่หนังพาตัวละครออกสู่โลกภายนอก ไม่เพียงชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เอ็มม่า ยังเสียดสี กระเทาะเปลือกความฟ่อนเฟะของสังคมอเมริกัน ออกมาได้อย่างสะท้อนสะเทือนใจ (แน่นอนว่า สื่อมวลชนยังคงตกเป็นจำเลยอย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ปรากฏอยู่ในทุกยุคสมัย ทุกสังคมชนชั้น)
ธีมของหนังแบ่งเป็นสามองก์ (ซึ่งเป็นคนละความหมายกับทฤษฎี Three Act Structure หรือการเล่าเรื่องแบบสามองก์ ต้น-กลาง-จบ แม้หนังจะเล่าเรื่องให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้หลักการนี้ก็ตาม) 40 นาทีแรก หนังเล่าความสัมพันธ์แม่ลูกในห้องคับแคบ ความสุขของพวกเขามาจากจินตนาการเล็กๆ ที่แม่มอบให้ลูกก่อนนอน รวมถึงสันทนาการบนพื้นที่แค่ไม่กี่ตารางฟุตที่ทำให้เจ้าหนูเติบโตมาด้วยพัฒนาการที่ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป แม้ในองก์ที่สองจะเข้มข้นขึ้นหลังจากพวกเขาออกจากห้องเล็กๆ ที่จองจำมานานหลายปีได้ แต่องก์นี้นี่แหละ ที่คนเขียนบทสอดแทรกนัยยะมากมายตั้งแต่กระแสสังคม ปัญหาครอบครัว และพอเดินทางมาถึงซีเควนซ์สุดท้าย Room ก็กลายเป็นหนัง Coming of Age ที่พาตัวละครเรียนรู้และก้าวพ้นวัยไปทำความรู้จักกับโลกที่พวกเขาเติบโตมาได้อย่างงดงามทั้งเจ้าหนู “แจ็ค” และแม่ “จอย”
นี่คือหนังเล็กๆ ที่หัวจิตหัวใจของคนเล่นและคนทำนั้นยิ่งใหญ่เกินตัว ทัศนคติที่พวกเขามองโลกและสังคมนั้น เต็มไปด้วยความมุ่งหวังของการลุกขึ้นเผชิญชีวิต ประจันหน้าไม่ขอยอมจำนนต่อชะตากรรม (โดยเฉพาะฉากที่สองแม่ลูกพยายามหาทางออกจากห้อง และฉากที่ทั้งคู่กลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งและต้องพยายามตัวให้เข้ากับสังคมรอบข้างให้ได้ แม้ตัวละครอย่างเจ้าหนูแจ็คดูจะแก่แดดแก่ลมไปสักหน่อยก็ตาม)
บรี ลาร์สัน ไม่ว่ามองกี่ครั้ง บทแม่วัยใสของเธอ ที่เล่นแบบเก็บกด จิตป่วยได้ยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม แต่คนที่ป่วยทางใจไม่น้อยไปกว่าเธออย่าง ไอ้หนู "แจ็ค" ลูกชาย ที่รับบทโดย จาค็อบ เทรมเบลย์ หาได้ด้อยฝีมือไปกว่ากัน เด็ก 10 ขวบที่ลดอายุลงครึ่งหนึ่งตามบท ถือว่าจาค็อบนั้น ตีบทแตกกระจุยกระจาย กลายเป็นนักแสดงเด็กน่าจับตาถึงอนาคตในวงการไปอีกคน ไม่แพ้สาวน้อยดาโกต้า แฟนนิ่ง, โคลเอ้ เกรซมอเรทต์ หรือเซียช่าโรแนน ซึ่งสามคนหลังเติบโตเป็นสาวไปหมดแล้ว โดยเฉพาะคนหลังสุดเป็นคู่แข่งบรี ลาร์สัน บนเวทีออสการ์ปีนี้ด้วย ซึ่งอันที่จริง สาขานักแสดงนำหญิงปีนี้ ค่อนข้างสูสีและแต่ละคนมีสิทธิ์คว้ารางวัลได้เท่าๆ กัน ทั้งบรี, เซียช่า, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, ชาล็อตแรมปลิ้งและเคทบลานเช็ตท์
ในขณะที่งานด้านเทคนิคโดยเฉพาะการกำกับภาพ และจัดองค์ประกอบศิลป์ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทุกช็อต ทุกเฟรมของผู้กำกับภาพ แดนนี โคเฮน ไม่เพียงถูกใช้เพื่อการเล่าเรื่อง ขับดันเรื่องราวให้เดินไปข้างหน้า หากแต่ยังสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เกิดผลโน้มน้าวทางอารมณ์ และสร้างบรรยากาศที่สมจริงไปในเวลาเดียวกัน ความอับทึบ อึดอัด ด้านในของเพิงเล็กๆ ในสวน ผ่านการวางมุมกล้อง งานตกแต่งและจัดหาอุปกรณ์ฉาก ไม่เพียงสร้างบรรยากาศอึดอัด บีบรัดตัวละครบนพื้นที่จำกัดเท่านั้น การถ่ายภาพโคลสอัพ ที่เน้นสีหน้าแววตาตัวละคร ก็ดูจะได้ผลในการนี้ พอๆกับบทที่คนเขียนตั้งใจใส่เรื่องราวของท่านเคาท์ มองเต คริสโต มหาเศรษฐีหนุ่มที่ถูกปรักปรำจนต้องระเห็จเดินทางไปใช้ชีวิตในคุกบนเกาะเปลี่ยวร้างห่างไกล (ล้อไปกับชีวิตสองแม่ลูก ที่เหมือนกับถูกจองจำไร้อิสรภาพไม่ต่างจากนักโทษ) รวมถึงเรื่องราวการจญภัยในอลิซดินแดนมหัศจรรย์ อันเป็นนิทานเรื่องของโปรดของเจ้าหนู ซึ่งทั้งสองเรื่อง ล้วนมีตัวละครที่ถูกทอดทิ้ง ปล่อยให้เผชิญชีวิตตามลำพังแทบทั้งสิ้น
Room เป็นหนังออสการ์เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าฉายบ้านเราโดยเข้าพร้อมกันกับ “Revenant” และฉายตามหลังหนังเต็งอย่าง The Big Short, Spotlight. The Martian, แม้สถานะหนังเล็กๆ ที่แม้ยากเย็นในการคว้ารางวัลใหญ่ๆ แต่ความดีงามของ Room น่าจะเป็นที่จดจำไปอีกนานหลายปีทีเดียว



