
เล่นหูเล่นตา:'ซ้อมแล้ว...ซ้อมอีก'
01 ก.พ. 2559
ซ้อมแล้ว...ซ้อมอีก : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า....“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ” ต่อให้เป็นความผิดพลาดหรือล้มเหลวของชีวิตก็ตาม เมื่อเรากลับไปคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเป็นกลางโดยไม่อคติ เราจะมองเห็นสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ ถึงแม้มันจะเป็นความล้มเหลวแต่เราก็จะได้รับบทเรียนที่ทำให้เราไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก (ถ้าเจ็บแล้วรู้จักจำ) หรืออย่างน้อยมันก็จะทำให้เรารู้ว่าตัวเราเข้มแข็งแค่ไหนที่ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง....
เวลาที่ฉันมองกลับมาที่ตัวเอง ฉันเห็นความอ่อนด้อยและปมด้อยมากมายในตัวในฐานะนักร้อง...อย่างแรกก็คือฉันไม่สวย ไม่มีเพลงฮิตมากมายเหมือนใครเขา เป็นนักร้องกลางคืนที่หากินในที่อโคจรมาอย่างช่ำชอง ดูด้อยค่าไร้ราคา แต่ตรงนั้น...ที่ๆ ฉันผ่านมา....สิ่งที่สะสมและเก็บกดในตัวฉันมันทำให้ฉันมุมานะ อดทน พยายามและไม่คิดจะยอมแพ้....ฉันใช้ “เสียง” และ “การพูดคุย” ที่สนุกสนานมาทดแทนปมด้อย นั้นเพื่อให้คนหันมาสนใจฟังฉัน มันต้องเก็บสะสมข้อมูลที่เป็นสาระด้วยการอ่าน ดูและฟังสิ่งต่างๆ ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์และเพลงและใช้สิ่งเหล่านั้นที่ได้มาบนเวที....นานเข้าฉันก็เริ่มหาแนวทางของตัวเองเจอ....การมีชื่อเสียงตอนมีอายุแล้วมีข้อดีอยู่ตรงที่...ความคิดและประสบการณ์มันตกตะกอน ฉันจึงไม่วู่วามหรือหลงใหลไปกับมัน เมื่อต้องลำบากกว่าจะได้มันมาฉันจึงรู้คุณค่าและใช้มันอย่างคุ้มค่า ฉันเริ่มร้องเพลงด้วยค่าแรงเริ่มต้นที่ 150 บาทต่อ 45 นาทีเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว (นานมากกกกก...) แม้วันนี้ค่าแรงฉันจะดีดตัวทิ้งราคาเดิมไม่เห็นฝุ่นแต่ฉันก็จะคอยกลับมาคิดทบทวนและนึกย้อนกลับไปที่ 150 บาทในเวลานั้น มันช่วยรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้เหลิงหรือฟุ่มเฟือยไปกับเวลานี้ ฉันยังคงชอบกินอาหารข้างทาง ทำอะไรปกติเหมือนที่เคยเป็น ถ้าจะซื้ออะไรต้อง “จำเป็น” โดยเฉพาะสิ่งที่ใช้ทำมาหากิน รถ เสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า...เต็มที่เลยเพ่! ไม่ได้ชอบของแพง ไม่ได้รักชีวิตหรูหราหรือติดยี่ห้ออะไร แต่เมื่อภาพลักษณ์ที่ลูกค้าต้องการเวลาออกงานมันเป็นอย่างนั้นก็ต้อง “จัดไป”!....จ้างแพงก็ต้องดูแพงสมราคาที่ลูกค้ากล้าจ่าย...ฉันเต็มที่ทั้งเรื่องแต่งตัวและเรื่องร้อง....“ร้องเพลงคนอื่นเต็มที่งี้!” เพลงตัวเองมีแค่ 2-3 เพลงแถมเป็นเพลงช้าเลยต้องเอาเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่มาร้อง อะไรที่ดังตอนนี้ถ้าไม่งุ้งิ้งหรือตะแง๊วเกินวัย เอ๊ย!เกินไป ก็ร้องได้หมด (ถ้าเฮียต้นสังกัดเขาไม่มาฟ้องร้องค่าลิขสิทธิ์อ่ะนะ) บางทีฉันก็อิจฉาคนมีเพลงฮิตเยอะๆ มันทำให้ไม่ต้องร้องเพลงคนอื่นหรือต่อเพลงใหม่ ผ่านมาหลายสิบปีก็ยังร้องเพลงเดิมสคริปต์เดิม โดยให้เหตุผลว่า...“อยากฟังเพลงคนอื่นก็ไปจ้างคนนั้นมา” อือ!จริงของเขานะ จ้างวงนี้มาก็ต้องฟังเพลงของวงนี้อย่างเดียว อย่าขอเพลงคนอื่น...เดี๋ยวมีด่า!... ส่วนฉันก็ต้องร้องเพลงคนอื่นมันต่อไป เอาที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ดนตรีขึ้นคนกรี๊ด พอถึงท่อนฮุคก็ร้องตามกันได้ทุกคน สนุกพอแล้วมั้ยคะคุณ?.... สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมลงไปคือ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ร้องเพลงคนอื่นในแบบ “เรา” เวอร์ชั่นเรา การมีเพลงฮิตน้อยมันทำให้ฉันต้องปรับตัวและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาให้เข้ากับเพลงใหม่ๆ อยู่เสมอ ต้องอยู่กับปัจจุบันเพื่อจะได้ไม่ตกเทรนด์...ร้องเพลงตามสั่งนี่ยังเข้าใจแต่...เต้นตามสั่งนี่สิคะคุณ...ปวดใจ!...ยิ่งในคอนเสิร์ตแล้วหนีไม่เคยพ้นเลยสักครั้ง ลำพังร้องให้ตรงจังหวะยังยากจะให้เต้น “วัน แอนด์ ทู แอนด์ ทรี แอนด์ โฟร์” ขาจะขวิดอวัยวะจะบิดเหมือนจบจากเคมบริดจ์มั้ยอ่ะ? แต่...จะให้ทำไงได้ล่ะ....เต้นตามสั่งสิคะคุณ!
“ท่าของพี่คิ้มไม่ยากค่ะ ง่ายๆ พี่คิ้มทำได้” “ป๊อป” นักออกแบบท่าเต้น (Choreographer) และครูสอนท่าเต้นพูดให้กำลังใจฉัน ฉันจ้องมองตัวเองในกระจกที่ติดอยู่รอบห้องซ้อมเต้นเหมือนกำลังทำกายภาพบำบัด เพราะทั้งมือและเท้าตุปัดตุเป๋จนถึงมีอาการสั่นคล้ายพาร์กินสันในบางที มีอาการอัลไซเมอร์ร่วมด้วยตอนจำท่าเต้นไม่ได้ ตัวก็ไม่ไปมือก็ไม่ไป ใจยิ่งไม่ยอมไปตั้งแต่ทีแรกแล้วมั้ย?
“ขวา ซ้าย ขวาๆ... ซ้าย ขวา ซ้ายๆ....มือไปด้วยนะคะพี่คิ้ม”
“ชิ! ถ้าฉันทำท่ายากได้ จังหวะเป๊ะ มีผัวไปนานแล้วมั้ย?” (ฉันคิดในใจ) พาลนึกไปถึงตอนที่ไปซ้อมที่ห้องเต้นแห่งหนึ่งนานมาแล้ว....ห้องข้างๆ เขาสอนเต้นลีลาศกันอยู่ ครูผู้ชายหน้าตาดีอายุไม่เกิน 30 เอวสะโพกสะโอดสะองยักย้ายพลิ้วไหวไปมาเข้ากับกางเกงรัดรูปปลายบานที่ใส่ กำลังสอนผู้เต้นสูงวัย (70 กว่าๆ) ใจโอเคแต่ร่างกำลังจะสลาย! ที่ส่งสายตาประพิมพ์ประพายราวกับกำลังจะโตเป็นสาว แก่แต่ตัวหัวใจสะออนมันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง! อย่าดูแค่สายตาให้ดูที่ลีลาและการเคลื่อนไหวของข้อต่อเป็นเกณฑ์ในการตัดสินนะคะคุณ เข้าใกล้ๆเงี่ยหูฟังจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บลั่นมาจากเบ้าหัวเข่า! ดูไปแอบอมยิ้มไปจนได้ยินเสียงที่เข้มขึ้นของครูรูปหล่อ
“คุณแม่!...สอนกี่ทีแล้วคุณแม่ก็ไม่จำ...เต้นผิดเหยียบเท้าผมทุกที เอาใหม่ครับ”
ชอบแค่ประโยคสุดท้าย “เอาใหม่” ให้ทำอะไรก็ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจะได้จดจำกันไปนานๆ....ชอบ! แต่เคืองตรงที่ "สอนไม่จำ!" เอิ่ม...คุณครูคะช่วยดูวัยด้วยค่ะ หน่วยความจำในสมองส่วนซีรีบรั่มและซีรีเบรั่มของคนวัยนี้ไม่เหี่ยวก็ต้องฝ่อมั๊ยคะคุณ" จะดุคุณยายทำไมเนี่ย? เวลานั้นตั้งปณิธานในใจได้อีกข้อ...."แก่มากรูจะไม่เรียนลีลาศกับครูดุๆ....เดี๋ยวมันด่ากรู!" ไปเล่นไพ่ตองกับเพื่อนดีกว่า อย่าว่าแต่นับแต้มกันไม่ครบเลย ชื่อของขาไพ่ที่นั่งล้อมวงอยู่จะจำกันได้มั๊ย? นี่ยังไม่แย่ไปกว่าหันไปถามคนข้างๆว่า "ฉันชื่ออะไร?"
ป๊อป สอนพวกเราอย่างใจเย็น ช้าๆ ชัดๆ ซ้ำ สโลว์โมชั่นสุดๆ น่าเห็นใจคนสอน ครูสอนท่าเต้นทุกคนที่แกรมมี่ ภายใต้ครูอู๋ เปรมจิตต์แห่งD Dance Troopsจะใจเย็นอดทนและพินอบพิเทาสุดๆ เพราะต้องสอนเหล่าบรรดาซุปตาร์เบอร์ใหญ่ๆ (ไม่นับฉันที่ใหญ่แต่ตัว) ระดับเสียงและความทุ้มถูกตั้งไปที่เอฟเอ็ม ออกแนว “คลับฟรายเดย์” แบบพี่อ้อยพี่ฉอด ฟังดูเห็นอกเห็นใจ เข้าใจและให้อภัยเสมอเพราะรู้ว่า บรรดานักร้องและนักแสดงเหล่านี้จะอ่อนไหวและไวต่อโทนเสียงที่ใช้ เข้มไปอาจขุ่นเคืองหูและใจได้ อาการข้างเคียงคือ “หงุดหงิดง่าย” ดังนั้น “สอน” แต่อย่า “สั่ง”!.....จะถูกจะผิดอย่างไรก็ให้กำลังใจเข้าไว้... “เก่งค่า”...“ดีค่า”...“อะได้อยู่” งี้! เหมือนหลอกคนไข้กินยามะ?.....ฉันหันไปดู “แก้ม” วิชญาณีย์ กับ “กัน” นภัทร เต้นกันแบบคล่องตัวและคล่องขา เรียกว่า “พลิ้ว” จะดีกว่า แล้วหันมาดูตัวเองในกระจก....“กรูมาทำอะไรที่นี่?” ไม่ก็ “นี่กรูทำอะไรลงไปคะ?” แก้มเต้นเป๊ะทั้งท่าและหน้าทุกครั้ง น้องจะหันมาส่งสายตาให้กำลังใจฉันแล้วพูดว่า....“พี่คิ้มเก่งมากๆ เลย เต้นน่ารัก” เฮ้อ...หลอกคนแก่อีกแล้วหนู! ยิ่ง “พี่แอม” เสาวลักษณ์ มาซ้อมด้วย...โหย!...พลพรรคบ้านบางแคมากันเลยค่าทีนี้ พี่แอมชอบทำหน้าเหมือนเมาหมากเมาพลู ทำท่าเหมือนกล้ามเนื้ออ่อนแรง แล้วบ่นว่า “ยายไม่ไหวแล้ว” แต่พอเต้นปุ๊บเป๊ะปั๊บ! ก็นางเป๊ะมาตั้งแต่สมัยสาว สาว สาวแล้วมะ กลายเป็นความสามารถแบบถาวรไปแล้ว ผิดกับฉันที่สะเงาะสะแงะทั้งๆ ที่สวมรองเท้าผ้าใบ แล้ววันจริงเป็นส้นสูง มีหวังหัวทิ่มขาขวิดอย่างที่บอก....ท่าเต้นอาจไม่เกาหลีเท่าไหร่แต่ท่าทางโคตรจะเกาหลีพี่บอกเลย....“ยืนยังเซ!”....เฮ้อ! ยังไงก็ต้องเต้นใช่มะ?...เลยต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก!



