
เอกเขนกดูหนัง:'Steve Jobs'
21 ม.ค. 2559
'Steve Jobs' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ผู้ที่ได้การยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกหลายต่อหลายคน หรือถูกยกย่องให้เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้ บางคนเคยถูกตราหน้าว่าเป็น "ไอ้ตัวร้าย" มาก่อน ไม่ว่าจะนักปกครอง นักธุรกิจ นักประวัติศาสตร์ ตัวแทนศาสนา ฯลฯ บางคนฉากหน้าอาจดูแสนดี มีเสน่ห์ สุภาพอ่อนน้อมเป็นที่รักใคร่ แต่ชีวิตลับหลังอีกบางมุม คนผู้นั้นอาจเป็นเจ้าโทสะ โมหะจริต ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงสร้างผลประโยชน์ให้ตน...คนเก่ง คนดี คนที่ยิ่งใหญ่ในสายตาใครหลายคน ในอีกบางมุม บางขณะ เขาเหล่านั้นก็เป็นไอ้ตัวร้ายในสายตาของอีกบางคน เช่นกันกับ “Steve Jobs” หนังที่เล่าถึงผู้สร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่ในโลกเทคโนโลยีสารสนเทศอีกคนที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติสมควรบันทึกไว้
บทหนังของ แอรอน ซอร์กินส์ เลือกเล่าชีวิตของ "จ็อบส์" ในสามช่วงเวลาสำคัญ สำคัญทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว (ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ยุ่งเหยิงและเผชิญปัญหามากที่สุดครั้งหนึ่ง) และสำคัญต่อมนุษยชาติ (สำหรับช่วงเวลาในการเปิดตัวนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง) ชีวิตของจ็อบส์ ที่ซอร์กินส์หยิบมาเล่าในช่วงเวลาที่เขากำลังจะเปิดตัวคอมพิวเตอร์แมคอินทอชเมื่อปี 1984 ตอนนั้น สตีฟ จ็อบส์ เพิ่งจะผ่านพ้นปัญหาคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลระหว่างเขากับอดีตภรรยาที่ฟ้องค่าเลี้ยงดูลูกสาววัย 5 ขวบที่เขาอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด แม้หลักฐานทางการแพทย์จะบ่งชี้ว่าเด็กหญิงเป็นลูกของเขาก็ตาม (แถมจ็อบส์ยังอ้างว่า 26 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชายในอเมริกาก็มีสิทธิ์เป็นพ่อเด็กได้เช่นกัน) ช่วงเวลาก่อนงานเปิดตัวคอมพิวเตอร์แมคเครื่องแรกของโลกเพียงไม่กี่นาทีเช่นกันก็มีปัญหากวนใจจ็อบส์เข้ามาอีกเมื่อโปรแกรมทักทายด้วยเสียงเกิดไม่ทำงาน
ความเป็น “ไอ้ตัวร้าย” ของจ็อบส์ มีทั้งภาพของชายหนุ่มผู้เห็นแก่ตัวทิ้งลูกและภรรยาอย่างไม่ไยดี และความเนี้ยบที่เลยเถิดเกินพอดี กะอีแค่โปรแกรมทักทายด้วยเสียงที่แทบไม่มีความสลักสำคัญอะไรในการทำงานของคอมพิวเตอร์แมคอินทอช แต่เขาก็เอาล่อเอาเถิดกับวิศวกรคู่ใจให้หาทางซ่อมแซมแก้ไขให้ได้
ความแรงของจ็อบส์เพิ่มอีกเป็นเท่าทวีเมื่อถึงปี 1988 มิจฉาทิฏฐิที่มีต่อเพื่อนร่วมอาชีพเกิดขึ้นโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับคอมพิวเตอร์แมคอินทอช (ที่ยังขายไม่ค่อยได้) แต่จ็อบส์ก็ยังก่อตั้งบริษัทในชื่อ “เน็กซ์” และในวันที่คอมพิวเตอร์เน็กซ์ กำลังจะเปิดตัวออกสู่ตลาด จ็อบส์ก็ยังเผชิญกับปัญหาเดิมๆ กับอดีตภรรยาและลูกสาววัย 9 ขวบ ที่สำคัญความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมสร้างและออกแบบคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตในนามแอปเปิ้ลก็ร้าวรานและสั่นคลอน รวมถึงซีอีโอมือดีจากบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ที่ถูกดึงตัวมาช่วยแต่สุดท้ายก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาต่อกันไปและจบอย่างสวยงามในองก์สุดท้ายในวันเปิดตัวคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตอย่างไอแม็กซ์ในปี 1998
เมื่อเรื่องราวในหนังในเกิดในห้วงเวลาที่ต่างกันแต่ละยุคสมัย ผู้กำกับแดนนี บอยล์ ก็คิดที่จะพลิกแพลงวิธีการใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหา ที่กินเวลายาวนานกว่า 15 ปี ผ่านเหตุการณ์มากมายโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านในเรื่องเทคโนโลยี เขาจึงถ่ายหนังเรื่องนี้ในสามลักษณะ องก์แรกกับเรื่องราวในปี 1984 เขาก็ถ่ายเนื้อหาส่วนนี้ด้วยฟิล์ม 16 มิลลิเมตร แต่พอมาถึงช่วงเหตุการณ์ปี 1988 ผู้กำกับบอยล์ก็ถ่ายหนังองก์นี้ด้วยฟิล์ม 35 มิลลิเมตร และพอในช่วงปี 1998 บอยล์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการถ่ายหนังเรื่องนี้
Steve Jobs เป็นหนังที่ไม่ได้พูดถึงหรือยกย่องเชิดชูความสำเร็จและความเก่งกาจของผู้ชายคนนี้ หากสะท้อนภาพอีกด้านในเงาสลัวของจ็อบส์ที่มีทั้งดีและร้าย (ซึ่งหนังก็พยายามเน้นด้านเทาหม่นของจ็อบส์) อัจฉริยะผู้ปราชัยพ่ายแพ้ให้แก่ความทระนงมุ่งมั่นของตัวเอง ชายผู้มุ่งมาดในความสำเร็จจนแทบไม่เหลือมิตรภาพและความรักเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ หนังที่แสดงออกซึ่งศักยภาพของคนทำงานทั้งเบื้องหลังเบื้องหน้า ที่แต่ละคนสามารถเปล่งประกายอัตลักษณ์ฝีไม้ลายมืออันโดดเด่นของตัวเองออกมาได้อย่างไม่เป็นสองรองใคร บทหนังจาก แอรอน ซอร์กินส์ ที่ประกอบไปด้วยบทสนทนามากมาย ตัวละครที่ต่างเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องราวไปด้วยแรงปรารถนาแห่งตน แม้หลายคนจะออกมาต่อต้านว่าบทหนังค่อนข้างจะบิดเบือนเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ มากเกินไป ฉากที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดฉากหนึ่งอยู่ในตอนท้ายเรื่อง เมื่อตัวละครแต่ละฝ่ายต่างเผชิญหน้าและต้องยินยอมน้อมรับนับถือกันอย่างดุษณี (แน่นอนว่ามันต้องสู้กันด้วยทิฐิอยางถึงพริกถึงขิงทีเดียว) งานกำกับของ แดนนี บอยล์ ที่ทำให้หนังดราม่าหนักๆ ออกมาดูสนุกน่าติดตามทั้งๆ จากองค์ประกอบศิลป์ เทคนิคด้านภาพทั้งงานกำกับภาพและตัดต่อ ที่สำคัญฝีมือการแสดงระดับพระกาฬของนักแสดงอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ที่ว่ากันว่า เขาสามารถจดจำสคริปต์ความยาวร่วม 180 หน้าของหนังเรื่องนี้ได้ขึ้นใจเลยทีเดียว (แดนนี บอยล์ แบ่งหนังเป็นสามองก์ การถ่ายทำแต่ละองก์เขาจะให้นักแสดงมาซ้อมก่อนเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนจะถ่ายทำในส่วนขององก์แรกโดยใช้เวลาสองสัปดาห์ และให้นักแสดงกลับมาซ้อมกันอีกสองสัปดาห์เพื่อถ่ายองก์ที่สอง เคท วินสเล็ต นักแสดงหญิงในเรื่องบอกว่า การซ้อมสำหรับองก์ที่สามนั้น ฟาสเบนเดอร์ ไม่เคยใช้สคริปต์ในการซ้อมเลย เพราะเขาจำได้หมดแล้วทั้ง 180 หน้า)
นักแสดงหญิงในเรื่อง เคท วินสเล็ต คว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาครองได้แล้วในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมและจ่อรอเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นคิวต่อไป ส่วน ซอร์กินส์ ก็ได้รางวัลบทยอดเยี่ยมจากสถาบันเดียวกันกับเคท แม้จะพลาดเข้าชิงออสการ์ ในขณะที่ฟาสเบนเดอร์ ต้องเจอกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่หมายมั่นปั้นมือว่าปีนี้ออสการ์ต้องเป็นของเขาเสียที



