บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'หลงไหล'

เล่นหูเล่นตา:'หลงไหล'

18 ม.ค. 2559

'หลงไหล' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          “ความหลงใหลมันคล้ายหมากฝรั่งติดรองเท้า”
 
          เริ่มต้นจากการลิ้มรสแปลกใหม่ที่ถูกใจ หยิบหมากฝรั่งเข้าปากเคี้ยว ต่อมใต้ลิ้นค่อยๆ รับรู้ถึงความหลากหลายของรสชาติที่อาจทำให้สับสนในตอนแรกว่าตกลงแล้วเปรี้ยวหรือหวาน เราขบฟันเคี้ยวมันเบาๆ เผื่อผลักรสชาติที่ซ่อนอยู่ออกมาให้มากที่สุด อาการข้างเคียงคือเมี่อยปากเมื่อยฟันแต่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งมัน พอเราคายมันลงพื้นแล้วเผลอเหยียบมันๆ จะติดรองเท้าหนึบหนับ เดินไปก็ปาดแปะเพื่อแกะมันออกไปตามทาง ยิ่งปาดมันก็ยิ่งติดลึกเข้าไปในร่องพื้นรองเท้า “ยิ่งแกะมันก็ยิ่งติด” เคยเป็นไหม? งั้นก็ต้องเดินหนึบหนับมันต่อไป บางทีมันก็หลุดออกไปเองหรือติดเป็นส่วนหนึ่งของพื้นรองเท้าคู่โปรดที่เราใส่ลากไปมาเป็นประจำ เดินไปเรื่อยๆ จะเริ่มชินและเฉยไปเอง...ถ้าเราปล่อยให้มันเป็นไปตามเวลาแบบค่อยเป็นค่อยไปสูงสุดสู่สามัญ...วูบวาบกลายเป็นเฉยๆ มันคงดี....แต่บางทีเราก็รู้สึกแปลกๆ แล้วพยายามจะแกะมันออก คราวนี้มันจะยิ่งติดมือติดนิ้วเหนอะหนะหนักกว่าเก่า แอบบ่นกับตัวเองว่า...“กรูไม่น่าเล้ย!” แล้วเผลอเกาหัว...อือ...ติดผมกรูอีก! จะโทษหรือโกรธใครได้นอกจากตัวเอง! มีคนบอกว่าให้เอาน้ำแข็งมาถูเดี๋ยวหมากฝรั่งมันจะหลุดออกเอง ถ้าเปรียบกับความจริงในเวลานั้นก็คือให้ใจเย็นๆ อยู่นิ่งๆ ค่อยๆ คิดค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป...ค่อยๆ ปล่อยวาง....แต่ใครจะคิดทันกับอารมณ์แปลกใหม่ที่หมกมุ่นและยึดติดกับอะไรบางอย่าง เอาใจไปฝากไว้กับใครสักคน....มันคือช่วงเวลาของ “ความหลงไหล” ที่วูบวาบ...วาบหวาม...ทำให้เราเดินยิ้มไปได้ทั้งวันหรือบางช่วงก็เศร้าหดหู่และสับสนไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันมี “ความกลัว” เกิดขึ้นกลัวจะไม่ใช่กลัวจะไม่จริง กลัวจะไม่รอด กลัวจะจบไม่สวย กลัวว่า...“กรูคิดไปเองป่ะเนี่ย?” ประสบการณ์และความคิดของเราจะคอยเหนี่ยวรั้งให้เราต้องฝืนใจตัวเองอยู่หลายทีว่าเราควรจะก้าวต่อไปหรือหยุดมันไว้แค่นี้เพราะไม่อยากเจ็บเหมือนที่เคยผ่านมา และเราก็อยู่คนเดียวมาได้ตั้งนานไม่เห็นต้องมีใคร คิดวกไปวนมาแล้วมันก็เศร้าใจ....
 
          “ไม่รู้ว่าใจคิด ไม่คิดว่าใจเผลอเวลาที่ใกล้เธอหัวใจมันสั่น....กลับตัวก็ไม่ได้..ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง เหมือนมีอะไรที่ดึงไม่ให้เราเลือกทางใด...”ระหว่างนั้นอารมณ์หลากหลายจะออกมาวาดลวดลาย ประเดประดังกันเข้ามาจนเหนื่อยทั้งฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งยันดราม่า เหมือนเปิดละครหลังข่าวดูพร้อมกันทุกช่อง(ไม่รู้จะดูอะไรก่อน) มันช่างวูบวาบหวั่นไหวไม่ธรรมดา...ชอบตรงนี่แหละ!....แม้วัยฉันจะผ่านเลยอารมณ์แบบนั้นมานานจนนึกไม่ออกว่ามันเป็นไง แต่ก็ยังได้มีโอกาสอินไปกับเรื่องของคนใกล้ตัวให้อารมณ์เหล่านั้นกลับมาฟุ้งอยู่ในใจจนเก็บมาคิดเก็บมาเขียนได้เป็นเรื่องเป็นราว...
 
          “หนูชอบเขามากอ่ะพี่แต่ไม่กล้าทำอะไร ก่อนลงจากรถหนูเลยจับมือเขาขึ้นมาจูบ...”
 
          พอถึงประโยคนี้ฉันร้องว่า...“หูย!...โรแมนติกว่ะเมิง.....แต่ถามหน่อยว่า...ใครเมา?” น้องมันตอบว่า “เมาทั้งคู่” จบเลยกรู!แล้วมันจะเป็นช่วงเวลาโรแมนติกที่มีความหมายได้ยังไงล่ะ ฉันตั้งปณิธานกับตัวเองตั้งแต่เมนส์เพิ่งมาว่า “อย่ากุ๊กกิ๊กกับคนเมา” เพราะมันช่างไม่หือไม่อือเหมือนหุงข้าวในหม้อไฟฟ้าแล้วลืมกดปุ่มหุง พอเปิดฝาดูอีกทีข้าวยังดิบเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่แย่กว่านั้นคืออีกฝ่ายจำอะไรไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เจ็บปวดตรงนี้แหละค่าคุณตำรวจ! ถ้าเป็นแบบนั้นเรื่องมันต้องจบนะคะ อย่ามามีนัดล้างตา!..ถ้ามันใช่มันต้องใช่ตั้งแต่ทีแรก!....“หนูเล่าให้รุ่นพี่ผู้ชายฟัง เขาบอกว่าหนูจิต แบบนี้ผู้ชายจะกลัว เมิงทำอะไรสักอย่างยังจะดีกว่า”น้องเล่าต่อ เอิ่ม...พวกผู้ชายเดี๋ยวนี้มันเป็นอะไรกันคะ จะเข้าใจอารมณ์อ่อนไหวของผู้หญิงมั่งได้มั้ย? เอะอะอะไรก็หาว่าพวกกรูจิต พวกกรูน่ากลัวอยู่นั่นแหละ! เออนะ...คนมันไม่มีใจทำอะไรไปมันก็ไม่ถูกใจร่ำไป ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียกและไม่มีการตีความในทางที่ดี...เลยทำสกอร์ไม่ได้สักที! อยากบอกอีกทีว่า...ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหวและละเมียดแม้จะเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้อยู่หลายที แต่ถ้าเป็นมุมหลงไหลแล้ว...โคตรจะโรแมนติก...ขอบอก!...ถ้าผู้ชายจะเปิดใจกว้างมองให้เห็นความรู้สึกลึกๆ ข้างใน(ทั้งที่ชุดชั้นในยังอยู่ครบ)
 
          “จู่ๆ ก็ทิ้งหัวลงบนแขนผมซะงั้น จู่ๆ ก็มาเซอร์ไพรส์โดยไม่ได้นัดหมาย ใครจะไม่ตกใจกลัว!” เพื่อนผู้ชายมันเล่าเรื่องผู้หญิงที่มาเผลอใจให้มันแล้วแอบมาหาที่ทำงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า...โธ่!นึกว่าจะดีใจ ที่ไหนได้กลับตกใจกลัว...กลัวการจู่โจม ชิ!ไม่รู้จักรึไง?..ผู้หญิงบางคนก็ออกแนว “หัวหมู่ทะลวงฟัน” นำทัพหน้าบุกประชิดตลอดงี้! มัวอยู่ทัพหลังเกรงว่าจะอดทะลวงฟัน!เพราะคนอื่นเขาแย่งกันฟันจนราบไปแล้ว!...มันก็เลยปิดจ๊อบด้วยการบอกผู้หญิงไปว่า...“ผมมีแฟนแล้ว” ฉันคันปากขึ้นมาเลยจ้วงถามไปตรงๆ ว่า “ได้ยัง?” มันตอบว่า “ยัง...แค่เกือบๆ” โหย!...โหดมากค่าคุณ!...ฉันเกลียดอารมณ์คาบลูกคาบดอก เฉียดๆ แต่ไม่โดนแบบนี้ที่สุดเพราะมันจะทำให้ผู้หญิงกลับมาสงสัยตัวเองว่า...“กรูไม่ดีตรงไหนคะ?” แต่พอเวลาผ่านไปเราจะกลับมาขอบคุณอะไรสักอย่างที่ทำให้รอดมาได้หวุดหวิด! ต่อให้อีกฝ่ายไม่เอาเราก็ช่าง!...ถือว่าเป็นบุญที่ชะตายังไม่ถึงฆาต ไม่งั้นจะเจ็บทั้งใจและอะไรอีกอย่างที่แม่ให้มา!
 
          “เวลาที่ผูหญิงเขาอิงเนี่ยเมิงไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?” มันตอบสั้นๆว่า “หึ”(ฉันเจ็บจื้ดแทน) ขอย้ำว่า...“ถ้าไม่ใช่..ทำยังไงก็ไม่โดน(ใจ)”....ทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยากจะแสดงออกของผู้หญิงเพราะผู้ชายสมัยนี้ช่างเฉยเมยไม่เห็นใจหรือใส่ใจ จ้องแต่จะมีอะไรถ้าถูกสเปกหรือถูกใจ...ผู้หญิงเราเลยต้องกลับมาคิดทบทวนให้หนักว่า...ก่อนจะแสดงอารมณ์อ่อนไหวหรือจริงใจกับใครต้องให้แน่ใจก่อนว่าอีกฝ่ายเขามีใจหืออือด้วย หาไม่แล้ว “เสียใจไม่เท่าเสียฟอร์ม” นะคะคุณ เสียใจเดี๋ยวก็หายแต่เสียฟอร์มนี่สิ...นึกกี่ทีก็อ๊ายอาย! ความหลงไหลมันไม่ค่อยเลือกคนเลือกที่หรือเลือกเวลา บทมันจะเป็นมันก็เป็น อารมณ์เหมือนเดินเหยียบหมากฝรั่ง ถ้ามันติดหนึบหนักเท้าก้าวไม่ถนัดก็ถอดรองเท้าทิ้งมันไปซะ ยอมเดินตีนเปล่าก็ได้ฟระ! จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ...อย่าเสียดายเดี๋ยวค่อยไปหาหมากฝรั่งเหยียบใหม่ ยังไม่หมดเมนส์ก็ยังไม่หมดหวังนะคะคุณ...ขอให้โชคดี...สักทีปี'59