บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ปีใหม่.....คนเก่า'

เล่นหูเล่นตา:'ปีใหม่.....คนเก่า'

11 ม.ค. 2559

'ปีใหม่.....คนเก่า' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

  
          “ปีใหม่แล้ว....เดี๋ยวกลับไปทำตัวใหม่ซะนะ ทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง...เห็นแก่ตัว...ไม่ไหวนะ!”
 
          เสียงคุณแม่วัย30ต้นๆ ดุลูกสาวตัวน้อยห้อยกระเป๋าเป้แบรนด์เนมดูไฮโซวัยไม่เกิน 10 ขวบที่เดินหน้างอตุปัดตุเป๋ร้องจะกินอาหารฟาสต์ฟูด...ที่สุดคุณแม่ก็ตามใจแต่ขอดุด่าพอเป็นพิธีตามประสาคนเป็นแม่ ฉันซึ่งลากกระเป๋าเดินตามหลังนางในสนามบินได้ยินและเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองโดนดุไปด้วย อือ...“กลับไปทำตัวใหม่ซะนะ!” อะไรที่มันทำให้คนรอบข้างเสียใจไม่สบายใจด้วยความเอาแต่ใจของเราก็ต้องเพลาๆ ลงบ้าง คนนิสัยแย่ๆ อย่างฉันเกิดและเติบโตมาบนหนทางของความสงสัยและชิงชังของผู้คนที่เดินย่ำผ่านไปมาในชีวิตแต่ก็ยังโชคดีที่แวดล้อมไปด้วยคนดีๆ ที่รักและเอาใจใส่คอยเป็นห่วงเป็นใยซึ่งถือเป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิตฉัน มันหล่อเลี้ยงจิตใจไม่ให้แห้งแล้ง เป็นเหมือนพลังงานสะสม ในช่วงที่อับจนหมดหนทางก็ยังมีความรักและกำลังใจที่ตกตะกอนนอนก้นจากคนรอบข้างเป็นเกราะคุ้มครองปกป้องหัวใจในยามอ่อนล้าไม่ว่าจะคบกันอยู่หรือห่างกันไป สิ่งดีงามเล็กๆ นี้เรียกว่า “ความรัก” มันได้ฝังตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจนกลายเป็นเกราะกำบังความเกลียดชังที่พยายามจะดันตัวผุดขึ้นมาจากจิตใจฉันในยามที่อารมณ์เข้าครอบงำ...ความรักมันช่างแข็งแรง!
  
          “ขอให้ความดีจงนำทางข้าพเจ้าตลอดไป”
 
          คำขอที่ฉันภาวนาก่อนนอนทุกคืนเป็นการสะกดจิตตัวเองในทีเพื่อเซตระบบใหม่ในทุกวันที่ฉันได้ไปพบไปเจอหรือผ่านสิ่งที่ท้าทายความดีงามในตัว ให้จิตได้ตั้งมาตรฐานกลับมาที่ “ความดี” จะโกรธจะเกลียดจะชิงชังในอารมณ์ของแต่ละวันแต่ละเหตุการณ์ หากจิตตั้งอยูในความดีเราจะกลับมานับหนึ่งใหม่ไดัเสมอ โดยการลบล้างเอาอารมณ์ขุ่นมัวและอคติต่างๆ ออกไปจากใจ ตื่นขึ้นมาใหม่จิตใจก็จะใสสะอาด ตอนหลับร่างกายซ่อมแซมตัวมันมันเองจากสารอาหารที่เรากินเข้าไป เช่นกันตอนก่อนนอนเราตั้งจิตให้กลับมาที่ “ความดี” พอตอนเราหลับจิตของเราก็จะได้สำนึกและชำระล้างให้กลับมาใสสะอาดอีกครั้งเป็นอย่างนั้นทุกวัน....ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ทำไปก็เพราะ “ฉันรักตัวเอง” รักในความดีที่ยังพอมีอยู่ (แม้จะน้อยนิดและขาดแคลนในยามที่เอาแต่ใจตัวเองอยู่หลายที).....ความรักมันช่างแข็งแรง!
 
          “ขอให้หนูพบเจอแต่คนดีที่รักและเป็นกำลังใจให้หนูตลอดไป...” พี่อ้อยพี่สาวที่แสนดีของฉันที่เชียงใหม่กอดหอมแก้มและอวยพรฉันในวันขึ้นปีใหม่ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดแห่งรัก ความดีงามจากคำอวยพรมันทำให้ฉันต้องย้อนกลับมามองผู้คนรอบข้างที่รักและเป็นกำลังใจให้ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล คนที่ฉันเคยมองผ่าน ไม่ใส่ใจหรือละเลย...ความจริงแล้ว “ความรัก” เป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหามายิ่งให้มากก็ยิ่งกลับคืนมามากเท่าทวีคูณ โดยที่เราไม่รู้ตัวเพราะมันเป็นพลังงานความสุขที่ไม่สามารถชั่งตวงวัดด้วยมาตรวัดใดๆ เราต้องใช้จิตใจรับรู้และสัมผัสมันอย่างละเอียดอ่อน ที่สำคัญต้องให้ไปก่อนโดย “ไม่หวังอะไรตอบแทน” ไม่หวังว่าจะได้ความรักกลับคืนมา มันเหมือนรอยยิ้ม ยิ้มออกไปกว้างๆ ยิ้มให้กับผู้คนและโลกที่สวยงาม(แม้จะเวิ่นเว้อเว่อร์วังอยู่หลายที)ยิ้มให้กับความสำเร็จหรือแม้แต่ความพ่ายแพ้ที่ทำให้เราลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ยิ้มให้กับตัวเองในกระจกแม้ในวันที่น้ำตาไหล หัวใจสลายและไม่มีใครแต่เรายังเหลือตัวตนพร้อมลมหายใจ ช่วงเวลาที่ยิ้มให้กับตัวเองและคนอื่นๆหากสังเกตุใหัดีจะเป็นดั่งลมพัดโชยมาลู่หน้าผากและลูกผมในวันที่แสงอาทิตย์แผดเผาทุกสิ่งบนโลก เมื่อจิตมันเย็นทุกอย่างก็จะเย็นลงของมันเอง...เราต้องแจกจ่ายความรักออกไปก่อนแล้วความรักมันจะคัดเลือกคนดีๆ ให้เข้ามาอยู่ในชีวิตเราเองโดยไม่ต้องค้นหาหรือพยายามและความรักก็จะคุ้มครองปกป้องปัดเป่าคนไม่ดีออกไปจากชีวิตเราเช่นกัน...ความรักมันช่างแข็งแรง!
  
          “ความรักคือความหวังดีและให้อภัย” ใครไม่รู้บอก รู้แต่ว่ามันจริง เราไม่สามารถอยู่กับใครได้หากใช้แค่ความลุ่มหลงเข้าข้าง เพ่งมองไปแค่ส่วนดีของคนๆ นั้น...ตราบใดที่เราเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ด้วยกัน โลกนี้คือสมดุลระหว่างความดีกับความเลว จิตใจของคนก็คือสมดุลระหว่างความดีกับความเลวเช่นกัน เมื่อความลุ่มหลงในช่วงโปรโมชั่นหมดไปเราต่างจะกลับไปเป็นตัวของตัวเอง หมุนด้านมืดออกมาทีละน้อยทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ...ความรักใช้ในการเริ่มต้นแต่การให้อภัยใช้ในยามที่ขัดใจหรือไม่เข้าใจเพื่อต่อความสัมพันธ์ให้ยืนยาว มิเช่นนั้นแล้วความสัมพันธ์จะกุดขาดสะบั้นในยามที่ไม่เข้าใจกัน เวลานั้นความรักอย่างเดียวคงไม่พอ การให้อภัยจึงต้องรับช่วงทำหน้าที่ต่อเพื่อให้สิ่งที่เริ่มต้นไว้ยืดยาวและยั่งยืน ยิ่งอภัยมากก็แปลว่ายิ่งรักมาก(มากไปนะบางที!)....ความรักมันช่างแข็งแรง!
  
          "ธรรมะและความรักในพุทธศาสนาแบ่งความรักเป็น2แบบคือเสน่หาและเมตตา....ความรักแบบต้องการครอบครองต้องถูกใจฉัน ถ้าทำผิดใจฉันๆ จะไม่รัก รักแบบต้องการความรักตอบแทนอันนี้เรียกว่า "รักแบบเสน่หา" รักแบบนี้ในทางพุทธศาสนาท่านเรียกเป็นเหตุแห่งการเกิดทุกข์....รักอีกแบบคือรักโดยไม่หวังจะได้ความรักตอบแทน รักเพียงแต่หวังจะให้คนที่เรารักมีแต่ความสุข เขาจะรักหรือไม่รักเราก็ช่างเขา รักเขาในฐานะใดก็ได้ เพื่อน พี่น้อง ไม่ได้ยึดติดถือมั่นว่าเขาจะต้องเป็นของเรา อันนี้ทางธรรมะพระท่านเรียกว่าเมตตา รักแบบเมตตาไม่ว่าเขาจะรักเราหรือไม่รักเราก็เป็นสุขเพราะไม่ได้คิดจะยึดครองเขาไว้ตั้งแต่ต้น พวกเราทั้งหลายจะเลือกรักแบบใด"
 
          บทความสั้นๆที่พี่สาวฉันคัดลอกเอามาจากในเนตส่งมาให้อ่าน พระท่านสอนเอาไว้ให้รู้จัก “รักแท้”...รักโดยไม่หวังผลตอบแทนและไม่ครอบครอง...เฮ้อ!ช่างทำยากเย็นเสียเหลือเกิน นางมารลีหมกโช้วอย่างฉันจะพยายามทำให้ได้อย่างที่พระท่านสอนไว้....ก่อนจะรู้จักว่าเราเลือกที่จะรักแบบไหนก็ต้องใช้สติไตร่ตรองและจับเอาอารมณ์ให้ได้ก่อน รู้เท่าทันความคิดเราเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ เวลาที่ไม่พอใจและไม่ได้ดั่งใจ เราจะมองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นกลางตามความจริงได้แค่ไหน เราจะเหนี่ยวรั้งจิตใจให้เข้าไปอยู่ในความดีมีเมตตาไม่ใช่เสน่หาแบบเอาทุกอย่างมาครอบครองได้แค่ไหน จังหวะที่ทำได้ก็คือจังหวะที่เรา “ฝืนใจ” ตัวเองนั่นแหละ แล้วปล่อยให้สิ่งที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง กลับมาจัดการกับใจตัวเองที่มุ่งแต่จะเอาให้ได้ดั่งใจ(เอาแต่ใจ) เห็นแก่ความสุขของคนที่เรารักมากกว่าความสุขของตัวเราเอง...เอิ่ม..อิฉันจะทำได้มั๊ยเจ้าคะหลวงพ่อ? หากใครทำได้ก็จะได้พบกับรักแท้อันยิ่งใหญ่ในหัวใจดวงน้อยๆ...ตราบเท่าที่เรายังเชื่อว่า....ความรักมันช่างแข็งแรง!
 
          สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณผู้อ่านที่น่ารัก
 
          เจนนิเฟอร์ คิ้ม