
ถ้ายูทูบคือคำตอบ
07 ม.ค. 2559
ถ้ายูทูบคือคำตอบ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ
ดูเหมือนว่าการที่ยูทูบ (YouTube) มาเปิดทำการที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีที่ผ่านมา จะกลายเป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ของวงการเพลงไทยหลังจากที่เดินดุ่มอยู่ในความมืดมานาน และมีคนพลัดหายไปในความมืดไปไม่น้อย
การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ศิลปินที่มีคลิปบนยูทูบได้รายได้หากคลิปหรือมิวสิกวิดีโอในยูทูบของพวกเขามียอดวิวเยอะๆ ซึ่งจะว่าไป การแข่งกันทำยอดวิวก็เหมือนจะเป็นตัววัดความสำเร็จของศิลปินไทยอยู่แล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าพอมีเรื่องรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง คราวนี้แหละ ศิลปินไทยคงจะต้องทุ่มเทกับการทำคลิปในยูทูบให้จริงจังมากขึ้นไปอีก
คำถามคือ แล้วทำอย่างไรถึงจะมียอดวิวเยอะๆ ในยูทูบล่ะ?
เรื่องนี้น่าคิดครับ เพราะยอดวิวนั้นไม่ใช่ยอดขายอัลบั้มหรือดาวน์โหลดที่บ่งบอกว่ามีผู้ฟังยอมจ่ายเงินซื้อเพลงของศิลปินมากน้อยแค่ไหน และก็ต่างจากยอดการดาวน์โหลดริงโทนหรือเพลงรอสายที่บ่งบอกว่ามีคนฟังอยากได้เพลงนี้ไปประดับโทรศัพท์มือถือสักเท่าไหร่ แต่มันคือยอดที่บอกว่ามีคนดูคลิปของเพลงๆ นี้เท่าไหร่
ที่บอกว่าน่าคิด เพราะว่ามันอาจจะมีผลต่อเพลงไทยในปีนี้และปีต่อๆ ไปอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย
ในสมัยก่อนหน้านี้ที่ทั้งแวดวงลูกทุ่งและเพลงไทยสากลคิดว่ายอดดาวน์โหลดริงโทนหรือเพลงรอสายเป็นทางออกทางหนึ่ง เราจะได้ยินเพลงที่เกี่ยวกับการโทรศัพท์ออกมากันหลายต่อหลายเพลง ท่อนฮุกบางเพลงราวกับถูกออกแบบเอาไว้สำหรับใช้ประดับมือถือเลยก็มี ซึ่งทำไปทำมาก็ทำให้เนื้อหาของเพลงเหล่านั้นดูตั้งใจสำหรับการนี้อยู่ไม่น้อย ส่วนในยุคก่อนหน้านี้ที่เรายังซื้องานเพลงเป็นอัลบั้ม เราก็จะได้เห็นงานเพลงบางงานเป็นการทำเพลงที่เน้นเพลงโปรโมทหรือเพลงประเภทตีหัวเข้าบ้านสัก 2-3 เพลง (ส่วนใหญ่จะวางไว้ต้นๆ อัลบั้ม) แล้วเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มก็ไม่ได้พิถีพิถันอย่างเท่าเทียมกันนัก นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของการออกแบบงานให้สอดคล้องกับการหารายได้
และต่อไปนี้คือสิ่งผมลองเดาๆ ดูว่าอาจเกิดขึ้นกับแวดวงเพลงไทยในเวลาต่อจากนี้ครับ
ประการแรก เพราะคลิปนั้นหมายถึงการมีทั้งเสียงและภาพอยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเราก็น่าจะได้เห็นการทำมิวสิกวิดีโอที่เข้มข้นและจริงจังมากขึ้น โดยโจทย์หนึ่งที่ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอน่าจะต้องได้รับมอบหมายคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ (ตัวอย่างของมิวสิกวิดีโอที่น่าสนใจในปีที่ผ่านมาคือ เชือกวิเศษ ของ ลาบานูน ที่ใช้นักบอลไทยชื่อดังมาแสดงในพล็อตเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ และเพลง ไม่เคย ของ 25 Hours ที่ทำได้สะเทือนใจ ชวนให้ยิ้มทั้งน้ำตาจนอยากดูซ้ำบ่อยๆ) และเป็นไปได้ว่าเราอาจจะเห็นพวกเน็ตไอดอลมาเล่นมิวสิกวิดีโอมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้มีฐานแฟนๆ ในโลกออนไลน์กันอยู่แล้ว
ประการต่อมา เราอาจจะได้เห็นการพยายามสื่อสารจากค่ายเพลงหรือศิลปินว่า ถ้าชอบกัน รักกัน ก็ช่วยดูซ้ำ ฟังซ้ำบ่อยๆ แล้วก็ช่วยแชร์ ช่วยเชียร์คลิป และอาจถึงขั้นมีการจัดกิจกรรมทางการตลาด ประเภทมากดติดตาม คลิกดูเพื่อสร้างยอดวิว หรือร่วมเล่นเกม แจกรางวัล แข่งกันจับรายละเอียดในคลิปเพื่อหาคนที่ดูคลิปของศิลปินหลายๆ รอบเลยก็เป็นไปได้
ประการสุดท้าย คือจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีคนทำเพลงแต่งเพลงสักเพลงเพื่อเชียร์ให้คนมาคลิกดูยูทูบเพลงนี้กันเยอะๆ?
ข้อนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะมันคงไม่ง่ายเหมือนกับการแต่งเพลงให้เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์ แต่ก็ไม่แน่หรอกครับ ความคิดสร้างสรรค์ของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง เร็วๆ นี้เราอาจจะมีไทยเพลงที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างลงตัวก็ได้นะ และอย่างน้อยที่สุดเราก็อาจจะได้ฟังเพลงที่เจาะกลุ่มคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้นล่ะครับ
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจในโลกยูทูบของเพลงไทยครับ คือหลายๆ เพลงที่มีทั้งมิวสิกวิดีโอและคลิปแบบที่เอาไว้ฟังเพลงเฉยๆ (ที่เรียกว่าออดิโอคลิป) ปรากฏว่าคลิปที่เอาไว้ฟังเพลงเฉยๆ โดยไม่มีภาพเคลื่อนไหวประกอบกลับมียอดวิวที่สูงกว่ามาก ซึ่งนั่นหมายความว่าคนฟังเพลงส่วนหนึ่งยังใช้ยูทูบเพื่อการฟังเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการดู
แต่ผมคิดว่าต่อไปในอนาคต พฤติกรรมเหล่านี้อาจจะถูกตอบโจทย์ด้วยเว็บแบบสตรีมมิ่งก็เป็นได้ (อย่างตอนนี้เรามี Fungjai.com ที่รวมเพลงอินดี้เอาไว้มากมายให้ฟังกันแบบสตรีมมิ่งกันแล้ว)
ที่สุดแล้ว ผมยังเชื่อว่าเพลงที่ลงตัวลงใจ อย่างไรก็มีคนฟังเยอะครับ เพราะดูเพลงที่มียอดวิวสูงๆ วันนี้ทุกเพลงก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพลงที่แต่งได้อย่างกลมกล่อมกันทั้งนั้น และข้อดีของการเอาเพลงขึ้นยูทูบประการหนึ่งก็คือ มันทำให้เพลงมีอายุการฟังบนโลกออนไลน์ได้ยาวนาน ดังนั้นถ้ายอดวิวในวันนี้ยังไม่เยอะ ในวันต่อไป เดือนต่อไป ปีต่อไป ก็อาจจะมีโอกาสค่อยๆ สะสมยอดวิวไปเรื่อยๆ ได้ โดยอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับภาพเคลื่อนไหวที่ฉูดฉาดก็ได้
แค่ต้องเป็นเพลงที่ยืนหยัดผ่านวันเวลาให้ได้นานสักหน่อยเท่านั้นเอง



