บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง : หนังไทยดีๆ ในปี58

เอกเขนกดูหนัง : หนังไทยดีๆ ในปี58

31 ธ.ค. 2558

เอกเขนกดูหนัง : หนังไทยดีๆ ในปี 58 : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
      ปีมะแม กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ตลอดทั้งปี 2558 ที่ผ่านมา เมื่อกลับมาทบทวนจำนวนหนังไทยที่เข้าฉายกว่า 60 เรื่องก็พบว่า ปีนี้มีหนังดีๆ ที่น่าสนใจและน่าเสียดายว่า หนังเหล่านั้น ส่วนใหญ่เมื่อครั้งออกฉายไม่ได้การตอบรับที่ดีเท่าที่ควร แต่ก็เชื่อแน่ว่าปีหน้าหนังทั้ง 4 เรื่องนี้ น่าจะมีชื่อบนเวทีประกาศรางวัลถ้าไม่ในฐานะผู้ชนะ อย่างน้อยก็มีชื่อเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมเป็นเครื่องปลอบประโลมใจตอบแทน
 
 
เพลงของข้าว (The Songs of Rice)
 
      หนังดีๆ เรื่องแรกที่เข้าฉายตั้งแต่ต้นปีในเดือนมกราคม ดีกรีผู้กำกับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ เจ้าของรางวัลมากมายในระดับนานาชาติจาก “สวรรค์บ้านนา” ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของเขา ส่วน “เพลงของข้าว” เป็นหนังยาวเรื่องที่สาม ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นการปิดไตรภาคเรื่องของชาวนา (เรื่องแรกชื่อ “เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ”) ซึ่งครั้งนี้เขาถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสารคดีที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตผู้คนในแต่ละพื้นถิ่นทั้ง 4 ภาค ที่ต่างอยู่ร่วมในมหรสพแห่งการบูชาข้าว อันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วคน...หนังเล่าเรื่องโดยไม่มีคำบรรยายหรือบทสัมภาษณ์ใดๆ หากแต่ใช้สถานการณ์ตรงหน้า พิธีกรรม งานรื่นเริง ในการประโคมสมโภชพระคุณแม่โพสพรวมถึงภาพการเก็บเกี่ยวอันสะท้อนถึงความปลื้มปีติในผลผลิต ชีวิตชีวาของผู้คนที่ดำรงอยู่บนผืนนา ผืนไร่ มีรวงข้าวสีทองหล่อเลี้ยงชีวิต... “เพลงของข้าว” คือหนังสารคดีที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ระหว่างรับชม เพราะงามด้วยภาพ อิ่มเอมด้วยสรรพเสียง ตรึงใจจากวิถีของผู้คน
 
 
พี่ชาย My Hero (How to Win At Checkers…Every Time)
 
      นี่คือหนังตัวแทนประเทศไทย เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปีนี้ รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย หลายคนบอกว่านี่คือภาพสะท้อนสังคมไทยผ่านสื่ออย่างภาพยนตร์ได้ซื่อตรง กล้าหาญ และเต็มไปด้วยชั้นเชิงทางศิลปะภาพยนตร์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญเป็นผลงานของผู้กำกับลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกันชื่อ จอช คิม ที่พูดไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ หากนำเสนอประเด็นความย้อนแย้งของสังคมไทยได้อย่างรันทดแต่ประทับใจออกมาได้ยอดเยี่ยม ผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของสองพี่น้องกำพร้า ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด และใช้ชีวิตต่อไปในวันหน้าหลังพี่ชายเข้ารับราชการทหารผ่านการคัดเกณฑ์ ซึ่งความย้อนแย้งที่ว่าก็คือตัวละครสำคัญในเรื่องต่างมีเพศสภาพขัดแย้งกับสถานะของการชายชาติทหารตามมายาคติของผู้คนในสังคม ความน่าทึ่งก็คือหนังเต็มไปด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมและเป็นธรรมชาติของเหล่านักแสดงหน้าใหม่ ทั้งๆ ที่ผู้กำกับเป็นคนเกาหลี... เขาทำได้อย่างไรในการควบคุม ชี้นำ หรือกำกับทิศทาง ของนักแสดงเหล่านั้นให้ดำเนินไปตามเป้าประสงค์ได้อย่างใจหมาย ประหนึ่งว่าเขามีเลือดเนื้อเชื้อชาติไทย ที่เข้าใจบริบททางสังคมอย่างจะแจ้ง ปรุโปร่ง หนังน่าจะเข้ารอบลึกๆ และชวนลุ้นให้ติดหนึ่งในห้าเรื่องสุดท้ายของเวทีออสการ์และลูกโลกทองคำเป็นอย่างยิ่ง
 
 
ฟรีแลนซ์... ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ
 
      เมื่อคนทำหนังอิสระ ที่ผลงานของเขา ปฏิเสธวิธีการเล่าเรื่องหรือเนื้อหาที่แตกต่างออกไปจากหนังในกระแสหลักได้รับโอกาสให้ทำหนังจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ที่เน้นทำหนังเชิงพาณิชย์เป็นหลัก คำถามจากแฟนหนังของเขาก็คือ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จะรักษาตัวตนหรืออัตลักษณ์เส้นสายลายมือของเขาเอาไว้ไม่ให้ผันแปรไปตามเงื่อนไขทางธุรกิจได้หรือไม่...คำตอบคือ “ได้” และทำได้ดีเสียด้วย ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่ชื่อ “ฟรีแลนซ์” เพราะไม่เพียงสไตล์การเล่าเรื่องที่ไม่เน้นความเนี้ยบของงานสร้าง ประเภทภาพไม่ต้องสวย แสงเงาไม่สนใจ ฉากไม่อลังฯ ดนตรีไม่บิ้ลท์ ใส่ใจกับการแสดงที่นักแสดงแต่ละคนสวมบทบาทตัวละครได้ยอดเยี่ยม รักษาบุคลิกลักษณะของผู้คนในสาขาอาชีพที่พวกเขาเป็นได้อย่างสมจริง มีความคิดอ่านที่ผิดแผกแตกต่างและถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตนแต่กลมกลืนไปกับเนื้อหาและสะท้อนใจความสำคัญที่คนทำหนังต้องการสื่อได้อย่างเฉียบคม ตรงเป้าประสงค์ ที่สำคัญบรรลุเป้าหมายของบริษัทผู้สร้างด้วยรายได้เฉียด 80 ล้านบาท แม้ตัวหนังจะไม่ประนีประนอมและต้องตรงต่อรสนิยมของแฟนประจำค่ายจีทีเอชสักเท่าไหร่นัก แต่การตลาดที่แข็งแรงก็พาให้หนังที่ไม่ได้ทำเอาใจตลาดประสบความสำเร็จเกินคาด ได้ทั้งเงินและอาจจะคว้าทั้งกล่องมาได้ในเวทีประกาศรางวัลปีหน้า โดยเฉพาะการแสดงของนักแสดงนำทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็น ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ วิโอเลต วอเทียร์
 
 
Snap แค่...ได้คิดถึง
 
      นี่คือหนังรักที่สะท้อนประเด็นการเมืองการปกครองได้อย่างแหลมคมประนีประนอมรอมชอม และเป็นปากเสียงของผู้คนในสังคมที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อสภาพการบ้านการเมืองในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาได้อย่างแยบยล นับจากเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร ปี 2549 จนมาถึงเหตุการณ์ยึดอำนาจโดยกองทัพปี 2557 ผ่านเรื่องราวความรักของคู่หนุ่มสาว ที่มีส่วนร่วมในทั้งสองเหตุการณ์อย่างไม่ตั้งใจ...ที่สำคัญผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ทั้งสื่อความหมาย แสดงความนัย ต่อภาพการเมืองไทยทั้งต่อหน้าและซ่อนเร้น ที่ต้องตีความ ถอดรหัส แต่ก็ไม่ได้เกินความเข้าใจของคนที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด รวมถึงการทำหน้าที่สะท้อนภาพสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างแจ่มชัด ยอดเยี่ยมจนสามารถเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าชิงออสก้าร์หรือลูกโลกทองคำได้ไม่แพ้พี่ชาย My Hero เลยทีเดียว
 
      เรื่องหลังสุดเข้าฉายสัปดาห์นี้ ส่วนอีกสามเรื่องก่อนหน้า รอปรบมือดังๆ เป็นกำลังใจให้พวกเขาเมื่อยามไปปรากฏตัวบนเวทีในฐานะหนังที่มีความยอดเยี่ยมในศิลปะภาพยนตร์แขนงต่างๆ อย่างน้อยวันที่เข้าฉายแม้ไม่ค่อยมีคนส่วนใหญ่ซื้อตั๋วมาดู แต่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งเห็นในสิ่งที่พวกเขาตั้งใจและบรรจงบอกเล่ากล่าวขานผ่านสื่อที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” ขอแสดงความคารวะจากหัวใจครับ!