บันเทิง

'Two Days, One Night'

'Two Days, One Night'

17 ธ.ค. 2558

'Two Days, One Night' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปที่เกิดขึ้นเมื่อราว 6 ปีก่อน ไม่เพียงส่งผลกระทบไปทั่วทุกหย่อมหญ้าตั้งแต่ระดับมหภาคยันจุลภาค หากแต่ยังไปกระทบใจคนทำงานศิลปะภาพยนตร์อย่างสองพี่น้อง ฌอง ปิแอร์ และ ลุคดาร์เดน…อันที่จริงไอเดียเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปี 2000 จากเรื่องจริงของคนงานในโรงงานแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส เมื่อผลผลิตจากการทำงานของพวกเขาไม่ดีพอที่จะได้รับโบนัสและใครบางคนต้องถูกให้ออกจากงาน และในหลายปีต่อมาพี่น้องดาร์เดนได้ยินได้ฟังกรณีแบบนี้อีกครั้งในเบลเยียม อิตาลี และสหรัฐอเมริกา พวกเขาเลยตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งครั้งนี้พี่น้องดาร์เดนไม่เพียงใช้ตัวละครหญิงสะท้อนภาพเศรษฐกิจ สังคม ของชนชั้นแรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจังเท่านั้น หากแต่ยังถ่ายทอดชะตากรรมผู้คนที่ตกอยู่ในห้วงความทุกข์ยากไม่ต่างกัน เส้นศีลธรรมถูกตั้งคำถามบนบาทวิถีแห่งชีวิตและหนทางการเอาตัวรอด
 
          เรื่องราวการเดินทาง 2 วัน 1 คืนของ “ซองดรา” คนงานหญิงประจำโรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองลีจก์ของประเทศเบลเยียม ที่เพิ่งถูกเพื่อนร่วมงานโหวตให้ออก เพื่อคนที่เหลือจะได้รับเงินโบนัส 1,000 ยูโร โดยก่อนหน้านี้เธอต้องพักรักษาตัวจากอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า “ซองดรา” ไปพบผู้บริหารเพื่อขอกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าหัวหน้างานของเธอได้โน้มน้าวข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ถ้าไม่โหวตให้เธอออกก็จะต้องมีใครบางคนออกไปอยู่ดี ดังนั้นหนทางที่จะได้กลับมาทำงานอีกครั้งคือการโหวตใหม่ที่เป็นธรรม และที่สำคัญเธอต้องออกเดินทางไปพบเพื่อนร่วมงานเพื่อโน้มน้าวชักจูงให้พวกเขาลงคะแนนให้เธอได้กลับเข้ามาทำงาน แน่นอนว่าคนเหล่านั้นต้องแลกกับการสูญเสียเงินโบนัส 1,000 ยูโร บางคนยอมช่วยเหลือเธอเพราะเห็นมนุษยธรรมหรือคุณความดีที่เธอเคยทำไว้ ในขณะที่อีกหลายคนก็ปฏิเสธด้วยหลายเหตุผล เพราะบางคนมีชีวิตที่ลำบากไม่น้อยไปกว่ากัน บางคนก็ปฏิเสธเพราะเห็นแก่ความสุขส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่นอยากได้เงินโบนัสไปทำระเบียงบ้านใหม่
 
          ไม่ว่า “ซองดรา” จะได้รับการโหวตกลับเข้ามาทำงานอีกครั้งหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอภูมิใจกับมันในการเดินทางครั้งนี้คือการได้ลุกขึ้นสู้
 
          ตัวละครหญิง ไม่เพียงถูกใช้เป็นเหยื่อในหนังฆาตกรรมเขย่าขวัญเท่านั้น หนังดราม่าสะท้อนสังคมหลายๆ เรื่อง ผู้หญิงมีบทบาททั้งในฐานะเหยื่อที่ตกเป็นผู้ถูกกระทำและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเป็นผู้กระทำบ้าง “ซองดรา” ก็อยู่ในกรณีนี้ อาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ถึงกับทำให้เธอถูกอัปเปหิออกจากงาน เพียงเพื่อคนงานบางส่วนจะได้โบนัส ซึ่งอันที่จริงโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงแต่อย่างใด เป็นเพียงอาการทางจิตที่ผู้ป่วยก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติทั่วไปได้ในสังคม แต่คนในองค์กรบางส่วนกลับฉวยโอกาสหาประโยชน์จากสิ่งนี้ และเพื่อปากท้องครอบครัวทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันชอบธรรมบ้าง...
 
          ในสถานการณ์แบบนี้ เรื่องราวคล้ายๆ กันแบบนี้ ทำให้นึกถึงหนังไทยเมื่อหลายปีก่อนอย่าง “เรื่องตลก 69” ตัวละครหญิงอย่าง “ตุ้ม” ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจปี 2540 เมื่อเธอถูกให้ออกจากงาน “ตุ้ม” ไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง หากแต่เธอต้องพยายามดำรงชีพอยู่ต่อไปในท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง และต่อสู้กับต่อมจริยธรรมในใจเมื่อจู่ๆ มีกล่องใส่เงินล้านมาวางอยู่หน้าห้องพัก เธอเลือกจะเอาไปคืนหรือแอบเก็บเอาเงินมาใช้เสียเอง จนต้องเผชิญกับเรื่องวุ่นๆ ตามมา
 
          เมื่อตัวละครหญิงเป็นผู้ถูกกระทำและลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิ์อันชอบธรรม ตัวละครชายจึงกลายเป็นผู้ร้าย เป็นพวกเห็นแก่ตัว กลุ่มคนที่ไม่โหวตให้ “ซองดรา” กลับเข้ามาทำงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย หรือกระทั่งสามีของเธอที่แม้จะคอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจตลอดเวลา แต่บทบาทหน้าที่ของการดูแลครอบครัวเขาก็ไม่สามารถวางตัวเองอยู่ในฐานะผู้นำได้เต็มที่ แรงผลักดันหนึ่งคือสามีของเธอที่บอกว่า ถ้าไม่มีรายได้จาก “ซองดรา” ครอบครัวต้องมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านแน่ๆ ตัวละครชายคนนี้น่าจะถูกตั้งคำถามว่า ความพยายามช่วยเหลือภรรยาของเขาครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยความชอบธรรมหรือเพียงเพราะจริงๆ แล้วก็เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น ...อาชีพพ่อครัวของสามี “ซองดรา” อาจไม่พอเลี้ยงครอบครัว หรือเขาอาจจะเลิกรักเธอไปแล้ว แต่ที่อยู่ด้วยกันก็เพราะความสงสาร และเพราะเธอเองก็เป็นกำลังสำคัญในการหาเงินเข้าบ้านด้วยเหมือนกัน
 
          ฉากหนึ่งในหนังที่เธออยู่ในภาวะเครียดสุดขีด จนมีปากเสียงกับสามีระหว่างเดินทางไปพบเพื่อนร่วมงาน “ซองดรา” เอ่ยถามสามีว่า เขาหมดรักเธอแล้วใช่มั้ย เพราะตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีเซ็กส์กับเธอเลย...ฉากนี้อาจจะเกิดขึ้นเพื่อถ่ายทอดสภาวะความเครียดในจิตใจที่ตัวละครอย่างซองดราต้องเผชิญก็ได้ หรืออาจเป็นฉากสะท้อนปัญหาเล็กๆ ในครอบครัวที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ (เช่นวุ่นอยู่กับการทำมาหากินจนไม่มีเวลาทำเรื่องอย่างว่า หรือสามีอาจจะสงสารเธอ อยากให้พักผ่อนไม่อยากรบกวนก็เป็นได้) เพราะสุดท้ายหนังก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าสามีของซองดรา มีทีท่านอกใจภรรยาแต่อย่างใด แน่นอนว่าคนทำหนังไม่ได้ใส่เรื่องเหล่านี้เข้ามาเพื่อต้องการบีบคั้นอารมณ์ดราม่าด้วยการซ้ำเติมชะตากรรมตัวละครยิ่งขึ้น หากแต่เพราะพี่น้องดาร์เดนเลือก เล่ามุมของความ “มุ่งมั่น” ในตัวละครของเขาอย่างชัดเจนต่างหาก
 
          เหตุการณ์สองวันหนึ่งคืนของ “ซองดรา” จึงสะท้อนเรื่องราวสภาพสังคมในยุโรปได้อย่างเข้มข้น ทั้งประเด็น เนื้อหา มีตัวละครที่จำลองชีวิตผู้คนได้อย่างสมจริง จากการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ มาริยง โกติยาร์ ที่เล่นแบบนำเดี่ยวตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างงดงาม ตรึงใจ