
จับตาเพลงลูกทุ่งแนวใหม่ถ่ายทอดวิถีชีวิตยุคเออีซี
07 ธ.ค. 2558
ลูกทุ่ง : จับตาเพลงลูกทุ่งแนวใหม่ ถ่ายทอดวิถีชีวิตยุคเออีซี
สุรินทร์ ภาคศิริ–แวง พลังวรรณ สองกูรูลูกทุ่ง ชี้เพลงลูกทุ่งยุคเออีซีจะเปลี่ยนแนวเน้นความหลากหลายของวิถีคนในกลุ่มมากขึ้น ย้ำไทยได้เปรียบทางวัฒนธรรม
ครูสุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงอาวุโสกล่าวกับทีมข่าวบันเทิง "คม ชัด ลึก” ถึงความผูกพันของเพลงลูกทุ่งกับสปป.ลาวในยุคเออีซีที่จะถึงในปีหน้าว่า
“เพลงยังเป็นแบบร่วมสมัยที่ผูกพันกันมานานแล้ว ยังไงต้องไปด้วยกันอยู่ดีแยกกันไม่ออก แต่ว่าเนื้อหาของเพลง อารมณ์ของเพลง จุดประสงค์ของเพลงอาจจะแตกต่างกันบ้างในความรู้สึก อย่างสปป.ลาว เคยเป็นประเทศปิดมาก่อน เพลงรักประโลมโลกที่มันเป็นเรื่องการเมือง เพลงเหล่านี้ทางสปป.ลาวเขาจะไม่อนุญาต กลายเป็นเพลงใต้ดิน ถ้าเป็นเพลงเกี่ยวกับความรักทั่วไปแนวร็อก ก็จะเหมือนประเทศไทย ถ้าเรามีแนวเพลงแบบไหนที่โด่งดังทางลาวก็จะมีนักร้องหรือเพลงแนวนั้นตามออกมา เพราะประเทศเรารักใคร่ใกล้ชิดกัน นักร้องไทยก็ไปแสดงคอนเสิร์ตในลาวมากมาย บางทีถ้าวงการลูกทุ่งบ้านเราวนกลับไปเป็นแนวลูกทุ่งไทยเดิม ลาวเขาก็จะกลับเป็นแนวบ้านนาของเขา ผู้บริโภคฟังแบบไหนก็ตามกัน ที่ผ่านมาเพลง “ปลาค้อใหญ่” ทางฝั่งลาวโด่งดังมาก ทางไทยก็นำเพลงนี้มาร้องดัดแปลงให้ถูกตลาดนิยม เห็นไหมว่าวงการเพลงลูกทุ่งไทยกับสปป.ลาวนั้นผูกพันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันมาก"
ทางด้าน แวง พลังวรรณ นักคิดนักเขียนด้านเพลงลูกทุ่งกล่าวเสริมถึงแนวเพลงลูกทุ่งในยุคเออีซีที่จะถึงนี้ว่า
“เพลงลูกทุ่งนั้นมีลักษณะพิเศษของมันคือไม่ใช่เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์เท่านั้น เพลงลูกทุ่งเป็นเพลงที่จดจำประวัติศาสตร์ จดจำวิถีชีวิต จดจำความเป็นไปในสังคมของมนุษย์ บันทึกความเชื่อมสัมพันธ์ต่างๆ นี่คือลักษณะที่พิเศษของเพลงลูกทุ่ง เพลงบ้านนา มันเป็นเพลงสำหรับชาวบ้านคนทั่วไป ฉะนั้นการเชื่อมกันของเออีซี ไม่ว่าจะอยู่ในขอบไหนก็แล้วแต่ ขอให้คนที่อยู่ในแวดวงที่ผลิตเพลงที่สร้างสรรค์เพลง มีความคุ้นเคย คุ้นชินกันระดับหนึ่ง”
ผู้สื่อข่าวถามว่าวงการเพลงลูกทุ่งจะได้เปรียบเพื่อนบ้านอย่างไร นักเขียนแห่งภาคอีสานบอกว่า
“เรามีต้นทุนตั้งเยอะ เราอยู่ในแถบนี้เราได้เปรียบตั้ง 3-4 ประเทศ อาเซียนมี 10 ประเทศเราได้เกือบครึ่งแล้วที่เรารู้ใจและเข้าใจกันไปมาหาสู่กัน ซึ่งเราไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ ดูคนที่อยู่ตามแนวชายแดนเขามีความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่อยู่ชายแดนแต่ละประเทศเช่นระนอง ก็รู้จักกับเกาะสอง พม่า อยู่ชายแดนเมืองกาญจนบุรี ก็รู้จักเพื่อนบ้านรอบๆ เรารู้จักกันหมด เรามีการไปมาหาสู่กันมาตลอด นี่เป็นต้นทุนของเรา แล้วประเทศ 4-5 ประเทศเหล่านี้ เราได้เปรียบแล้ว ถ้าคนไทยหลังจากที่มีการปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจสังคมอะไรก็แล้วแต่ คนพวกนี้ก็จะรู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น แล้วก็จะมีจุดร่วมกัน เสร็จแล้วศิลปินก็จะมาหยิบเอาไป เพราะว่าศิลปินเพลงลูกทุ่งของไทย ศิลปินเพลงบ้านนาของสปป.ลาว เขาจะหยิบเอาเรื่องต่างๆ มาสร้างเป็นบทเพลงแบบใหม่ ผมก็อยากจะดูเหมือนกันว่า เพลงจะออกมาแบบใด ผมเชื่อว่าต้องมีและก็จะเป็นเพลงที่บอกถึงวิถีของพี่น้องในบ้านเราและเพื่อนบ้านเราด้วย ผมว่าเพลงมันจะกว้างขึ้นจากทุกวันนี้มากทีเดียว”



