บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Snap'

เอกเขนกดูหนัง:'Snap'

26 พ.ย. 2558

'Snap' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          “ผมสิ้นหวังกับผู้คนมาตลอด มนุษย์เองก็เป็นอย่างนั้น เห็นๆ กันอยู่เป็นพันปีมาแล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์คือการสร้าง Device ใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ” คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับหนังเรื่อง Snap ตอบคำถามผู้ชมคนหนึ่งที่อยากรู้ว่า เขามีทัศนคติอย่างไรในการทำหนังเรื่องนี้ หลังการฉายรอบ Q&A ในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ จบลง เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (คนเต็มโรง จนแทบไม่มีที่ว่าง)
 
          แน่นอนว่า คงเดช ไม่ได้หยิบประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หลายพันปีมาบอกเล่าในหนังเรื่องล่าสุดของเขา หากแต่หยิบจับแค่ช่วงเวลา 8 ปี ที่เขารู้สึกว่า “8ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยพัฒนาไปไหน” ประโยคที่อดีตคู่รัก บอย-ผึ้ง กล่าวไว้แก่กันระหว่างที่ทั้งคู่ มาเจอกันเพื่อตามหาความทรงจำบางอย่าง...ความทรงจำที่ว่าคือปลาสีสวยหน้าตาเหมือนตุ๊กแก ที่เขาและเธอทะนุถนอมเลี้ยงดูในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยม
 
          Device หรือเครื่องมือที่คงเดชใช้ในการสะท้อนมุมมองทางสังคมของเขาในครั้งนี้ คือการถ่ายภาพ สแน็ปช็อต (Snap Shot) ผ่านเครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะโพสต์ไปบนอินสตาแกรม และติดแฮชแท็กข้อความสั้นๆ ที่ทั้งสื่อความหมายของภาพและความในใจของคนที่ถ่ายเขาใช้การเล่าเรื่องผ่านภาพจากอินสตาแกรมตั้งแต่เปิดเรื่อง และอีกหลายครั้งที่ใช้ภาพในลักษณะสแน็ปช็อต เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครอย่างรวบรัด...คงเดช บอกกับผู้ชมในรอบ Q&A ว่า แอพพลิเคชั่นของไอจี ทำให้ความความถวิลหาอดีตของเขากลับมาอีกครั้ง เขาคิดถึงภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์ม ฟิลเตอร์ในไอจีก็ตอบสนองความต้องการได้...ในมุมมองของผู้เขียน เมื่อเขาอยากจะสะท้อนมุมมองทางสังคม การเมือง การปกครอง ลงไปในหนัง ลูกเล่นของภาพบนไอจี และเรื่องราวความรักหนุ่มสาว จึงตกเป็นเครื่องมือของเขาในการนี้…
 
          บรรยากาศทางการเมืองช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549-2557 ถูกใช้เป็นฉากหลังในหนัง เหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 49 เป็นเหตุแห่งการพลัดพรากคู่รักวัยรุ่นโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อพ่อของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นนายทหารถูกเรียกตัวจากจังหวัดจันทบุรีเข้าประจำกรมกองเป็นการด่วน ฝ่ายหญิงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ มีแฟนใหม่เป็นนายทหารหนุ่ม ส่วนฝ่ายชายมีอาชีพช่างภาพ และทั้งคู่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานเพื่อนสนิทที่ไปจัดในโรงเรียนมัธยมที่ทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันมา
 
          Snap มีหน้าตาเป็นหนังรักจ๋าๆ อันว่าด้วยการกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆที่เคยมีร่วมกันของชายหนุ่ม หญิงสาวที่ ‘ผึ้ง’ มักจะโทษ ‘บอย’ ว่า ทำตัวหลักลอย เรื่อยเปื่อยไม่เอาไหน แค่นัดจะมาเจอกันยังลืม ทำให้ 8 ปีที่ผ่านมา ความรักของทั้งคู่ไม่ได้พัฒนาไปไหนไกล และในปี 2557 ก็เกิดรัฐประหารอีกครั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ค.ส.ช) เหตุการณ์ที่เกิดกับทั้งคู่ก็บังเอิญไปคล้ายกับเมื่อ 8 ปีก่อน หากแต่สถานะของ ‘ผึ้ง’ และ ‘บอย’ ต่างก็เปลี่ยนไป ตามสภาพสังคมแวดล้อม
 
          ความฉลาดของคงเดช ไม่เพียงวิพากษ์การเมืองผ่านพล็อตความรักหนุ่มสาวท่านั้น เขายังจิกกัดชนชั้นปกครองผ่านตัวละครที่ออกแบบมาได้อย่างน่าสนใจ ‘พี่แมน’ แฟนหนุ่มคนใหม่ของผึ้ง นายทหารสัญญาบัตรยศ นาวาอากาศโทแห่งกองทัพอากาศ ... คงเดช แทนภาพด้วยความอ่อนน้อมสุภาพถ่อมตนในตอนแรก (ก่อนเกิดเหตุยึดอำนาจเดือนพฤษภาคม 2557) ตามมาด้วยการใช้อำนาจ (ทั้งความเป็นชายและนายทหาร) ควบคุม ตัดสินใจแทนผึ้ง (ละม้ายคล้ายเคียงกับม. 44 ในตอนนี้)
 
          ส่วน‘บอย’ที่ครอบครัวเปิดร้านซ่อมจักรยาน วันที่เขากลับบ้านครั้งแรกในรอบหลายปี คำตอบของพ่อจากการทักทายว่า “สมัยนี้คนกลับมาฮิตขี่จักรยาน” เป็นอีกหนึ่งมิติทางสังคมที่คงเดช เล่าคู่ขนานกันไป (ไม่นับฉากแก๊งเพื่อนๆ ขี่จักรยาน หรือฉากท้ายๆ ที่บอยปั่นจักรยานเองบ้าง จากที่เคยเหน็บแนมเพื่อนๆ ก่อนหน้านี้ว่า ตัวเองเบื่อเพราะเล่นปั่นจักรยานมาตั้งแต่เด็กๆ)
 
          8 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยตกเป็นทาสโซเชียลมีเดีย (อาทิ ทุกครั้งที่จะกินอะไรยังต้องถ่ายรูปอัพไอจี ในหนังยังเสียดสีเรื่องแม้กระทั่งจะหาคู่ครอง ยังต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต) หลงใหลไปกับการปั่นจักรยานออกกำลังกาย (แม้แต่คนที่อยู่จักรยานมาตั้งแต่เด็กจนเบื่อหน่ายอย่างบอย ก็อดลุกขึ้นมาตามกระแสกับเขาไม่ได้) แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนและวนเวียนอยู่กับที่คือเรื่องของการเมือง (8 ปี มีรัฐประหารสองครั้ง โดยคู่กรณีเดิมๆ คือทหารและพรรคการเมืองกับนโยบายประชานิยม คือไทยรักไทยและเพื่อไทย) ความรักของบอยกับผึ้ง 8ปี ไม่เคยพัฒนาไปไหน เฉกเช่นการเมืองไทยที่เส้นทางประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานนับหนึ่งใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (แน่นอนว่ามีอายุยาวนานกว่าชีวิตและความรักของทั้งผึ้งและบอย รวมทั้ง ตัวคนเขียนบทและผู้กำกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี)
 
          ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Snap เป็นหนังที่สะท้อนสังคมและการเมืองไทยได้อย่างเข้มข้นและคมคายที่สุด ณ เวลานี้ เป็นหนังดีที่ไม่อยากให้พลาดเมื่อเข้าฉายในรอบปกติ 31 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป (รอบพิเศษ 24-30 ธันวาคม)
 
.......................................
(หมายเหตุ 'Snap' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)