
เล่นหูเล่นตา:เยี่ยมญาติ(3)
16 พ.ย. 2558
เยี่ยมญาติ (3) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
การมาเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่นอกจากได้ความสบายใจและความรักจากญาติที่ฉันหาเอาเองแล้ว ยังทั้งสนุก มีความสุข กับการพักผ่อน เม้าท์แตก และที่สำคัญที่สุด “กิน!” ...
นอนพักในรีสอร์ทน้อยๆ ที่เพิ่งสร้างใหม่ในบริเวณบ้านคุณแม่ดาวเรืองซึ่งกว้างขวางกินเนื้อที่เป็นสิบไร่ “Nest” (เนส-รังนก) ของพี่อ้อย (ลูกสาวคุณแม่ดาวเรือง) ฉันหลับสนิทเป็นการหลับที่มีคุณภาพที่สุดในหลายเดือนที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะที่นี่มีสวนต้นไม้ใหญ่มากมาย อากาศดีและเงียบสงบจึงทำให้นอนสนิทไม่หลับๆ ตื่นๆ เหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ พอตื่นมาก็ได้กินอาหารเมืองแบบ “ขันโตก” ที่ไม่ได้ใส่โตกมาเพราะอาหารเกือบสิบอย่างเกรงว่าจะไม่พอใส่ กลายเป็น “ขันโต๊ะ” เพราะเอามาเรียงกันบนโต๊ะแน่นจนไม่มีที่วางจานแบ่ง อันได้แก่ ... น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม มาครบทีมกับ “ผักต้ม” จานเปลใหญ่เท่ากับชุดผักเพื่อสุขภาพในร้านสุกี้ มีทั้งฟักทอง กระเจี๊ยบ ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวาสด กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ไข่ต้ม ครบในจาน ไส้อั่ว แคปหมู แหนมหมก แกงฮังเล แกงโฮะ ลาบคั่วหมู ตำขนุน แกงหน่อ (ไม้) แกงแคไก่ ผักกาดจอ หมูคั่ว ฯลฯ ทั้งหมดยกเว้นตำขนุน (ตำมะหนุน เป็นฝีมือของแม่อ้ายมด เพื่อนสนิทฉัน)
นอกนั้นเป็นฝีมือของแม่ครัวที่นี่เอง ซึ่งพี่อ้อยกับคุณแม่ดาวเรืองเคี่ยวกรำจนฝีมือดี ฉันมาเชียงใหม่หลายสิบครั้งแต่ละครั้งก็จะไปหาชิมอาหารเมืองที่เขาว่าขึ้นชื่อดีงาม ต้นตำรับ แต่ในที่สุดของดีก็อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก มองไม่เห็นหรือคุ้นเคยเกินไปก็ไม่รู้ แต่ละร้านที่ไปชิมก็จะอร่อยบางอย่าง แต่ที่นี่บ้านคุณแม่อร่อยทุกอย่าง ด้วยความที่พี่อ้อยกับพี่หม่วย เป็นขาชิมตัวอ้วน เอ๊ย! ตัวเอ้ของเชียงใหม่ ร้านเป็นซอกเป็นรูก็ตามไปแงะไปแซะมาชิม ร้านไฮโซหรูหราฝรั่งจ๋าก็ไปไม่พลาด อะไรจะดั้งเดิมหรือแปลกใหม่จึงไม่เคยพ้นลิ้นของพี่อ้อยและพี่หม่วยไปได้ อยากอัพเดทร้านใหม่ฉันจะต้องถาม 2 คนนี้เท่านั้นเพราะบางร้านแต่งร้านสวยแต่อาหารสั่งมานั่ง “ดู” อย่าชิมเดี๋ยวจะเสียใจ! เน้นรสนิยมไม่ได้เน้นรสชาติ แต่ละร้านก็มีดีคนละอย่าง เลือกเสพสิ่งดีๆ เราก็จะไม่รู้สึกว่าเสียเที่ยว ไม่งั้นไปไหนๆ ก็จะไม่เคยถูกใจ บางร้านเด่นเรื่องเครื่องดื่ม บางร้านเด่นขนม (บางตัว) อร่อยกันไปคนละอย่างจะให้ถูกใจทั้งหมดคงยาก และจะเป็นการไร้คุณธรรมผสมกับใจแคบถ้าจะไปประจานร้านที่ไม่ถูกใจโดยเอาลิ้นไก่กาของเราไปตัดสิน ใน “สังคมอุดมคติ” ที่เรากำลังเป็นอยู่และส่งเสริมผู้คนให้แสดงความคิดเห็นตำหนิติเตียนหาข้อผิดพลาดของคนอื่นเอามาทำลาย ระบายอารมณ์ และปมด้อยของตัวเอง ถ้าจะทำอย่างนั้นก่อนลงมือขอให้หยิบกระจกมาส่องว่าใจร้้ายเท่ากับหน้าจริงๆ ใช่มั้ย? ถ้าใช่! ตามใจเลย! นักชิมที่ดีต้องมีมารยาทและคุณธรรม ไม่ดีก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าดีแล้วค่อยพูดถึง ไม่งั้นวันๆ มันก็จะมีแต่เรื่องเลวๆ ขัดใจให้พูดถึง เป็นคนสะสมความขัดใจ แล้วกลายเป็นคนมองโลกแง่ร้ายในที่สุด ไม่ต้องไปหาจิตแพทย์ที่ไหน แค่ถามใจตัวเองทุกวันว่า ... วันนี้มองเห็นความดีของตัวเองแล้วมองเห็นความดีคนอื่นบ้างไหม? ถ้าเห็น ... เราก็เป็นคนที่มี “มุมมองดีๆ” คนหนึ่ง ฉันว่ามันเหมือนกับการใช้ “บุญ” ที่มีในตัวเรา ค้นหา “บุญ” ในตัวคนอื่น ปล่อยให้ด้านดีในจิตใจทำงานก็เป็นการสร้างบุญโดยที่ยังไม่ต้องไปวัด บุญมันอยู่ที่ใจมากกว่าเอาตัวไปแล้วกลับมาเหมือนเดิม ... ใจร้ายเหมือนเดิม (เหมือนหน้า!) ... ว่ามั้ยคะคุณตำรวจ!
พี่หม่วยตามมากินข้าวเช้าแล้วพาพวกเราออกไปตะลอน ทริปนี้เป็นของนังนุชนาฎเพราะมันทำงานประจำไม่ค่อยมีโอกาสได้หยุดหลายวันต่อกัน อีนี่มันเป็นทั้งเพื่อนสนิท ลูกน้อง และบางทีมันก็เป็นศัตรู ว่าด้วยเรื่องเถียงผู้ใหญ่ อีนี่คือต้นตำรับคำว่า “เถียงคอเป็นเอ็น” จนคุณสีเกด ผู้จัดการ สั่งงดของหวานไม่ให้มันกินอะไรที่มีน้ำตาล เพราะ ... เห่าเก่งเหลือเกิน! คราวนี้มาเยี่ยมญาติฉันจึงต้องวางใจไว้ให้เป็นกลางและเย็น ไม่งั้นมีหวังฝังมันใต้ต้นมะขามบ้านคุณแม่แน่ๆ
“น้องจะไปซื้อของถวายสังฆทาน ทำบุญให้ป๊า (เฮียซ้งพ่อมัน) แล้วน้องค่อยไปร้านกาแฟที่น้องหาในเน็ตมีตั้งหลายร้าน แล้วน้องก็จะแวะกิน ...”
อีนุชเห่าอยู่ในรถไม่หยุด ตารางออนทัวร์ของมันแน่นยิ่งกว่านางงามออกขอบคุณสื่อหลังจากได้รับตำแหน่ง อือ ... รถกรูก็เสียค่าเช่า น้ำมันรถกรูก็เติม อาหารกรูก็จ่าย มันเอาตามใจมันอย่างนี้เลยอีนุช ... ครั้งนี้ยกให้มันก็ได้ พี่หม่วยพาไปวัดเก่าแก่กลางเมืองแห่งหนึ่ง ฉันนึกในใจว่าชาติหน้ากรูต้องมาเจออีนุชอีกใช่มั้ย? ขณะพระสวดสังฆทาน ฉันพลิกตัวไปมา 2-3 ครั้ง เมื่อยหลังและเข่า แล้วท่านยังอำนวยพรอีกยาว เอิ่ม .... ท่านคะ อิฉันทำแค่ถังเดียว ท่านสวดเหมือนถวาย 10 ถัง ดูเหมือนเราเอาเปรียบบุญยังไงไม่รู้ แต่ก็แอบคิดว่าญาติโยมทั่วไปคงชอบที่ให้พรเยอะๆ ฉันไม่รู้หรอกว่า นรก-สวรรค์มีจริงรึเปล่า? รู้แค่ว่าหลายสิ่งเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ การถวายเครื่องสังฆทานและจตุปัจจัยเพื่อให้พระและวัดได้มีสิ่งต่างๆ ไว้ทำนุบำรุงเพื่อจะได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนได้เต็มที่ ถ้าไม่มีใครถวายท่านๆ จะเอาสิ่งของที่ไหนมาฉันมาใช้ ท่านก็เป็นมนุษย์ที่ครองผ้าเหลืองจึงยังต้องการอาหาร ต้องนอน ต้องทำความสะอาดทั้งร่างกายและสถานที่ที่จำวัด คนถวายให้ก็เท่ากับได้ทำบุญบำรุงศาสนาต่อไป ฉันคิดแค่นั้น ไม่คิดว่าจะเป็นบุญสะสมในชาติหน้าหรือชาติไหน “การให้” เป็นการลดความเห็นแก่ตัว ก็แค่นั้น ... เอ่อ ... สวดเร็วๆ สิเจ้าคะ พรไม่เอาเยอะ เพราะเหน็บจะกินขาอิฉันแล้วเจ้าค่ะ! ท้ายที่สุดท่านก็สะบัดน้ำมนต์ใส่พวกเรา ฉันกัดริมฝีปากอย่างแรง ... เกือบร้องออกมาว่า ... ร้อนๆ โอ๊ย ... พี่มาก ... ช่วยเมียด้วย! (คนละเรื่องละ ... เพ้อเจ้อนะเรา ... ตื่นเช้าเกินไปรึเปล่า?) ... ตอนออกมาพ้นธรณีประตูโบสถ์ มองผ่านทางหน้าต่าง เห็นเณรน้อย (ทั้งเด็กเมืองเหนือและเด็กชาวเขา) เอาถังสังฆทานออกมาค้นดูว่าข้างในมีอะไรบ้าง พวกเณรทำหน้าแปลกใจกับของบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไรมองไม่เห็นของนั้น ก่อนมาวัดพวกเราไปเลือกซื้อของที่ “ริมปิง” ซูเปอร์มาร์เก็ต มันเหมือนฟู้ดแลนด์ วิลล่า แต่ของที่นี่โดยเฉพาะผัก เน้นที่ปลูกเองทางภาคเหนือ จึงสดใหม่และคุณภาพดี นอกนั้นก็เหมือนๆ กับที่กรุงเทพฯ พวกฝรั่งชอบมาซื้อร้านนี้กันเพราะมีสินค้านำเข้าเยอะ อีนุชก็จะคอยบอกฉันอีกว่า “คุณพี่ ... ซื้อน้ำตาลหรือน้ำผึ้งถวายพระสิคะ ชีวิตจะได้หวานๆ ไม่ขมอย่างที่เป็นอยู่” ดูมันพูด! ฉันตอบกลับมันไปว่า “ไม่ ... กรูไม่อยากเป็นเบาหวานชาติหน้า!” ไม่รู้ว่าคนเรานี่เอาแนวคิดพวกนี้มาจากไหนกัน บางทีใส่บาตรก็ต้องใส่กล้วยเพราะชีวิตจะได้ง่ายๆ กล้วยๆ ปลูกต้นไม้ที่บ้านก็ต้องปลูกมะยม (พ้องกับคำว่า “นิยม”) ขนุน (จะได้มีคนเกื้อหนุน) ก็คิดกันไปตามที่เชื่อต่อๆ กันมา งั้นบ้านพวกซุปตาร์คงปลูกแต่ต้นมะยมเต็มบ้าน! ก็แล้วแต่ เอาที่สบายใจกันเถอะค่า ... สำหรับฉัน ฉันถามคุณสีเกดว่า พระจำเป็นต้องใช้อะไร นางว่า ... สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผงซักฟอกเอาไว้ซักจีวร น้ำยาล้างห้องน้ำ แปรงขัดห้องน้ำ ยาสามัญประจำบ้าน แก้ปวด แก้ท้องอืด ท้องเสีย ฯลฯ ก็เป็นสิ่งจำเป็นหลักๆ อันนี้ยังจะน่าเชื่อถือกว่าอีนุช ... ต้องรีบออกจากวัดแล้วค่อยด่ามัน ด่าอยู่ในวัดเดี๋ยวตายไปจะเป็นเปรต!
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ เยี่ยมญาติ (3) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



