
โรเบิร์ตสลัดภาพไอดอลสู่นักแสดงเต็มตัวในLife
08 พ.ย. 2558
บันเทิงต่างประเทศ : โรเบิร์ต ขอสลัดภาพไอดอล สู่นักแสดงเต็มตัวใน Life
นับตั้งแต่หนังชุด The Twilight Saga สิ้นสุด โรเบิร์ต แพททินสัน ก็มุ่งมั่นท้าทายตนเองในการสลัดภาพไอดอลขวัญใจวัยรุ่นมาสู่นักแสดงขายฝีมืออย่างเต็มตัว เห็นได้จากการที่เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับระดับตำนาน อย่าง เดวิด โครเนนเบิร์ก ในภาพยนตร์เรื่อง Cosmopolis, Map to the Stars และ แวร์เนอร์ แฮร์โซก ในภาพยนตร์เรื่อง Queen of the Desert ล่าสุดเขากลับมาพิสูจน์ฝีมือตัวเองอีกครั้ง ในหนังเรื่อง “Life เพื่อนผมเป็นเจมส์ ดีน” ผลงานกำกับของ อังตง กอร์เบจ์น ในภาพยนตร์เรื่องนี้เขาปฏิเสธที่จะมารับบทเป็น เจมส์ ดีน แล้วหันมากลายเป็นช่างภาพ เดนนิส สต็อค ผู้บันทึกชีวิตของซูเปอร์สตาร์แห่งยุค 50 ให้กลายเป็นตำนานที่ทั่วโลกจดจำแทน ซึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงในครั้งนี้
@ การที่คุณตอบรับโปรเจกต์เรื่องนี้ เพราะประทับใจตัวบทหรือโอกาสที่จะร่วมงานกับ อังตง กอร์เบจ์น
แพททินสัน: ทั้งสองอย่างนะ แม้มีการปรับเปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะสองสามอาทิตย์ก่อนถ่ายทำ บทหนังมันมีแรงขับเคลื่อนในตัวของมันเอง และเจมส์ ดีนเป็นตัวละครที่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นในแบบที่เดนนิส สต็อค ไม่เคยมีมาก่อน มีฉากหนึ่งที่บอกตัวละครเดนนิสได้ชัด คือฉากที่เดนนิสเห็นเจมส์หยอกเล่นกับหลานชาย แล้วเขาถามไถ่ความรู้สึกของเจมส์ นั่นเป็นเพราะเดนนิสไม่เคยรักลูกของตนเอง เขาจมอยู่กับความว้าวุ่น กระนั้นเขาก็มีเสน่ห์และแรงขับเคลื่อนของสองตัวละครในหนังก็น่าสนใจจริงๆ
@ กับบทที่ได้รับเป็น เดนนิส สต็อค ซึ่งเป็นคนที่ไม่เป็นมิตรกับใครเลย คุณคิดว่ามันยากลำบากหรือไม่กับการสวมบทที่ฉีกภาพลักษณ์สุดขั้วในครั้งนี้
แพททินสัน: นั่นถือเป็นบทที่ผมใฝ่หา หลังจากอ่านบทแล้ว ผมลองจินตนาการก็รู้สึกถึงความว้าวุ่นภายในใจ และเขาก็ไม่มั่นใจในตนเองเสียเลย ผมเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อตอนอายุ 20 ต้นๆ ทั้งที่เขาไม่รู้เลยว่าเขาจะเป็นพ่อที่ดีได้อย่างไร นับเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกใหม่นะ เพราะผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนจิตตก ซึ่งผมกังวลพอสมควรเวลาเล่น เขาเป็นคนที่กังวลตลอดเวลาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันแย่ไปหมด เมื่อคุณเล่นบทนี้ คุณก็กังวลว่า ผู้ชมจะไม่คล้อยตามไปกับคุณ อย่างไรก็ตาม เขาถือเป็นตัวละครที่ไม่ตกยุค และหนังก็เล่าเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่มุ่งมั่นจะเป็นศิลปินและหวาดกลัวว่าเขาจะเป็นศิลปินได้ไม่ดีเท่าที่เขาหวังไว้
@ เรื่องราวของเจมส์ ดีน ส่วนไหนที่ดึงดูดใจเดนนิส แล้วเขาเห็นอะไรในตัวเจมส์จุดประกายความมุ่งมั่นของเขา
แพททินสัน : เดนนิสเป็นศิลปินที่ชอบกังวลว่า เขาทำงานได้ไม่ดีตามที่หวังไว้ เขาจึงมักหาข้อแก้ตัวอยู่เสมอ จนกระทั่ง เมื่อเขาเห็นเจมส์ ดีน ก็เกิดพลังบางอย่างที่ต้านทานไว้ไม่ได้ ตอนดูหนังของเขาเรื่อง East of Eden ก็คิดว่าเจมส์ ดีน เจ๋งจริงๆ เลยเกิดแรงฮึกเหิมให้เดนนิส มันเจ๋งไม่น้อยถ้าได้อยู่ร่วมกับใครสักคนที่สามารถเติมเต็มความมุ่งมั่นในการงาน อย่างความประทับใจในตัวเจมส์ ดีน ทำให้เดนนิสเชื่อมั่นในตนเองได้มากขึ้น บางครั้งคุณต้องการแค่ส่วนเล็กๆ ของกำลังใจในชีวิตของคุณ แล้วเมื่อเขาโชว์ผลงานภาพถ่ายให้เจมส์ ก็ได้รับคำชม ผมคิดว่าการที่เจมส์เห็นงานภาพถ่ายนี่แหละที่จุดประกายให้แก่เดนนิส และเขาก็ถือว่าเจมส์คือศิลปินขนานแท้ผู้มีอิทธิพลสำคัญในชีวิตของเขา
@ คุณเอาตัวเองไปเชื่อมโยงกับชีวิตของเจมส์ ดีน หรือเปล่า โดยเฉพาะในแง่ของจุดสูงสุดของชื่อเสียง
แพททินสัน : ผมรู้สึกแปลกๆ มากกว่า เพราะผมไม่เคยเข้าโรงเรียนการละคร และไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย ไม่ได้ฝันว่าจะเล่นละครเวทีหรือเล่นละครเชกสเปียร์อะไรทำนองนั้น ผมเชื่อมั่นในตัวเองว่าเป็นนักแสดงก่อนเล่นเรื่อง Twilight เสียอีก แล้วพอเข้าร่วมโปรเจกต์ Twilight กว่าจะได้แถลงสื่อ ผมก็เกือบลืมไปแล้วว่าผมทำงานอยู่ ผมจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ฉะนั้นผมเลยไม่ได้ผิดหวังหรือท้อแท้
@ คุณรู้สึกสนุกกับการถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า
แพททินสัน : สนุกดีนะ ผมฝึกถ่ายภาพด้วยกล้องไลก้า 1953 เป็นเวลาสี่เดือนก่อนถ่ายทำ แต่ภาพออกมาดูแย่ (หัวเราะ) ผมฝึกโดยได้รับคำแนะนำจากอังตง ที่เคยเป็นช่างภาพมาก่อน สำหรับหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรียนรู้วิธีการถ่ายภาพ แต่อยากให้การถ่ายภาพคือส่วนหนึ่งที่สำคัญของตัวละคร ผมใช้ไลก้า M1 ที่แม้ไม่ใช่กล้องส่วนตัวของเดนนิส แต่รูปลักษณ์เหมือนกัน มันสวยมากทั้งตัวกล้องและเลนส์ แล้วผมก็เอาไปถ่ายภาพตอนเล่นหนังเรื่อง Queen of the Desert ด้วย สี่เดือนจากการฝึกถ่ายภาพ ทำให้ผมเข้าใจการทำงานของช่างภาพ การได้ถือกล้องไว้เหมือนกุมอำนาจไว้ในมือ และด้วยลักษณะของกล้อง คนที่เป็นมืออาชีพเท่านั้นที่สามารถถือเดินไปมาด้วยกันได้ อีกทั้งการถ่ายภาพเป็นศิลปะที่คุณสามารถปิดบังรูปโฉมของคุณได้ เดนนิสเองก็อยากจะโด่งดังแต่เขาไม่สามารถพังทลายหน้าต่างที่ปิดกั้นไว้ เพราะสิ่งที่ปิดกั้น มักยิ่งแข็งแกร่งกว่าเมื่อคุณถ่ายภาพคนดังสักคน
@ แล้วรู้สึกอย่างไรที่คุณกลายเป็นช่างภาพ จากเดิมเป็นเป้าหมายของช่างภาพ
แพททินสัน : ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นปาปาราซซี่ชั่วครู่นะ ผมพยายามเข้าใจสถานการณ์ที่พวกเขาทำกันทุกวันนี้ คือผมค่อนข้างรังเกียจตัวเองและมีแต่เรื่องวุ่นวาย (หัวเราะ) และอยากท้าทายตนเองสักวันหนึ่ง ดังนั้นผมเลยเข้าใจพวกเขา ในที่สุดผมก็กลับบ้านแล้วอัดตัวเองซะเลย และนั่นคือวิธีการเข้าถึงตัวละครของผม (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการถ่ายภาพหรอก ผมร่วมงานครั้งนี้เพราะผมชอบเรื่องราวเกี่ยวกับหนทางการเป็นศิลปิน เดนนิสมองเจมส์ ดีน เป็นโอกาสที่จะปูทางสู่ความก้าวหน้าของการงาน ส่วนเจมส์คิดว่าเขาเป็นศิลปิน แล้วภาพถ่ายของเดนนิสโด่งดังได้เพราะเป็นภาพเจมส์ ดีน ผมคิดว่าเดนนิสก็เสียใจนะ ที่ผู้คนจดจำผลงานของเขาแค่ภาพถ่ายเจมส์ ดีน ทั้งๆ ที่เขาได้ถ่ายภาพหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพวิวทิวทัศน์ ภาพศิลปินแจ๊สชื่อดัง เขาเลยรังเกียจเหตุผลถึงชื่อเสียงที่เขาได้รับ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับนักแสดงเป็นบางครั้ง
@ หนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับมายาคติของวัยรุ่นด้วย คุณเลยจินตนาการตัวเองในวัยปัจจุบัน อย่างไร
แพททินสัน : ผมคิดว่าขณะอายุมากขึ้น บทบาทผู้ชายก็ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้น ดังนั้นผมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก ในทางตรงกันข้าม เมื่อคุณอายุยี่สิบต้นๆ ก็ยิ่งยากในการได้บทดีๆ มากกว่า ผมประทับใจวิถีทางที่เจมส์ ดีนเลือกไว้ แล้วก้าวเดินอย่างสง่างาม ถ้าเราตีความการแสดงของเขา เขามักแสดงออกท่าทางราวกับเขากำลังเต้นรำอยู่
พิสูจน์ฝีมือของนักแสดงหนุ่มคนนี้ได้อีกครั้ง ในภาพยนตร์เรื่อง “Life เพื่อนผมเป็นเจมส์ ดีน” 12 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น



