
เล่นหูเล่นตา:เยี่ยมญาติ(1)
02 พ.ย. 2558
เยี่ยมญาติ (1) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
โดยปกติแล้วคนเรามักนับญาติกันโดยสายเลือดและความเกี่ยวดองกันผ่านทางฝ่ายพ่อและแม่ แต่สำหรับคนไม่ปกติอย่างฉันจะนับญาติจากความใกล้ชิดและความเอื้ออาทรที่มีต่อกันผ่านช่วงเวลานับปี... ดูๆ ไปแล้วมันก็เหมือนกับการคบเพื่อนนั่นแหละ คนแบบไหนที่เราเรียกว่า “เพื่อน” ... คนที่ไม่เคยทิ้งเราไม่ว่าดีหรือร้าย มีผัว (เมีย) หรือเป็นโสด แม้แต่ช่วงเวลาที่เราทำให้มันโกรธ ถ้ามันหายโกรธเราได้แล้วกลับมาคบกันอีกนั่นล่ะ “เพื่อน” ... และที่สำคัญเพื่อนกันไม่ต้องการ “คำอธิบาย” ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไปมันจะหา “เหตุผล” (ข้ออ้าง) ให้เราได้เสมอ (ทั้งๆ ที่หลายทีมันก็ไม่มีเหตุผลหรอกนะ) ... ญาติก็เช่นกัน ต่อให้เราหายหัวไปไหน กลับมาเจอกันทีไรก็ยังต่อติดเหมือนเดิม บังเอิญว่าฉันเป็นคนไม่ค่อยได้นับญาติกับใครทางสายเลือด เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน อยู่ๆ ไปมันเหงางั้นหาคนใจดีมาเป็นญาติเอาเองก็ได้วะ! ซึ่งความจริงมันคงไม่ใช่การค้นหาหรือเหตุผลบังเอิญ ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนถูกลิขิตไว้แล้วด้วย “กรรม” เรียกว่า “ชะตาชีวิต” เริ่มต้นจากทักทายพูดคุยกัน ไปเยี่ยมเยียนกันถึงที่บ้าน กินข้าวบ้านคนนั้นบ่อยๆ คราวนี้ทั้งพ่อแม่พี่น้องของฝั่งนั้นกับเพื่อนๆ ที่สนิทกัน เราก็เหมาเอาเองว่าเป็นญาติเรา เอาอย่างงี้เลย... ง่ายดี! ผ่านเดือนผ่านปีมันก็ยิ่งผูกพันไม่เจอกันก็คิดถึงต้องโทรหากัน พอมีเวลาก็ไปมาหาสู่ได้รับความรัก ความอบอุ่นและความเอื้อเฟื้ออย่างสม่ำเสมอ มันทำให้ไม่รู้สึกว่าอยู่บนโลกนี้อย่างเดียวดาย ยิ่งไปกว่านั้นฉันก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละบ้าน จากเจ๊กธรรมดาๆ ก็กลายเป็นคนมารยาทดีมีชาติตระกูลขึ้นมาได้ จากการได้เรียนรู้มารยาทและวิถีในการดำรงชีวิตอันดีงามจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ฉันไปนับญาติกับท่าน...
“ดูซิ! คนสวยที่ไหนมาเยี่ยมแม่เนี่ย” น้ำเสียงอ่อนหวานและใจดีจากสุภาพสตรีสูงวัยผมขาวสีงาช้าง วัย 88 ปี ดังขึ้นมาทักทายฉันพร้อมกับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและคุ้นเคยตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ... ฉันวางแจกันดอกไม้หลากสีลงบนโต๊ะกินข้าว แล้วสวมกอด คุณแม่ดาวเรือง ท่านลูบหัวลูบหลังฉันด้วยความเอ็นดู ...
“เอาดอกไม้มาฝากคุณแม่ค่ะ ดอกไม้พวกนี้มันจะสวยก็ต่อเมื่อมันวางอยู่ใกล้ๆ คุณแม่” ฉันไม่ได้พูดเอาใจ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังใหญ่บนพื้นที่หลายไร่ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างต้นมะขามหลายต้นและสนามหญ้าเขียวขจีที่นี่ช่างเป็นบ้านในฝันในความรู้สึกของฉัน คนที่โตมากับแฟลต ตึกแถว และคอนโด (ที่แคบๆ ทั้งนั้น) ฉันรักต้นไม้ต้นใหญ่โดยเฉพาะต้นมะขามอายุหลายสิบปี ชอบพื้นที่กว้างๆ มันทำให้หายใจได้เต็มปอด มองไปทางไหนก็สบายใจ ยิ่งมีคุณแม่ดาวเรืองเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้านด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ ความจริงแล้ว คุณแม่ดาวเรืองเป็นแม่เลี้ยงของโก้ มิสเตอร์แซกแมน ซึ่งตอนนี้ไม่ค่อยได้มีเวลามาเยี่ยมคุณแม่ เพราะเอาแต่เดินสายไปแสดงดนตรีแจ๊สที่ต่างประเทศ ฉันก็เลยถือโอกาสยึดเอาคุณแม่ดาวเรืองมาเป็นแม่ของตัวเองคนเดียว ประกอบกับ “พี่อ้อย” ลูกสาวของคุณแม่ซึ่งฉันนับญาติให้เป็นพี่สาวของฉัน นางไปเที่ยวญี่ปุ่น 2 อาทิตย์ ก็เหลือแค่ฉันกับ “พี่หม่วย” (รองผอ.กองเศรษฐกิจและสารสนเทศ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 1) เพื่อนสนิทของพี่อ้อยและเป็นพี่สาวอีกคนของฉันมาทำหน้าที่อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ คุณแม่อายุมากแล้ว บางทีก็จะน้อยใจที่ไม่มีใครมาเยี่ยมมาคุยด้วย ทั้งๆ ที่มีขาไพ่ (ประจำ) มาเล่นผสมสิบตาละ 5 บาท 10 บาท เป็นเพื่อนท่านทุกอาทิตย์ 6 คนในวงสิริอายุรวมเกือบ 600 ปี บางคนจำชื่อตัวเองไม่ได้ คุณแม่ก็ต้องเรียกชื่อคนๆ นั้น ทุกครั้ง ที่หนักกว่านั้นคือเพื่อนคนนั้นจำคุณแม่ไม่ได้ในบางที นี่ดีที่ลูกหลานมารับมาส่ง ไม่งั้นคงต้องพาไปส่งถึงบ้านให้กลับเองมีหวังหลง ที่มาเล่นไพ่ก็เพราะมาบริหารสมองตามประสาคนแก่ วันไหนขามาไม่ครบให้ตั้งสมมุติฐานไว้ 2 ข้อ ข้อแรก “แก่” มาไม่ไหว กับข้อ 2 “สิ้นอายุขัย!” ฟังคุณแม่เล่าแล้วแอบนึกถึงตัวเองตอนแก่ไม่รู้จะอายุยืนถึง 80 กว่าแบบผู้ใหญ่เหล่านี้รึเปล่า นังนุชนาฎชอบล้อว่า ... “คุณพี่คงชวนคนมาดูคอนเสิร์ต แล้วบอกกับเด็กๆ ว่า เมื่อก่อนป้าเป็นนักร้องมีชื่อเสียงนะ นี่ไงป้ามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองด้วย” ฉันค้อนมันไปหลายวง เชอะ! คนอย่างฉันไม่ชอบย้ำคิดย้ำทำ ไม่ใช่ก้อง ปิยะ! ถ้าแก่ขนาดนั้นคงจำอะไรไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและไม่รู้ว่าอีที่เห่าอยู่ชื่อนังนุช! ... เคยได้ยินคุณแม่ดาวเรืองบ่นว่า “แม่เหงา ไม่มีใครคุยด้วย เพื่อนฝูงก็ไปกันเกือบหมดแล้ว แม่อยากตาย” เป็นคำพูดที่น่าใจหาย แต่ฉันก็เข้าใจ คนที่เคยมีเพื่อนฝูงมากมาย ตอนนี้เหลือยู่ไม่กี่คน คุยกับลูกคงไม่สนุกเหมือนคุยกับเพื่อน เพราะเกิดกันคนละยุคคนละสมัย จะคิดจะทำอะไรร่างกายก็ไม่เป็นใจ มันก็เป็นเรื่องทรมานใจของคนอายุยืน เรื่องนี้คงไม่เกิดกับฉันแน่ๆ เพราะฉันคงไปก่อนใครๆ (ก่อนท็อป ดารณีนุช และก้อง ปิยะ) ถ้าวันหนึ่งแก่ตัวไป กินข้าวไม่อร่อย นอนไม่หลับ ไม่มีคนคุยด้วย เดินก็ช้า หรืออาจจะไม่ไหวต้องนอนบนเตียง รอลูกหลานมาป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว พลิกตัวแต้มยา เอ่อ ... ฉันคงกัดลิ้นตัวเองตายเหมือนหนังจีน แล้วถ้าวันไหนหยุดหายใจใครอย่าได้คิดมาปั๊มหัวใจ เพราะบางทีปั๊มขึ้นมาแล้วกลายเป็นผัก มันจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ปล่อยกรูไปเถอะค่า! ... แม้คุณแม่จะมีอายุเกือบ 90 ปี แล้ว แต่ท่านยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ท่านยังทานอาหารเมือง (เหนือ) ทุกอย่างได้ตามปกติ ฉันเคยเห็นคุณแม่ทาน “หนังปอง” (หนังควายทอด) กับน้ำพริก เคี้ยวกรุบกรับหน้าตาเฉย ของหวานท่านก็ทานได้ตามปกติ ไม่มีทั้งความดันและเบาหวาน ช่างโชคดีเหลือเกิน แม้จะเดินเหินได้ช้า แต่ก็ยังเดินได้ไม่ต้องนั่งรถเข็นถ้าไม่ได้ไปไหนไกลๆ (ท่านชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านถ้ามีคนชวนไป) คุณแม่เป็นคนสวย ผิวพรรณดี มารยาทงามตามแบบชาวเหนือที่มีชาติตระกูล ท่านเล่าว่าบ้านเดิมที่ท่านอยู่ตอนเด็กจนกระทั่งแต่งงานคือบ้านเรือนไทยแบบล้านนาอายุ 100 กว่าปี ติดแม่น้ำปิงตรง ถ.เจริญประเทศ ซึ่งขายให้คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ไปนานแล้ว เวลานั่งรถผ่านฉันชอบให้สีเกดจอดรถตรงรั้วหน้าบ้านเก่าแก่หลังนั้นแล้วจ้องมองบ้านเป็นเวลานานๆ ฉันว่ามันมีจิตวิญญาณของผู้คนในสมัยโบราณอยู่ในนั้นแม้ทุกวันนี้จะไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วก็ตาม คุณแม่ยังบอกอีกว่าตระกูลทางคุณแม่ของท่านเป็นครอบครัวใหญ่อยู่รวมกันหลายรุ่น คุณตาทำกิจการเกี่ยวกับไม้ จึงเลี้ยงช้างหลายเชือกเพื่อขนซุงมาทางน้ำ คุณแม่ยังคงมีความจำในอดีตที่แม่นยำ เป็นความจำถาวร แม้จะลืมชื่อคนและเหตุการณ์เร็วๆ นี้ไปบ้าง แต่เมื่อถามถึงอดีตคุณแม่ก็จะเล่าได้ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ...
โปรดติดตามตอนต่อไป
........................................
(หมายเหตุ เยี่ยมญาติ (1) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



