บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : ก้ำกึ่งถึงสมดุล

เล่นหูเล่นตา : ก้ำกึ่งถึงสมดุล

26 ต.ค. 2558

เล่นหูเล่นตา : ก้ำกึ่งถึงสมดุล : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
        “ความงดงามของชีวิต คือ สมดุลย์ระหว่างจินตนาการกับความจริง” ลีโอ ตอลสตอย พูดง่ายๆ ก็คือ เราต้องหาตรงกลางระหว่างชีวิตจริงกับความเพ้อฝันให้เจอแล้วทำมันให้พอดี ชีวิตก็จะมีความสุข เขียนน่ะง่ายแต่ทำโคตรยาก! ในเมื่อคนเราทุกคนมี “ความหวังซ่อนอยู่ในความเพ้อฝัน” แล้วเราก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจะต้องสมหวังเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เอิ่ม ... “มองโลกในแง่ดี” กับ “คิดเข้าข้างตัวเอง” นี่มันก้ำกึ่งกัน และ “มองเห็นความจริง” กับ “มองโลกในแง่ร้าย” บางทีมันก็เกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ต้องแยก “อคติส่วนตัว” ออกไปก่อนถึงจะมองเห็น “ความจริง” เพราะคนส่วนหนึ่งในสังคมมักจะมีอกุศลจิตและไม่มีเหตุผลดีๆ ให้ใครนอกจาก “เอาแต่ใจตัวเอง” ชอบวิจารณ์และตัดสินชีวิตคนอื่น กรูถูกของกูอยู่คนเดียวงี้! ยังดีที่คนดีๆ ก็ยังพอมีอยู่ ในสังคมที่แห้งแล้งน้ำใจเข้าไปทุกทีแบบนี้ คนดีจะมีกุศลจิต มีเมตตา เห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้อภัยและให้โอกาสที่จะแก้ไข แต่คนบางคนก็ไม่เคยเปลี่ยนและไม่ต้องการโอกาสใดๆ ไม่เคยแม้แต่จะให้โอกาสตัวเองที่จะกลับเนื้อกลับตัว มักจะมากับคำแก้ตัวโง่ๆ ว่า “ฉันรู้นะว่าฉันผิด แต่ฉันเลิกทำไม่ได้!” ต่างคนต่างทำทุกอย่างตามอารมณ์ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองพุทธ บาปบุญไม่มีจริง และนรกก็ไม่มีจริง
 
        แม้ชีวิตในทุกวันนี้มันจะโหดร้ายและต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ทุกวัน เป็นโลกที่ธรรมะต้องต่อสู้กับอธรรมอย่างไม่มีวันสิ้นสุด คนดีมักจะถูกรังแกและคนเลวก็มักมีอิทธิพล มีอำนาจ มีเงินทอง หรือ ... ไม่มีอะไรจะเสีย! หากกลับมาพิจารณาที่จิตใจของคนแต่ละคน ในนั้นก็มีทั้งธรรมะและอธรรมที่ต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เวลาที่เราทำชั่ว เห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนอื่น หรือ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจคนอื่นนั่นเป็นเวลาที่อธรรมอยู่เหนือธรรมะในใจเรา แต่เวลาที่เราทำดี เสียสละ ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง รู้ผิดชอบชั่วดี นั่นคือเวลาที่ธรรมะอยู่เหนือทุกสิ่ง ... ก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมาต่อสู้กับโลกภายนอก เราตื่นขึ้นมาต่อสู้กับจิตใจของตัวเองที่ก้ำกึ่งระหว่างความดีกับความชั่วว่าจะให้ธรรมะและความดีนำทางชีวิตเรา ขณะที่ความชั่วก็รุมเร้าอยู่ภายนอก เราอยากทำดีทุกวัน แต่วันไหนที่พลาดพลั้งหรือจำเป็น (ข้ออ้าง) ถ้าเราเป็นคนดีก็ยังต้องกลับมาทบทวน แยกแยะถูกผิด สำนึกและละอายต่อบาป สิ่งใดที่เราทำไปแล้วย่อมมีราคาค่างวดที่จะต้องชดใช้ บางครั้งมันก็ไม่ได้ชดใช้ในรูปของวัตถุ
 
        แต่เป็นเรื่องของ “ความทุกข์ทางใจ” ที่เงินทองมหาศาลก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่มีใครปลดล็อกหรือแก้กรรมได้ เพราะความดีและความชั่ว คือ พลังงานอย่างหนึ่งมันไม่เคยสูญสลายไปจากโลกนี้ มันแค่เปลี่ยนรูปรอเวลาที่จะต้องชดใช้ ... แม้โลกจะโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะการกระทำของผู้คนบนโลกนี้ แต่ฉันก็ยังคงเชื่อในอำนาจของความดี ตราบเท่าที่ “ธรรมะ” ยังคงอยู่ในจิตใจของคนดี ต่อให้ภาพลักษณ์ของสิ่งต่างๆ จะเสื่อมทรามตกต่ำลงแค่ไหนก็มิอาจทำลายศรัทธาที่มีต่อธรรมะได้ หากเรารู้จักแยกแยะ “ธรรมะ” ออกจาก “ผู้เผยแพร่ธรรม” ว่าเป็นคนละส่วนกัน ผู้เผยแพร่ประพฤติมิถูกมิควรก็มิได้หมายความว่า ธรรมะจะเลอะเลือนเปรอะเปรื้อนไปตามกัน เมื่อโลกแห่งธรรมะทับซ้อนอยู่บนโลกมนุษย์ มันคงต้องมีอะไรผิดเพี้ยนไม่เป็นไปตามกฎระเบียบเกิดขึ้นตามวิสัยและสันดานของมนุษย์ที่มีอยู่ 2 จำพวกบนโลกนี้ก็คือ “คนดี” กับ “คนเลว” ที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกสายอาชีพ โลกนี้จึงมี “สีเทา” (ไม่ใช่สีขาวกับดำอย่างที่ใครเคยบอก)
 
        เราเองต้องใช้วิจารณญาณอันปราศจาก “อคติ” แยกแยะผิดชอบชั่วดี เพื่อให้ความดีอยู่คู่โลกต่อไป สิ่งใดดีก็รักษาไว้ สิ่งใดไม่ดีก็อย่าไปเอาเยี่ยงอย่าง และที่สำคัญอย่ามองข้ามความจริงอันโหดร้ายและน่าขัดใจเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความคิดเดิมๆ ให้คงไว้ เพราะเมื่อมองเห็นความผิดจะได้รีบนำมาแก้ไขป้องกันดีกว่าทำเป็นไม่เห็นอะไร หากเป็นเช่นนั้นโลกคงเป็น “สีขาว” ที่ทาทับสีดำอันสกปรกไว้ แต่สุดท้ายการมองเห็นความจริงก็ต้องอยู่ที่ “ความเหมาะสม” เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมิใช่อารมณ์ส่วนตัว และหากความจริงนั้นก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ความจริงคงไม่ช่วยอะไร! อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หาไม่แล้วอย่าว่าแต่จะเสียสมดุลย์เลย จะเสียหายไปกันใหญ่มั้ยคะคุณ? จุดสมดุลตรงกลางมันอยู่ตรงไหนก็ต้องชั่งใจกันให้ดีชีวิตมันถึงจะดำเนินต่อไปได้ในสังคม ... โลกนี้มันไม่ได้อยู่ยากหรือลำบากนักหรอกหากมนุษย์ที่อยู่บนโลกไม่ทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายมากมายไม่จบไม่สิ้น บางเรื่องไม่เกี่ยวกับเราก็เพลาๆ กันบ้างเถอะค่าคุณ แรกเริ่มเรื่องมันเกิดจากคน 2 ฝ่าย (คน)
 
        แต่ไอ้คนเชียร์อยู่รอบนอกนี่แหละค่า “ปัญหา” ตัวจริง!! ยิ่งมีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือ ความวุ่นวายจะยิ่งถูกส่งต่อกระจายออกไปง่ายแค่ปลายนิ้ว เริ่มจากหนึ่งไปเป็นหมื่นเป็นแสน ราวกับว่าทุกคนมีปืนอยู่กับตัว พออารมณ์มันขึ้นก็หยิบออกมาลั่นไกพร้อมกันไม่ทันได้คิดอะไร แต่ผลที่ตามมานั้นช่างบานปลายเลยเถิด “คิดก่อนพูด” นี่ยากแล้ว “คิดก่อนแชร์” นี่ยิ่งยากใหญ่!! เรื่องไม่เป็นเรื่องบางทีเก็บมันเอาไว้ในใจเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไร รู้จักยับยั้งชั่งใจเรื่องมันจะง่าย โลกมันก็จะน่าอยู่กว่านี้ ... การอยู่บนโลกแห่งความจริงอย่างไม่มีตัวตนไม่มีคนสนใจมันน่าเจ็บปวด เราจึงไปสร้างตัวตนในโลกสังเคราะห์ การมีตัวตนในโลกสังเคราะห์มันก็ไม่ได้ดีเสมอไป มันเป็นโลกที่ฉาบฉวยเต็มไปด้วยอารมณ์ที่วู่วามและผลีผลาม ขึ้นสูงและลงต่ำอย่างรวดเร็ว ทำลายล้างง่ายกว่าสร้างสรรค์ ไร้ซึ่งความภักดีและความผูกพันอันยาวนาน ที่สำคัญไม่มีวันรู้จักตัวจริงของกันและกัน มีเพียงภาพลักษณ์และภาพโชว์ที่ต่างคนต่าง “สร้างภาพ” ให้กับตัวเอง ในสายตาของคนฉลาดมันคือเครื่องมือโปรโมทและทำมาหากินดีๆ นี่เอง
 
        การหาสมดุลระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกสังเคราะห์นั้นก็เป็นอีกเรื่องที่เราจะต้องหาจุดกึ่งกลางให้เจอเพื่อไม่ให้มันจริงเกินไป หรือเพ้อฝันจนเกินเหตุ มนุษย์เราต้องการความสำคัญและมักเชื่อตามกันว่า เราช่างมีพลังอำนาจเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลกและเหนือกว่าเทคโนโลยีอันก้าวไกล เราย่อทุกสิ่งมาอยู่บนมือเรา เราทำทุกอย่างตามใจเรา ราวกับว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว มันทำให้คนเรากลายเป็นคนบ้าอำนาจแม้ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกแห่งความจริง ไม่ว่าเราจะคิดอะไรไปไกลแค่ไหนก็ตาม เราก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกที่ก้ำกึ่ง สับสน หาจุดสมดุลย์ไม่ค่อยเจอ และเราก็มิได้ยิ่งใหญ่อะไร ตราบเท่าที่เราไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ ยังคงทำสิ่งบ้าบอต่อไปโดยไม่รู้ว่าเราเข้าใกล้วันสุดท้ายของชีวิตในทุกวันที่เราตื่นขึ้นา เมื่อทุกวันมันมีค่า จงทำให้มันคู่ควรกับการเป็นคนดีที่เกิดมาบนโลกนี้ ใช้ชีวิตที่ก้ำกึ่งให้สมดุล แล้วเราจะพบกับคำว่า “สงบสุข” ของจิตใจ ... “กรูไม่อยากได้!” ใครสักคนที่อ่านถึงบรรทัดนี้ตะโกนใส่ข้อความสุดท้ายของฉัน ...