บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'การ(ไม่)สื่อสาร'

ขบคิดขีดเขียน:'การ(ไม่)สื่อสาร'

20 ต.ค. 2558

'การ(ไม่)สื่อสาร' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
 
          เคยแปลกใจกันบ้างไหมคะ คนไทยเราไม่เคยโดดเด่นทางด้านการยกมือขึ้นเพื่อถามหรือตอบคำถาม หรือแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะเลย นึกภาพในห้องเรียนหรือห้องประชุมหรือการสัมมนาใดๆ ก็ตาม เมื่อถึงช่วงที่ถามว่า “มีใครมีคำถามหรือข้อข้องใจอะไรไหมคะ” ทั้งห้องนั้นจะเงียบกริบ เราจะรู้สึกได้ถึงการตึงเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลันของกล้ามเนื้อของคนที่นั่งฟัง ทุกคนมีความคิดเดียวอยู่ในใจ “อย่าหันมาทางกรู อย่าหันมาทางกรู” แต่พอมีโลกโซเชียลมาปุ๊บ คนไทยเรากลับกลายเป็นชนชาติแห่งการคอมเม้นท์และแสดงความคิดเห็นกันขึ้นมาเสียเฉยๆ ประหนึ่งเหมือนส่งต่อความเก็บกดอะไรสักอย่างมาที่เจเนอเรชั่นนี้ ทุกคนก้มหน้าก้มตาพิมพ์
 
          ความคิดเห็นของตัวเองลงในสื่อโซเชียลกันอย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้เรื่องนั้นจะเกี่ยวกับเราหรือไม่ก็ตาม...
 
          ความแตกต่างคืออะไรพอทราบไหมคะ? การแสดงตัวตนของผู้ให้ความเห็นน่ะค่ะที่มันหายไป
 
          ในวันนี้เรากลายเป็นชนชาติของนักเลงคีย์บอร์ดที่มีแต่ความคิดเห็น แต่หาตัวตนยากเย็นเสียเหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ นะคะ เรื่องการไม่มีตัวตนของผีในโลกไซเบอร์นั้น มันเริ่มกลายเป็นเรื่องเก่าไปเสียแล้ว อย่างที่ฝรั่งเขามีคำพูดที่ว่า “Oh, so last year!” หรือประมาณว่ามันเป็นเรื่องของปีที่แล้วนะฮะ!
 
          สิ่งที่เข้ามาแทนที่และหญิงยศคิดว่าเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ และดูทีท่าว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงของปีนี้และปีหน้าก็คือ... “สปีดของการออกความเห็นและความเละเทะล้มเหลวของการสื่อสาร” ค่ะ คนสมัยนี้อยู่กับความรวดเร็วของการส่งสาร แต่ขาดการสื่อสารไปอย่างน่าละอายใจ
 
 
          เริ่มจากเรื่องเล็กๆ กันก่อน ลองไปส่องดูตามไอจีค่ะ เราทุกคนสมัยนี้ก่อนจะเริ่มทานอาหารได้ เราต้องถ่ายรูปเพื่อเซ่นไหว้เทพเจ้าไอจีกันก่อน เมื่อถ่ายรูปอาหารเสร็จ โพสต์รูปพร้อมแท็กสถานที่ปุ๊บ จะมีคอมเม้นท์มาปั๊บว่า “ที่ไหนคะ” หรือ “ขอพิกัดร้านด้วยค่ะ” หนักเข้าก็ “ทานข้าวหรือยังคะ”
 
          เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว... นี่รูปอาหารไง นี่แท็กโลเกชั่นให้แล้วด้วยไง!! นี่ถามทำไมว่ากินข้าวหรือยัง กินที่ไหน? คืออะไร? คือไม่อ่าน คือไม่ดูรูป แล้วมาฟอลโล่กันทำไมนะคะคุณ?
 
          อีกหนึ่งรูปแบบคือเมื่อเราออกเดินทาง เราก็ถ่ายรูปบูชาเทพเจ้าไอจีกันอีกค่ะคุณ เราก็แท็กสถานที่ใช่ไหมคะ ว่าเออ ไปเที่ยวที่นี่นะ ยังค่ะ ยังไม่หมด เราเขียนบรรยายด้วยว่าเราอยู่ที่ไหน ทำอะไร วาเคชั่นนะคะ เดินทางมาที่นี่นะคะ สวยยังงู้นยังงี้นะคะ โพสต์ปุ๊บ คอมเม้นท์ปั๊บ “ที่ไหนคะพี่?” คุณๆ คะ ไม่เจอเองไม่มีวันรู้ว่ามันปวดใจแค่ไหนนะคะ ปวดใจที่ฟอลโลเวอร์เราไม่รักเราจริงยังไม่เจ็บใจเท่ากับต้องรับรู้ว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือ!!
 
          โลกเรากำลังขับเคลื่อนไปด้วยการสื่อสารระดับกี่จีแล้วก็ไม่รู้ แต่ปัญหาก็คือคนสมัยนี้ “ไม่สื่อสาร” ค่ะ
 
          เอาแค่ว่าเราเคยหยุดพักสักนิดแล้วมาทำความเข้าใจกับคำว่า “สื่อสาร” กันก่อนเลยดีไหมคะ? การสื่อสารก็คือการที่เรามีสาร แล้วเราก็จะสื่อมันออกไป สารก็คือสาระนะคะ ต้องมีผู้ส่งสาร และมีผู้รับสาร การสื่อสารมันถึงจะสมบูรณ์และชัดเจน...
 
          ปัญหาหลักๆ ที่เจอสองอย่างในโลกโซเชียลทุกวันนี้ก็คือ เราไม่มีผู้รับสาร และสารส่วนใหญ่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง!
 
          สิ่งเดียวที่พวกเราแคร์เหลือเกินในทุกวันนี้ก็คือสปีดของการส่งสารที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ออกไป เพียงเพื่อหวังจะจับจองพื้นที่ของความเก๋าเก๋ว่าข้ารู้ก่อน ข้ามาก่อน เท่านั้นเองจริงๆ เอาง่ายๆ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกิดระเบิดใจกลางเมือง การโดนแบนของหนังที่มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยง ไปจนถึงการจองบัตรคอนเสิร์ต การวิจารณ์เครื่องแต่งกายในละคร เมื่อมีเหตุขึ้นมาเพียงนิดเดียว มือถือทุกคนจะส่งเสียง ตริ๊งๆๆๆๆๆ กันให้วุ่นไปหมด เราได้รับสารที่ฟอร์เวิร์ดส่งต่อๆ กันมา ไม่ได้การละ ข้าต้องโพสต์ต่อ โพสต์ให้โลกรู้ว่าข้ารู้ก่อน!!! อ่ะถามจริงๆ เลย จะมีสักกี่คนที่อ่านสารที่ส่งต่อกันนั้นมาจนจบก่อนจะรีโพสต์ กะอีแค่แท็กโลเกชั่น พวกแกยังแทบจะไม่อ่าน อันนี้ข้อความเกินสามบรรทัด ไม่มีทาง โพสต์ก่อนชัวร์!!! เราถึงมีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้นมา วัฒนธรรมอันนี้เรียกว่า “แปะ” หาดูได้ตามไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก อุ๊ยอ่านพาดหัวแล้วดี๊ดี เดี๋ยวกลับมาอ่านนะ แต่ขอ “แปะ” ไว้ก่อน! ถามจริงๆ มีถึงห้าเปอร์เซ็นต์ไหมที่กลับมาอ่าน เชื่อว่าไม่ถึง...
 
          เรารับสารกันน้อยมากค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นเรื่องของชาวบ้าน คนนั้นไปนอนกับคนนี้ คนนี้ไปเป็นชู้กับคนนั้น คนนั้นอัพอึ๋มแล้วโกหก คนนี้ไปเที่ยวกับผัวคนนี้แล้วผัดสะตอปุ๊บ! เราอ่านค่ะ เราอ่านกันละเอียดทุกบรรทัดเลย แต่สิ่งที่เรารับมาก็ยังไม่ใช่สารอยู่ดี เรารับอารมณ์ของการสื่อนั้นออกมาล้วนๆ อ่านแล้วก็โกรธ (โกรธทำไม ผัวเราก็ไม่ใช่) อ่านแล้วก็แค้น (แค้นทำไม เขาไม่ได้เกี่ยวกะมรึงมั้ย) เกิดอารมณ์ละทีนี้ เกิดอารมณ์ก็ดพสต์อารมณ์โต้ตอบ ต่อยกันค่ะ ต่อยกันทางโซเชียล!! พ่อคุณเอ๊ย... แมนเหลือเกิน ขนงี้ลุกไปหมด!
 
          มันกลายเป็นแบบนี้กันไปหมดแล้วค่ะคุณขา มันพันกันยุ่ง มันพุ่งกันไปคนละทิศคนละทาง มันมีแต่สารไร้สาระ มันไม่มีความจริง มันมีแต่คนหูเบา มันมีทุกอย่างเลยยกเว้น “สติ”!
 
          สุดท้ายคุณๆ ขา สารไม่ต้องรีบสื่อ อ่านให้ถี่ถ้วน หยุดอยู่นิ่งๆ เอาสติเข้าไปในการสื่อและเข้าไปในสาร ไม่ต้องแปะค่ะ อ่านเลย อย่าไปเป็นทาสของการพาดหัวข่าว อย่าโพสต์ก่อนแล้วค่อยมาแก้ตัวทีหลัง เพราะสุดท้ายคนที่ส่งสารผิดๆ โง่ๆ นั้นไม่ได้เท่ คนที่อาจจะมาช้าหน่อยแต่มากับข้อเท็จจริง ความเหมาะสม ความพอดีที่ถูกควรนั้นต่างหากที่เท่กว่า... อย่าเอาแต่โพสต์ความคิดเห็นของคนอื่นโดยที่สมองเราไม่เคยได้ทำงาน มันมีแต่ผลร้าย มีแต่ผลเสีย สาเหตุที่คนไม่มีตัวตนในโลกโซเชียล หญิงยศเชื่อว่าเพราะ เราไม่กล้า เราโง่ไง เราถึงไม่กล้า เราทำผิดเรารู้อยู่ เราถึงแอบ... แล้วเราจะทำแบบนั้นไปทำไม? เคยถามตัวเองกันบ้างไหม?
 
          พิมพ์จนจบนี่เหนื่อยนะเนี่ยเอาจริงๆ แต่พูดกันตรงๆ เลยนะ
 
          “จะมีสักกี่คนวะที่อ่านมาจนจบจนถึงบรรทัดนี้เนี่ย?!?!?!” #โว๊ย
 
.......................................
(หมายเหตุ 'การ(ไม่)สื่อสาร' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)