บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'คนในกอง (7)'

เล่นหูเล่นตา:'คนในกอง (7)'

19 ต.ค. 2558

'คนในกอง (7)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          คุณพี่คะ ... เขานัดถ่ายตอนเช้าอีกแล้วค่ะ คุณสีเกดรายงานตารางการทำงานในกองถ่ายให้กับฉันทุกครั้งก่อนไป ไม่รู้ว่า “พี่นก ฉัตรชัย” และทีมงาน “ชาติพยัคฆ์” จะรักใคร่อะไรกับฉันนักหนา บทงอกออกมาเรื่อยๆ ถามกรูสักคำมั้ยคะคุณ? คราวหน้าถ้าพี่นกเรียกไปแสดงละครอีก ฉันจะบอกว่า “ออกสัก 2 ตอนแล้วให้หนูตายเลยก็ได้นะคะพี่” ทีแรกฉันก็แค่อยากจะไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ “ศาสตร์แห่งการแสดง” โชคดีที่ได้ร่วมงานกัับผู้กำกับเก่งๆ อย่างอาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) ตัวละครเก่งๆ อย่าง พี่นก ฉัตรชัย พี่ตู่ นพพล พี่เกม ศานติ เดวิด อัศวนนท์ ฯลฯ) อยู่ท่ามกลางคนเก่งจะทำให้เราเก่งไปด้วย พอเข้าไปอยู่จริงๆ เอ่อ ... โง่อยู่คนเดียว! เพราะทุกคนในกองตั้งแต่คนจัดไฟยันช่างกล้อง และนักแสดงทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคน “มีของ” ส่วนฉันมีแต่ ... “ของกิน” ฉันจำคำที่พี่นก ฉัตรชัย พูดกับฉันครั้งแรกที่คุยกันว่า “มันทำให้ได้เป็นคนที่เราไม่มีโอกาสได้เป็นในชีวิตจริง” แกหมายถึงการสวมบทบาทตัวละครนั้นๆ ฉันได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เข้าใจว่ามันคือ “การแสดง” ก็แค่นั้น จนกระทั่งฉันได้เข้าฉากกับตัวละครนั้นๆ และได้เผชิญหน้ากับตัวละครที่พี่นกสวมบทบาท ฉันจึงได้ตระหนักว่า .. พี่นกไม่ได้แค่ “แสดง” แต่แกเป็นมากกว่านั้น ...
 
          “เอ้า ... พี่คิ้มมานี่ เดี๋ยวเดินจากตรงนั้นมาถึงนี่ แล้วพูดว่า ...” อาหมี (โชติรส) จะคอยซ้อมก่อนแสดงจริงให้พวกเราอย่างเอาจริงเอาจังทุกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าฉากอื่นกับคนอื่นที่เขาเล่นกันเป็นอย่างไร แต่พอถึงคิวของฉันที่เข้ากับ อาโป ฝันดี-ฝันเด่น พี่ถั่วแระและพี่โหน่ง วสันต์ ดูเหมือนว่าอาหมีจะจริงจังอยู่คนเดียว ที่เหลือ ... เละ! บางทีอาหมีก็จะส่งเสียงดังดุพวกเราให้ตั้งสติ ตั้งใจซ้อม เพราะแกคงรู้ว่ามีแต่คนไม่มีสติและสมาธิแตกซ่านมารวมกัน นั่นยังไม่พอมันยังชอบเล่นนอกบทกันในเวลาซ้อมอีก คนในกองเล่าว่าเมื่อก่อนอาหมีดุกว่านี้มาก ทุกวันนี้ใจเย็นลงเยอะแล้ว โชคดีที่มาเจอตอนแกเย็นลงแล้ว ไม่งั้นมีหวังตายหมู่! สาเหตุของการเสียชีวิตของพวกเราก็คือ “กวนตรีน!” ค่าคุณตำรวจ อีเล็กกับอีใหญ่ แฝดนรกพี่น้องนี่แหละค่ะต้นเหตุ ถ้ามีมันเข้าฉากจะต้องเทคแล้วเทคอีก ส่วนมัน 2 คนผ่านฉลุยไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่มันเอาแต่แกล้งและแหย่พวกเราให้หัวเราะแล้วด่าพวกมันจนสติแตก
 
          แม้แต่นักแสดงฝีมือดีและสติแข็งอย่างน้องอาย (กมลเนตร) ยังต้องจิกเล็บ จิกตัวเอง กัดริมฝีปาก เพื่อไม่ให้สติแตกกับคำพูดฮาๆ ของพวกมัน จนพวกมันอำน้องอายว่า จิกผ้าจิกหมอนขนาดนี้ ถ่ายหนัง AV หรือถ่ายชาติพยัคฆ์ .. “เอ้า ... สมมุติว่าถ่ายจริง ... แอ็คชั่น!” เสียงกบ (ชนินทร์ พุ่มพันธ์) ผู้ช่วยผู้กำกับที่อารมณ์ดีตลอดเวลาให้คิวกับพวกเรา ฉากนี้ต้องไปตั้งต้นยืนที่ขั้นบันไดเรือนไทยตามลำดับที่ซ้อมไว้ เดินก้าวขึ้นบันได 2–3 ก้าว ผู้กำกับสั่งคัท มันเดินกันสะเปะสะปะไม่เป็นอย่างที่ซ้อมไว้ ก็ต้องมาเริ่มใหม่ที่ขั้นเดิม ทีนี้ก็เล่นกันต่อสิคะ เขายังไม่สั่งแอ็คชั่น ก็เม้าท์กัน เล่นกัน พี่ถั่วแระปีนขึ้นเหยียบหัวกะได แยกขาเป็นรูปตัววีแล้วกอดอก อีเล็กหันไปพูดว่า “ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมีโอกาสเล่น ตอนแก่เลยเล่นเหมือนเด็ก” หันไปหาเรื่องคนแก่แล้วก็หันกลับมารังแกเด็ก เป้าหมายคือ “อาโป” (ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) ฉันไม่รู้ว่าพวกมัน 2 คนทำงานกู้ภัยช่วยชีวิตคนมามากมายหลายปีได้อย่างไร เพราะธรรมชาติจิตใจของพวกมันไม่ปกติ ขี้แกล้ง ไร้เมตตาต่อเด็ก สตรี และคนชรา นี่ถ้ามีคนท้องในกองฉันว่าพวกมันก็แกล้ง ไม่รอดค่าคุณ ภาพลักษณ์ที่ออกไปทางสื่อกับตัวจริงมันคนละเรื่องกัน สิ่งที่ฉันกำลังเล่าอยู่นี่แหละตัวจริงของพวกมัน “คู่แฝดนรกยกล้อ” อาโปยืนรอคิวถ่ายอยู่ดีๆ พวกมันยืนอยู่ข้างหลังก็เอานิ้วจิ้มก้น พอเด็กมันสะดุ้งเด้งไปข้างหน้าก็อามือจับเป้าเด็ก นี่ดีนะที่พวกมันเป็นผู้ชายแท้ๆ ไม่งั้นคงเข้าข่ายหาเศษหาเลยในหน้าที่
 
          ส่วนอาโปแทนที่จะโกรธก็ขำหัวเราะคิกคัก เป็นฉันจะถีบมันให้ตกกะไดฟันหน้าเฉาะขอบกะไดเสียให้เข็ด พี่โหน่งรำคาญพวกมันก็ด่าให้หยุดแกล้งเด็ก มันก็ย้อนว่า “รำาคาญเพราะไม่ได้มาจับเอง ได้แต่ดูใช่มั้ย?” กับผู้ใหญ่มันก็ยอกย้อน ฉันฟาดแขนพวกมันไปคนละที โทษฐานทำให้ไม่มีสมาธิลืมบทหมดแล้วกรู! พอไปถึงอาโปก็นอนลง พวกเรานั่งรอบๆ แคร่ที่อาโปนอน ผู้กำกับสั่งคัทซักซ้อมบทอีกรอบ ซึ่งจะเป็นบทที่พี่นกเดินเข้ามาร่วมในฉาก ขณะที่รออีเล็กกับอีใหญ่ก็ทั้งจับจู๋ จิ้มก้นอาโป จนนอนนิ่งๆ ไม่ได้ ทำให้ฉันพูดบทผิดๆ ถูกๆ ตอนซ้อม มัวแต่ขำจนเสียสมาธิ พอตั้งสติได้พวกเราก็ซ้อมต่อบทก่อน “ดูอาโปมันหลับจริงๆ ... เฮ้ย! เขาให้มึงมาทำงาน ไม่ได้มาพักผ่อน ไอ้เด็กเวร!” อาโปลืมตางัวเงียขึ้นมายิ้มให้กับอีใหญ่ที่กำลังด่าอยู่ เป็นฉากง่ายๆ ที่เทคแล้วเทคอีก เดี๋ยวผิดโน่นนิดนี่หน่อย จนถึงคิวที่พี่นกเดินเข้ามาในฉาก ทีแรกทุกคนต้องก้มหน้าไม่กล้ามอง แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมๆ กัน ถ่ายจริงก็ลืมอีก ก็ต้องเจาะถ่ายตอนเงยหน้ามองพี่นกกันใหม่ เป็นฉากเปิดตัวพี่นกครั้งแรกของเรื่อง พอผู้กำกับสั่ง “แอ็คชั่น”
 
          พวกเราเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันคุ้นเคยตั้งแต่สมัยพี่นกดังสุดๆ เรื่อง “ ตี๋ใหญ่” แต่ในเวลานี้เวลาที่ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าเรียวงามนี่ ฉันนึกในใจเงียบๆ ว่า “นี่ไม่ใช่พี่นกที่ฉันรู้จัก” เป็นใครสักคนที่มีลักษณะสูงศักดิ์ มีบารมี และมีแววตาที่เปี่ยมด้วยเมตตาต่อผู้ที่อยู่ต่ำกว่า กล้องปล่อยให้พวกเราจ้องหน้าพี่นกแบบนั้น ฉันรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลา 10 วินาทีที่น่าประทับใจและน่าทึ่ง เหมือนได้ย้อนเข้าไปในยุคโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 จริงๆ จากการจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแค่ 10 วินาที ... ฉันขนลุก! นี่ไม่ใช่พี่นก ฉัตรชัย แต่นี่คือ “ท่านเตี่ย” ตัวละครในเรื่องชาติพยัคฆ์ที่พี่นกทำให้มีตัวตนจริงๆ ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน พี่นกไม่ได้ “แสดง” แต่กำลัง “เป็น” ตัวละครตัวนั้นจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าแกทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีดนตรี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นอะไรเป็นตัวช่วยใดๆ นอกจากความรู้สึกจากข้างในที่แสดงออกมาให้คนข้างนอกเห็น เป็นการแสดงที่มากกว่าการแสดงที่ฉันทึ่งที่สุดเพราะได้เห็นกับตาอยู่ตรงหน้าจริงๆ ตอนถ่ายเสร็จเปลี่ยนชุดล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว พี่นกมานั่งจิบเครื่องดื่มบ้านๆ ในร้านกาแฟเล็กๆ (ไม่ใช่ร้านกาแฟทันสมัย แต่เป็นร้านกาแฟเก่าๆ รุ่นอากงที่มีโต๊ะหินสีขาวกลมๆ กับเก้าอี้เชคโก มีตู้เพลงโบราณที่ยังทำงานได้อยู่ มีภาพผู้หญิงเปลือยกายในปฎิทิน
 
          แม้แต่ป้ายโฆษณาน้ำอัดลมก็เป็นแบบโบราณของแท้ที่เจ้าของสถานที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ยังหนุ่ม) ฉันถามพี่นกว่า “พี่ทำแบบนั้นได้ยังไง ... หนูทึ่งพี่มาก!” พี่นกยิ้ม เอามือประสานกันดูถ่อมเนื้อถ่อมตัวแล้วตอบว่า “มันออกมาเอง” แกเล่าว่า การแสดงแบบนี้ได้แบบอย่างมาจากนักแสดงระดับครูอย่าง คุณส.อาสนจินดา คุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์ ... ในช่วงเวลาที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยียังไม่ก้าวไกลถึงขนาดนี้ เวลานั้นเป็นเรื่องของฝีมือการแสดงล้วนๆ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกนับถือนักแสดงสมัยก่อนทุกคนที่ล่วงลับไปแล้วและท่านที่มียังมีชีวิตอยู่ พวกท่านเป็นต้นแบบแห่งฝีมือที่ทำให้นักแสดงรุ่นต่อมาเดินตาม แม้จะจากลาโลกนี้ไปแล้วก็จากไปแค่ร่าง แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่ในหนังและละครทุกครั้งที่กลับไปย้อนดู การเป็นคนในกองทำให้ฉันได้ย้อนมองคุณค่าของอดีต (ทั้งผู้คนและเรื่องราว) มันทำให้ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพอดี ไม่ก้าวเร็วเกินไป ... บางทีความสุขของชีวิตก็คือความสมดุลย์ของช่วงเวลาอดีต ปัจจุบัน และอนาคต บางวันเราก็ย้อนกลับไป บางทีเราก็อยู่กับที่ แล้วบางครั้งเราก็คิดล้ำไปข้างหน้า บรรยากาศของกองถ่ายคือตัวช่วยที่ทำให้ช่วงเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อยู่รวมกันอย่างสมดุลย์ ด้วยฝีมือ ความทุ่มเท และความตั้งใจของทุกคนในกองถ่าย ที่ทำให้ทุกอย่างไม่ได้เป็นเพียงละคร แต่ทำให้มันกลายเป็นจริงใน ... “ชาติพยัคฆ์”
 
........................................
(หมายเหตุ  'คนในกอง (7)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)