
พลิกแฟ้มหนังไทยถูกห้ามฉาย'อาบัติ'ไม่ใช่รายแรก
พลิกแฟ้มหนังไทยถูกห้ามฉาย'อาบัติ'ไม่ใช่รายแรก : สกู๊ปบันเทิง
กำลังเป็นที่วิจาณ์กันอย่างมาก เมื่อภาพยนตร์ที่ตีแผ่ด้านมืดของคนในผ้าเหลืองเรื่อง “อาบัติ” ที่ผลิตโดย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดนลงดาบ โดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีมติ ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 และ 26 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยให้เหตุผลว่าการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ แสดงภาพและเนื้อหาพฤติกรรมของสงฆ์ในทางชู้สาวเป็นจุดขาย มีลักษณะของการประจานความผิดของพระสงฆ์ อาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย เสื่อมศรัทธา เสียหายต่อพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติดีในภาพรวม กระทบต่อความรู้สึกทางใจในศรัทธาและความภาคภูมิใจของความเป็นพุทธศาสนิกชน
รวมทั้งการประจานพฤติกรรมชู้สาว อันเป็นภาพเชิงลบของพระสงฆ์ ไม่ได้มีผลเชิงคุณค่าในด้านเสริมสร้างพลังเชิงบวกอันจะสร้างสรรค์กำลังใจ หรือแบบอย่างที่ดีให้วงการพระสงฆ์ในการจรรโลงพุทธดีงามอย่างแท้จริง จึงไม่อนุญาตออกฉาย หากจะนำเข้าฉายตามปกติ ต้องกลับมาแก้ไขใหม่ ซึ่งทางค่ายหนังสหมงคลฟิล์มได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนโดยเลื่อนการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษ และภาพยนตร์รอบสื่อมวลชนที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม ออกไป รวมถึงเลื่อนการฉายภาพยนตร์ตามกำหนดการเดิม 15 ตุลาคมนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หากมองย้อนกลับไป ก่อนหน้านี้เคยมีภาพยนตร์ของค่ายสหมงคลฟิลม์ที่เคยถูกแบนด้วยเหตุผลต่างๆ มาก่อนไม่ว่าจะเป็น “นาคปรก” ผลงานการกำกับของภวัต พนังคสิริ สาเหตุที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องโดนดองนานกว่า 3 ปี เพราะเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้สถาบันศาสนาเสื่อมเสีย แต่ท้ายสุดภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ฉายหลังจากต้องตัดฉากบางฉากและเซ็นเซอร์บางส่วนออกไป หรือจะเป็นเรื่อง “เชือดก่อนชิม” หนังเรื่องนี้ก็อย่างที่ทุกท่านทราบกันว่าเป็นหนังที่โดนสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังโรงและหนังแผ่น สั่งให้ไปแก้ไข (ถ้าไม่แก้ก็จะถูกแบนถาวร) โดยหนังถูกสั่งให้เปลี่ยนชื่อจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อคนเป็นเชือดก่อนชิม เพราะกองเซ็นเซอร์มองว่า หนังจะมีผลกระทบต่อคนขายก๋วยเตี๋ยว ขณะที่ฉากโหดต่างๆ ก็ถูกตัดทอนออกไป เช่นเดียวกับเนื้อหาบางส่วนที่พาดพิงถึงเหตุการณ์คนหายใน 14 ตุลา ก็ได้มีการตัดทอนออกบางส่วน เพราะทาง สวช. มองว่า กระทบต่อความมั่นคง
นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” (boundary) ภาพยนตร์สารคดีเล็ก ๆ ผลงานกำกับโดย นนทวัฒน์ นำเบญจกุล ได้รับเลือกเป็นภาพยนตร์ฉายเปิดในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายาครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2556 แต่ในวันที่ 23 เมษายน กลับมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้พิจารณาห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในราชอาณาจักร โดยเห็นว่า เนื้อหาและภาพของภาพยนตร์นี้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิด กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อและการนำเสนอข้อมูลบางเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยไม่มีบทสรุปทางเอกสาร (ช่วงการต่อสู้ทางการศาลเพื่อแย่งชิงสิทธิในการครอบครองพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรใกล้ชิดติดกับปราสาทเขาพระวิหาร) จึงไม่อนุญาตให้เผยแพร่ ซึ่งนนทวัฒน์ได้ยื่นอุทธรณ์อีกเช่นเดียวกับท่านอื่นที่โดนก่อนหน้า ภายหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมเจอร์
แต่ก็ยังมีภาพยนตร์ที่โดนแบนแบบถาวร ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังฉายไม่ได้ด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “ปิตุภูมิ พรมแดนแห่งรัก” (Fatherland) กำหนดฉาย 5 ตุลาคม 2555 กำกับโดย “ต้อม” ยุทธเลิศ สิปปภาค ดัดแปลงภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากนิยายเรื่อง “พรมแดน” ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นำแสดงโดย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม “ใหม่” ดาวิการ์ โฮร์เน่ และ “เวียร์” ศุกลวัฒน์ คณาเรศ “เบลล่า” ราณี แคมเปน โดยเนื้อหาของภาพยนตร์ จะตีแผ่ปัญหาความรุนแรงของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้มีหลายกระแสมาก เพราะจู่ๆ ผู้กำกับก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เป็นที่แน่นอนแล้วนะครับว่า หนังเรื่องนี้ คนไทยคงไม่ได้ดู ขอบคุณครับ ยุทธเลิศ” อาจเป็นเพราะการชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กทำให้เกิดกระแสวิจารณ์กว้างขวางบ้างก็ว่าหนังโดนแบนจากกองเซ็นเซอร์เพราะหนังพูดถึงเรื่อง 3 ชายแดนซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว บ้างก็ว่าผู้กำกับแบนหนังตัวเองโดยกล่าวอ้างว่าผู้กำกับได้บอกในเฟซบุ๊กว่า “หนังพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหว หนังอาจถูกนำไปใช้เป็นประด็นสร้างความขัดแย้งขึ้นได้” ล่าสุด..แว่วว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจะได้ฉาย ก็เพราะ สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทราน
ส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม เสียดายหนังเรื่องนี้ จึงกล่อมให้ ต้อม ยุทธเลิศ ยอมปรับเปลี่ยนเนื้อหา และตัดบางฉากใหม่ เพื่อเลี่ยงการโดนแบนเหมือนที่เคยเป็นมา ส่วนจะได้ดูเมื่อไหร่นั้นก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไป
“เชคสเปียร์ต้องตาย” (Shakespeare Must Die) ภาพยนตร์นอกกระแส ที่เดิมมีกำหนดฉายปี 2555 ผลงานการกำกับโดย “อิ๋ง เค” สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ดัดแปลงจากบทละครโศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ ของเชกสเปียร์ ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบละครซ้อนละคร แบ่งเป็นสองส่วนคือละครเวที และโลกภายนอก เล่าถึงขุนนางที่ล้มกษัตริย์ และสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์แทน แต่ลุ่มหลงในอำนาจ จนต้องฆ่าคนอื่นเพื่อตัวเอง ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ให้เหตุผลในการแบนว่า มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ เพราะมีการพาดพิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์ไม่สงบเดือนเมษายน 2552
"อินเซค อิน เดอะ แบ็คยาร์ด" (Insects in the Backyard) ภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคม กำหนดฉายปี 2553 ผลงานการกำกับของ “กอล์ฟ" ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังเล่าถึงโลกของเพศที่สาม โลกของเด็กหญิงบ้าแฟชั่น และโลกของเด็กชายอายุ 15 ปี ที่ติดไซเบอร์และหมกมุ่นเรื่องเซ็กส์ ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ให้เหตุผลในการแบนว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดีต่อประชาชน และบางฉากมีการนำเสนอภาพขององคชาต การร่วมเพศและการค้าประเวณี
“แสงศตวรรษ” (Syndromes and a Century) กำหนดฉายปี 2550 กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล เล่าถึงแพทย์หญิงในโรงพยาบาลชนบท และแพทย์ทหารหนุ่มในโรงพยาบาลในเมือง โดยได้รับอิทธิพลจากพ่อและแม่ของผู้กำกับ ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์มีเงื่อนไขให้ตัดฉากสำคัญออก 4 ฉากจึงจะสามารถฉายในไทยได้ คือ 1) ฉากพระเล่นกีตาร์ 2) ฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาลขณะปฏิบัติหน้าที่ 3) ฉากหมอชายจูบแสดงความรักกับแฟนสาวที่แวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล และเกิดอารมณ์ทางเพศจนเห็นความผิดปกติของเป้ากางเกง และ 4) ฉากพระเล่นเครื่องร่อน ซึ่งอภิชาติพงศ์ ตัดสินใจที่ไม่ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศไทย
“คนกราบหมา” (My Teacher Eats Biscuits) ภาพยนตร์ตลกร้าย กำหนดฉายปี 2540 กำกับโดย “อิ๋ง เค” สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ นำแสดงโดย “น้อย วงพรู” กฤษดา สุโกศล และ ธาริณี เกรแฮม เล่าถึงลัทธิประหลาดที่ผู้คนพากันกราบไหว้หมา ทั้งนี้มีกำหนดฉายครั้งแรกในงานในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพ ครั้งที่ 1 (Bangkok Film Festival) ปี 2540 ก่อนงานเปิดมีผู้ส่งโทรสารร้องเรียนไปยังกองเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ว่า บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดูหมิ่นศาสนาพุทธ เมื่อกองเซ็นเซอร์ตรวจสอบดูแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ฉาย รวมถึงห้ามการเผยแพร่ตัวอย่างภาพยนตร์อีกด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่าภาพยนตร์ที่ถูกห้ามฉายในไทย มักถูกระบุว่าขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงมีบางฉากที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง เสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงภาพยนตร์ต่างประเทศอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกห้ามฉายในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน



