บันเทิง

Feel the Happiness'การเห็น'ที่ไม่ต้องพึ่งพา'ดวงตา'

Feel the Happiness'การเห็น'ที่ไม่ต้องพึ่งพา'ดวงตา'

06 ต.ค. 2558

Feel the Happiness'การเห็น' ที่ไม่ต้องพึ่งพา 'ดวงตา' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          โลกที่ร่มเย็นของ “คนตาบอด” ถูกมองอย่างเข้าใจจากจุดเริ่มต้นที่ใดหรือ ? จากตอนที่ เออร์เนสต์ บรามาห์ เขียนตัวละครนักสืบอย่าง แม็กซ์ คาราดอยซ์เพื่อ “เปิดดวงตา” ของวงวรรณกรรมในปี 1914 ..หรือจากตอนที่ “เฉลียง” ขับขานบทเพลง “ต้นชบากับคนตาบอดจากตอนที่ เบิร์นแฮม พบภาวะสว่างไสว (enlightenment) ในตอนจบของ American Beauty หรือจากงานศิลปะที่ผู้พิการทางสายตา รับรู้จากการสัมผัสผ่านงานศิลป์ว่า พวกเขาก็มีโลกใบบเดียวกับที่คนตาดี มีอยู่นั่นเอง ถ้า “อย่างหลังสุด” จะเป็น “ส่วนหนึ่ง” เราอยากเชิญชวน ชักชวน มิอาจชี้ชวน คนที่สนใจศิลปะเพื่อคนตาบอด มาดูงาน Feel the Happiness ซึ่งได้เริ่มขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 2-9 ตุลาคม ซึ่งจัดที่อาคาร “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” ถ.ราชดำเนินกลาง
 
          นับเป็นปีที่ 3 แล้ว ที่ “กรมการท่องเที่ยวฯ” ร่วมกับ “มหาวิทยาลัยศิลปากร” และ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ร่วมกันจัดงาน “ศิลปะเพื่อคนตาบอด” โดยที่ความน่าสนใจก็คือ ผู้จัดได้มีการปรับปรุง “รูปแบบการจัด” ให้เหมาะสมขึ้นในทุกปี
 
          อ.สุกรี สินธุภิญโญ (หนึ่งในคณะคนทำงานกับอีกหลายท่าน) เล่าให้ผมฟังว่า ย้อนกลับไปจากการจัดงานนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อผู้พิการทางสายตาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่เป็นการถ่ายทอด "เรื่องราวบนภาพถ่าย” ให้คนตาบอดรับรู้ผ่านปูนปั้นนูนต่ำ จนกลายมาเป็นงานประกวดประติมากรรม และสื่อผสมที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์มีอิสระมากขึ้น เรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนตาบอด ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน และทีมงานผู้จัด จากการเริ่มต้นด้วยปูนปั้นนูนต่ำ กลายมาเป็นประติมากรรมนูนสูง และลอยตัว ศิลปินผู้สร้างยังได้ผสมกลิ่นและเสียงลงไปในงานของตัวเองอีกด้วย “ปีนี้แนวคิดที่ปรับปรุงขึ้นมาจากปีที่แล้ว คือ ศิลปินได้ใส่ “สี” ลงไปในงานของตัวเอง ที่คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดการปั้นเพื่อให้คนตาบอดได้สัมผัสนั้น จำเป็นต้องใส่สีลงไปด้วย ซึ่งเหตุที่มี “สี” เป็นตัวนำเสนอผลงานให้กับคนตาบอดได้รับรู้นั้น ก็เพราะคำพูดของคนตาบอดที่เข้าชมงานเมื่อครั้งที่แล้ว ที่บอกว่า เขาชอบงานที่มีสีตัดกัน เพราะคนตาบอดหลายคน ไม่ได้มองไม่เห็นแบบ “มืดสนิท” แต่เป็นกลุ่มผู้พิการทางสายตาที่เรียกว่า กลุ่มสายตาเลือนราง (low vision) ซึ่งมีคนกลุ่มนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
 
          เขาให้ข้อมูลว่า แนวคิดของงานในปีนี้ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเออีซี ผ่านแนวคิด “ท่องไปในอาเซียน” โดยมีงานประติมากรรมที่ถ่ายทอด “ความงาม” ของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัดพระแก้ว, พระธาตุดอยสุเทพของไทย บุโรพุทโธ, เกาะบาหลีของอินโดนีเซีย และปราสาทนครวัดของกัมพูชา ให้คนตาบอดได้สัมผัส 
 
          ปีนี้มีผลงานหนึ่งซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวจากจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถ วัดพระแก้ว เป็น ตอน “ศึกไมยราพ” ที่หนุมานเนรมิตกายให้ใหญ่ อมพลับพลาที่ประทับของพระรามไว้ ผู้อ่านหลายท่านคงจำได้ดี เพราะภาพหนุมาน “อมพลับพลา” ถือเป็นไฮไลท์หนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมา คนตาบอดไม่เคยรับรู้ได้ว่า หนุมานแปลงกายให้ใหญ่อย่างไร อมพลับพลาแบบไหน คือถ้าฟังจากคำบอกเล่า คนตาบอดคงจินตนาการถึงภาพนี้ได้ยาก แต่ปีนี้ศิลปินได้ถ่ายทอดรายละเอียดของภาพหนุมานอมพลับพลา (ที่คนทั่วไปหลับตาก็คงนึกได้) มาให้คนตาบอดสัมผัส เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อคนตาบอดได้ไปวัดพระแก้วจริงๆ จะได้จินตนาการได้ นึกถึงได้ กับ “หนุมานอมพลับพลา” ที่เคยสัมผัสได้เช่นกัน” คำพูดของเขาประโยคสุดท้าย ทำให้ผมคิดมากไปว่า ในโลกที่ชอบ “อมความจริง” หรือ “ปีศาจอยากอมประเทศ”, กระทั่ง “โฟร์โด” อยากอมแหวนใน Lord of the ring เสียเอง รวม “ประชานิยมอยากอมแมสฯ” นั้น ไม่มีอะไรนำพาเท่านัยยะ “หนุมานอมพลับพลา” แต่หากใคร่รู้ งานจะจัดถึงวันที่ 9 ตุลาคมนี้เท่านั้น
 
........................................
(หมายเหตุ Feel the Happiness'การเห็น' ที่ไม่ต้องพึ่งพา 'ดวงตา' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)