บันเทิง

Leadingแบบ'เฟอร์กี้'Leadershipแบบ'ท่านเซอร์'

Leadingแบบ'เฟอร์กี้'Leadershipแบบ'ท่านเซอร์'

22 ก.ย. 2558

Leading แบบ “เฟอร์กี้” Leadership แบบ “ท่านเซอร์” : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
 
          ความยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มีหมุดไมล์เริ่มต้นมาจากอันใดหรือ ? จากวันที่คนงานรถไฟรวมทีมกันเล่นในนาม “นิวตัน ฮีธ” หรือจากค่ำคืน ที่เด็กน้อย ไบรอัน คิดด์ ยิงปิดเกมนัดชิงยุโรป 4-1 ในปี 1968 จากตอนที่แสงสว่างของ “จอร์จ เบสต์” เรืองรองไปทั่วโอลด์ แทรฟฟอร์ด หรือจาก “เท้าก้าวแรก” ของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เดินมาถึง “บ้านของเขา” ที่แมนเชสเตอร์
 
          ดูเหมือนจะเป็นทุกอย่าง แต่ถ้าเลือกเพียงหนึ่งเดียว ผมขอให้น้ำหนักเป็นอย่างหลังสุด “เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน” เข้ามา “เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งหมด” ของแมนยู เหมือนที่ เอริก คันโตนา เปลี่ยน “วิธีคิด” ของ “ฟุตบอลอังกฤษ” อย่างที่ The Times บอก ความขัดแย้งกับ “กลุ่มนักเตะ” ขาเมา ที่นำโดย พอล แม็คกรัธ และไวท์ไซด์ ไปจนถึงอุปสรรคในการลงทุนลงแรง จากมาร์ติน เอ็ดเวิร์ด ที่ไม่ค่อย “ขึ้นเงินเดือน” ให้เขา มาจนถึงการรุกเร้าของสื่อ ของเอเย่นต์ และของแรงกดดัน
 
          เมื่อผ่านไป 27 ปี (1986-2013) จึงไม่แปลกที่ “เฟอร์กี้” ถูกยกย่องให้เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด “38 แชมป์” อาจเป็นเพียงเหตุผลง่ายๆ แต่เขาคือผู้จัดการทีมที่อาชีพเดียวกันในวงการฟุตบอล เดินเข้าไปขอปรึกษามากที่สุด (มูรินโญ ที่ว่าไม่ลงให้ใคร ยังเรียกเขาว่า Boss)
 
          ผมเคยไปสัมภาษณ์ “เฟอร์กี้” ที่สนามแคร์ริงตันเมื่อปี 2008 ก่อนนัดชิงมอสโก หลังจากเขาจำได้ตอนที่เป็นคนแรกไปเข้าแคร์ริงตันปี 2007 ซึ่งสปอนเซอร์ส่งเข้าไป ผ่านมา 7 ปียังจำได้ว่า เฟอร์กี้บอกว่า เราต้องแคร์แฟนบอลมากที่สุด เพราะพวกเขาเดินทาง ทุ่มเท ตามติด เพราะทีมที่เขารัก
 
          อีกอย่างหนึ่งที่เขาบอกว่า คนที่เป็น “ผู้นำ” ควรจะมีก็คือ “ต้องรู้ให้ได้ว่า” ลูกน้อง นักเตะ คนทำงาน คิดเห็นอย่างไรกับแนวทางขององค์กร และการนั่งลงพูดคุยแบบเปิดใจ คือหนทางหนึ่งที่ดี ถ้าเหล่านี้คือมุมที่นุ่มนวล เขามีมุมเด็ดขาดแบบผู้นำเหมือนกัน “เฟอร์กี้” ประกาศไว้ในหนังสือเล่มที่แล้วว่า เขาจะไม่ยอมให้นักเตะคนไหน มาทุบโต๊ะ ทำปึงปังใส่เขา หากว่าไม่ได้ลงเล่นตัวจริง ! มีบางคนเคยมาทำแบบนั้นที่ห้องทำงาน แม้จะเป็นเทพ เป็นซุปตาร์ แต่เขาแบนไม่มีกำหนด คือหายไปจากสนามเลย ยาวนาน (ผมเดาว่าคือ รูนีย์) 
 
          “เฟอร์กี้” ประสบความสำเร็จมากในวงการฟุตบอล จนมหาวิทยาลัยทั่วโลก เยล, ออกซ์ฟอร์ด, เซนต์มาร์ติน และอีกราวๆ 50 สถาบันชั้นนำ จ้างเขาไปพูด โดยยังไม่นับว่า ทันทีที่ประกาศ “รีไทร์” ในพฤษภาคมปี 2013 นั้น คิวเขาที่มีค่าตัว “วันละ 5 ล้านบาท” ถูกจองจากทั่วโลก จนเต็มโปรแกรม จนไม่เหลือเวลาเดินทางมาเอเชียเลย และแม้ว่าในเดือนมีนาคมปี 2014 ที่ลูกชายคนเล็กของ “เฟอร์กี้” ได้ดีลกับไทยเรียบร้อย ในการไปทำกิจกรรมกับ “ชัยนาท” นอนโรงแรมกีนด์ เซ็นทารา แต่ก็ดันมาเกิดความรุนแรงทางการเมืองของสองสีเสื้อ จนต้องยกเลิกไปหมด 
 
          จากมุมมองของเรื่องฟุตบอลล้วนๆ ในเล่มที่แล้ว (My Biography) ที่ผมแปล มาถึงเล่มใหม่ เฟอร์กี้ เขียนร่วมกับเพื่อนของเขาคือ ไมเคิล โมริตซ์โดยถ่ายน้ำหนักไปในเรื่องขององค์กรธุรกิจ ที่มีวิธีคิดจากเรื่องฟุตบอล หนังสือเล่มนี้ชื่อ Leading ปกสีขาวๆ และสังเกตได้ว่า เปลี่ยนถ่ายจาก “สีแดง” มาสู่สีดำทอง เพื่อแสดงถึงความสมาร์ท และไม่อาศัยชื่อเสียงของแมนยู ซึ่งเขาเป็น director อยู่ (แบรนด์แข็งมากอย่าง “เฟอร์กี้” ไม่ต้องพึ่งใครแล้ว ออกปลากระป๋อง ยังมีคนซื้อ) เล่มนี้จะวางแผงวันอังคารที่ 22 กันยายน (ซึ่งก็ตรงกับวันที่นสพ.เล่มนี้ออก) แต่ผมได้จากอังกฤษแล้ว เพื่อนส่งมาให้ “เนชั่นบุ๊คส์” ได้ลิขสิทธิ์ และกำลังทำการแปล เนชั่นบอกว่าจะเสร็จราวๆ ปีใหม่ และขอเอาใจช่วยคนแปล ไม่ว่าเป็นใคร ให้ถ่ายทอดมุมมองธุรกิจผสมฟุตบอล ออกมาให้ดีที่สุด ผมจะรออ่านเช่นกัน ระหว่างเล้าโลมตัวอักษรภาษาอังกฤษต้นฉบับ ไปแล้วหลายหน้า..ใครจะลืมเขาล่ะ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน - บิดาแห่ง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

......................................
(หมายหตุ 
Leading แบบ “เฟอร์กี้” Leadership แบบ “ท่านเซอร์” : คอลัมน์ Eat play life โดย...  นันทขว้าง สิรสุนทร)