
เล่นหูเล่นตา:โอซาก้า... หน้าเดิน(2)
21 ก.ย. 2558
โอซาก้า ... หน้าเดิน (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ถึงฉันจะเกลียดการเดินทาง! เพราะหลายครั้งฉันเองก็ไม่รู้ว่า จุดหมายมันอยู่ที่ใด? แล้วเราต้องไปอีกไกลแค่ไหน? แต่ระหว่างนั้น ... ระหว่างการเดินทาง ฉันก็ได้เรียนรู้ตัวเองไปพร้อมๆ กับเส้นทาง...
การมาโอซาก้าแบบฉุกเฉินบังเอิญว่างครั้งนี้ พวกเรา นก (พี่สาวฉัน) แป้ (น้องสะใภ้) คุณสีเกด และฉัน ต้องเปลี่ยนโรงแรมที่พัก 2 แห่ง ตอนสายของวันที่ 2 เราจึงเช็กเอาท์ออกจากโรงแรม RIHGA Inn ย่านชินไซบาชิ (shinsaibashi) ไปสถานีนัมบะ (Numba) เป็นสถานีที่อุดมไปด้วยของกินของช็อป เช้ามายังไม่มีอะไรตกถึงท้องจึงสอดส่ายสายตาหาของกิน มีซูเปอร์ขนาดย่อมเหมือนในห้างอิเซตันบ้านเรา แต่ที่นี่ราคาถูกกว่า มื้อเช้าเขาบอกว่าต้องกินเยอะๆ ฉันเลยกวาดเอาทั้งข้าวปั้นหน้าปลาซาบะ เต้าหู้ห่อข้าว ไข่ม้วน แซนด์วิช และที่ไม่ลองไม่ได้ ดูซิว่าจะสู้ไข่ต้มบ้านเราได้รึเปล่า “ไข่ต้มของญี่ปุ่น” เปลือกสีขาว 2 ฟอง 100 เยน (30 บาท) ไข่ของเขาหอมเนียนนุ่ม ไม่คาว สมราคาฟองละ 15 บาท แต่ถึงยังไงฉันก็เข้าข้างไข่บ้านเราอยู่ดีเพราะทั้งถูกและดี ที่ไหนจะอุดมเท่าเมืองไทยบ้านเราล่ะ! ผัก ผลไม้ อาหารการกิน คุณภาพดี ราคาถูก คนต่างชาติที่เกษียณก็แห่กันมาอยู่ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ ที่สงบ ร่มรื่น และเต็มไปด้วยมิตรภาพ คนไทยเรายิ้มง่าย อารมณ์ดี ถ่อมตัว ไม่ค่อยจะถือสาอะไร เรามักให้อภัยและให้โอกาสกันเสมอ ที่สำคัญเราเห็นอกเห็นใจกัน เวลามีอะไรเกิดขึ้นเราก็ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกัน ไอ้พวกที่ชอบซ้ำเติม หาเรื่องมาโกรธมาเคือง ... ตั้งแง่ ... อคติ ... มองโลกในแง่ร้าย ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีและเป็นอยู่ เอะอะก็จะเรียกร้อง เอาโน่นเอานี่ให้มันได้ดั่งใจตัวเองโดยไม่สนใจส่วนรวม คงเป็นพวกคนไทยกลายพันธุ์ที่น่าจะไปอยู่ตามขอบตามตะเข็บชายแดนอันแสนกันดาร มันจะได้รู้ว่าสิ่งที่มันเคยมีเคยเป็นอยู่นั้นมีค่าแค่ไหน!
ใครที่คิดว่าเมืองไทยไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ได้ดั่งใจ ก็ต้องให้เปลี่ยนสัญชาติแล้วย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เอาประเทศที่สบายใจ จะได้ไม่ต้องมานั่งก่นด่าติเตียนบ้านเกิดตัวเอง ให้ดูเป็นพวกไม่รู้จักบุญคุณประเทศชาติ ถ้าบ้านนี้เมืองนี้มันจะไม่น่าอยู่ก็ไม่ใช่เพราะประเทศชาติ แต่เพราะคนในชาติบางคนที่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่บรรพบุรุษได้แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อให้ลูกหลานเลวๆ มันได้มาเนรคุณต่อชาติและกษัตริย์ในวันนี้ ... สิ่งใดที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราล้วนสอนให้เรารู้จัก “ปรับตัว” ให้เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ และ “อยู่” กับสิ่งที่เป็นให้ได้ ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ลำบาก ยากจน หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหลานั้นมันยันเราไปจนสุดที่ “ความสูญเสีย” แต่ตราบเท่าที่ยังไม่ตายก็ต้องหายใจและสู้ต่อไป เพราะที่นี่คือ “บ้านของเรา” คนในชาติคือพี่น้องของเรา ...
ฉันเคี้ยวไข่นุ่มลิ้นแล้วคิดถึงเมืองไทย แค่อาหารคำเดียวก็มีความหมายพาฉันกลับไปในที่ๆ ฉันรักได้ อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา การเดินทางนำเราไปสู่ความเแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย แต่การอยู่กับที่ อยู่กับบ้าน ... “บ้านเรา” ทำให้เราได้ตระหนักถึงความผูกพันลึกซึ้งที่มีมาตั้งแต่เกิดจนโต ที่ๆ สอนให้เราเป็นคนดีและมีแรงก้าวออกไปดูโลก พบกับสิ่งแปลกใหม่ได้อย่างใจต้องการ ... กินจนอิ่มท้องก็มีแรงเดินทางต่อ ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีอูเมดะ (Umeda) ย่านนี้เป็นศูนย์กลางของห้างที่ใหญ่โตและมากมายจนเดินกันแทบไม่ทั่วของโอซาก้า เราเข้าเช็กอินในโรงแรม ยังไม่ถึงเวลาบ่ายสองเลยต้องฝากกระเป๋าไว้แล้วออกมาดูอะไรที่เจริญหูเจริญตา ที่สถานีอูเมดะมีห้างเล็กๆ อยู่ แต่เขาจะขายเฉพาะของกินสำเร็จรูปที่ซื้อกลับบ้านได้ ผักผลไม้สดๆ ขนมหวานต่างๆ ประเภท ผลไม้ผสมบุก ดูกล่องที่ใส่แล้วไฮโซมาก ราคาตั้งแต่ 200 ไปจนถึงเป็นพัน ที่เหลือก็แป้งห่อถั่ว ถั่วห่อแป้ง โมจินั่นเอง แค่เดินชิมก็อิ่มแล้วค่าคุณ ลงสถานีไหนก็ช่างถ้ามีของกินฉันก็แวะซื้อกินมั่วๆ ไป จะได้เรียนรู้นิสัยในการบริโภคของคนประเทศนั้นๆ
คนญี่ปุ่นในยุคนี้ชอบซื้อมากกว่าทำกินเอง อาหารสำเร็จรูปมีวางขายอยู่ทุกที่และขายดีมาก ต่อให้เป็นอาหารฝรั่ง พวกเบอเกอร์ สปาเก็ตตี้ แต่ฉันว่ารสชาติก็ยังคงเป็นญี่ปุ่นอยู่ดี เสน่ห์ของมันอยู่ตรงนี้ ... ดัดแปลงให้เข้ากับปากของคนญี่ปุ่น บางอย่างจำหน้าแทบไม่ได้ว่ามาจากอิตาลี เอะอะพวกนางก็เอาไปกินกับข้าว คือ เอาอิ่มไว้ก่อนงี้ ...
เวลาซื้อของกินแล้วเดินกินจนหมด พอจะหา “ถังขยะ” ช่างเป็นสิ่งที่หายากที่สุดสิ่งหนึ่งในบ้านเมืองนี้ ฉันต้องยัดไว้ในกระเป๋าสะพายแล้วค่อยไปหาทิ้งเอาดาบหน้า ถึงที่ทิ้งขยะจะหายากแต่ที่ระบายหาง่ายมาก ห้องน้ำของเขาเริ่ดที่สุด! สะอาด และมีระเบียบ คนเข้าก็มีระเบียบ ยืนเข้าคิวกันไม่เคยเห็นใครแซงคิวต่อให้แก่ก็เถอะ ที่นี่ไม่มี “มนุษย์ป้า” ว่างี้! ... ด้วยหนังสือเที่ยวล่าสุดโอซาก้าที่สีเกดพกมาเป็นคัมภีร์นำทาง ขึ้นรถสายสีอะไร? ลงสถานีไหน? ออกประตูไหน? ไม่งั้นมีหวังเป็นกะเหรี่ยงหลงญี่ปุ่นแน่พวกเรา ขอแนะนำให้ซื้อหนังสือคู่มือเดินทางที่มีภาษาญี่ปุ่นกำกับ ชีวิตจะง่ายขึ้นมากค่ะคุณ หลงหรืองงตอนไหนก็ถามเขาจิ้มตัวหนังสือให้เขาดู รับรองไปถูกแน่ๆ เพราะถ้าพวกนางไม่พูดภาษาอังกฤษนางก็จะพาไปส่งจนถึงทางออกนั่นแหละ น่ารักที่สุดเลย! ... จุดหมายที่แรกของพวกเราคือ แหล่งช็อปปิ้งที่ Shinsaibashi-suji Shopping Street มีทุกสิ่งอันจริงๆ ค่ะ เริ่มต้นจากร้านขายผ้าลายญี่ปุ่นน่ารักๆ ขายผ้าเป็นเมตรเป็นชิ้น จะเอาอะไรก็จิ้มเอา เดี๋ยวพนักงานจะเขียนใบสั่งซื้อพร้อมตัวอย่างผ้าใส่กระบอกพลาสติกใสแล้วยัดเข้าไปในท่อ มันจะดูดใบสั่งนี้ไปข้างบน เขาจะตัดผ้าตามยาวตามลายที่เราสั่ง เรื่องจะไปจบที่โต๊ะแคชเชียร์ภายใน 10 นาทีเป๊ะ มีผ้ากิโมโนลายสวยๆ เยอะแยะ ที่เขาเอามาทำเป็นกระเป๋าใส่สตางค์ ใส่แว่นตา ที่เราซื้อสำเร็จมาฝากเพื่อนนั่นแหละ ดูผ้าจนตาลายเลยย้ายก้นออกจากร้านไปหาดูอะไรดูต่อ มีคนบอกว่ามาที่ญี่ปุ่นแล้วต้องซื้อรองเท้าผ้าใบยี่ห้อนี้ ยี่ห้อเดียวกับตระกูลพระเอกเรื่อง “รอยฝันตะวันเดือด” ยี่ห้อ “Onitsuka Tiger” มีทั้งแบบผลิตในญี่ปุ่นกับผลิตในอินโดนีเซีย แบบที่ผลิตในญี่ปุ่นจะมีลายคิขุขืนฉันใส่หมาที่บ้านคงรุมแทะเท้านึกว่าขนมหวาน คู่ละ 4,000-12,000 เลยหันมาดูที่ผลิตในอินโดฯ คู่ละ 2,000 กว่าบาท แต่ช่างหาแบบหาขนาดได้ยากจริงๆ ของมาแต่ละร้านมีจำนวนจำกัด แล้วคนไทยก็มาขนไปจนจะหมดแล้ว
น่าแปลกใจที่คนญี่ปุ่นกลับไม่ค่อยนิยมยี่ห้อของตัวเองสักเท่าไหร่ พวกเขานิยมแบรนด์อินเตอร์ พวกไนกี้ (Nike) อะดิดาส (Adidas) นิวบาลานซ์ (New Balance) ฯลฯ ซะมากกว่า ... เอาเถอะใครจะใส่อะไรนิยมอะไรก็ช่าง สำหรับฉันถ้าใส่แล้วสบายไม่กัดตรีนก็จะพากลับบ้านไปอยู่ด้วยกัน ของแพงๆ แบรนด์ดังๆ ทำอะไรกระเป๋าตังค์ฉันไม่ได้หรอกนะคะคุณตำรวจ! ลองรองเท้าไป 5 - 6 คู่ ได้มาแค่คู่เดียว เริ่มรู้สึกหิวเดินออกมาเจอร้าน Kani Doraku Honten ร้านขายขาปูยักษ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ใครที่มาย่านนี้ต้องมาชิม หน้าร้านมีรูปปูยักษ์ของญี่ปุ่นตะกายฝาอยู่ เอาแค่ชิมๆ กลัวอิ่ม! เขาย่างกันสดๆ ขายเป็นถาดเล็กๆ มี 2 ขา ราคา 700 เยน (210 บาท) กลิ่นเปลือกปูไหม้ห้อมหอม เนื้อปูก็นุ่มและหวาน ของสดๆ ไม่แช่แข็ง มันก็เลยอร่อยสุดๆ แบบนี้ กินเปล่าๆ ได้โดยไม่ต้องจิ้ม แต่จะดีกว่านี้นะถ้าได้จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดพริกขี้หนูสวนแซ่บๆ ของบ้านเรา จิ้มอะไรก็อร่อยแค่คิดถึงก็น้ำลายไหลแล้ว! ...
ที่โอซาก้าคือเมืองต้นกำเนิดของขนมครกญี่ปุ่น เขาเรียกว่า ทาโกะยากิ กับ พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนมิยากิ แต่ขนมครกญี่ปุ่นที่นี่เป็นแบบนุ่ม ไม่ใช่กรอบนอกนุ่มในอย่างที่ขายในบ้านเรา รสชาติเหมือนกินไข่ตุ๋นที่เอาไปจี่แล้วราดน้ำซอสของเขา เอิ่ม ... นี่ขึ้นชื่อแล้วใช่มั้ย? คนต่อคิวกันยาว บางทีนะ ... ไอ้ที่เขาว่ากันว่าอร่อย ต้องชิม ห้ามพลาด ก็ปล่อยให้เขาว่ากันต่อไปเถอะ มาถึงที่นี่ฉันได้รู้จักตัวเองแล้วว่า ... อร่อยของคนอื่นอาจไม่อร่อยสำหรับฉัน ของอย่างนี้ลิ้นใครลิ้นมัน!
ที่โอซาก้าคือเมืองต้นกำเนิดของขนมครกญี่ปุ่น เขาเรียกว่า ทาโกะยากิ กับ พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนมิยากิ แต่ขนมครกญี่ปุ่นที่นี่เป็นแบบนุ่ม ไม่ใช่กรอบนอกนุ่มในอย่างที่ขายในบ้านเรา รสชาติเหมือนกินไข่ตุ๋นที่เอาไปจี่แล้วราดน้ำซอสของเขา เอิ่ม ... นี่ขึ้นชื่อแล้วใช่มั้ย? คนต่อคิวกันยาว บางทีนะ ... ไอ้ที่เขาว่ากันว่าอร่อย ต้องชิม ห้ามพลาด ก็ปล่อยให้เขาว่ากันต่อไปเถอะ มาถึงที่นี่ฉันได้รู้จักตัวเองแล้วว่า ... อร่อยของคนอื่นอาจไม่อร่อยสำหรับฉัน ของอย่างนี้ลิ้นใครลิ้นมัน!
โปรดติดตามตอนต่อไป ...
..........................................
(หมายเหตุ โอซาก้า ... หน้าเดิน (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



