บันเทิง

ทีวีสีรุ้ง:'ยาเกือบจะไม่ฆ่าหญ้า'

ทีวีสีรุ้ง:'ยาเกือบจะไม่ฆ่าหญ้า'

16 ก.ย. 2558

'ยาเกือบจะไม่ฆ่าหญ้า' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์

 
 
          ถ้ายังจำกันได้ (ที่เกริ่นแบบนี้เพราะสมัยนี้ข่าวเยอะ และมาไวไปไวค่ะ) ช่วงวันศุกร์เสาร์ที่ผ่านมา ในกลุ่มสนทนาของคุณ ไม่ว่าจะที่ออฟฟิศ ญาติๆ ที่บ้าน เพื่อนทั้งที่เจอกันหรือในกรุ๊ปไลน์หรือเฟซบุ๊ก น่าจะมีเรื่องสนใจคล้ายๆ กันคือ เรื่องความน่าเห็นใจที่มีต่อครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย หญิงอายุ 62 ปี มีศักดิ์เป็นยายและแม่ ชายพิการจากการประสบอุบัติเหตุอายุ 42 ปี และหลานตัวน้อยอีก 3 คน
 
          สรุปใจความที่มาถึงผู้รับสารอย่างเราคือ คนในครอบครัวทั้งยายและหลานที่อายุ 8 ขวบ เห็นทิศทางเดียวกันว่า ควรจะทิ้งชีวิตตัวเองและคนอื่นๆ ในครอบครัว จากสิทธิในการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เพราะไม่ไหวที่จะยืนหยัดต่อไป เพราะความยากลำบากที่มีอยู่ ด้วยปัญหาคือ ยายต้องเป็นผู้เลี้ยงดูลูกและหลาน กับเงินเบี้ยคนชราและคนพิการ รวมกันเพียง 1,400 บาทต่อเดือน และอีกนิดหน่อยจากการขายขนม ทำให้เกิดหนี้สิน การไม่พอกิน อดมื้อกินมื้อ ซึ่งเด็กๆ ก็ยังไม่ค่อยได้ไปเรียนหนังสือ แต่ครั้นจะคิดกินยาฆ่าหญ้าเพื่อปลิดชีวิต ก็ยังติดปัญหาที่เงินจะซื้อยาก็ยังไม่มี จึงต้องไปยืมเงินจากคนข้างบ้าน เพื่อจะไปซื้อเครื่องมือที่จะพาตนและครอบครัวไปในจุดที่คิดว่า ไม่ต้องเผชิญกับทุกข์อีกต่อไปแล้ว
 
          เรื่องนี้เป็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่อมีการนำเสนอผ่านทางโทรทัศน์ จนเรียกว่าเป็นประเด็นน่าสนใจเลยก็ว่าได้ จากเหตุการณ์นี้เชื่อว่า เมื่อคนส่วนใหญ่รับรู้ก็อยากที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ทั้งผู้เกี่ยวข้องในชุมชนนั้น ที่เห็นได้จากมีการช่วยกันสร้างที่พักอาศัย เคลียร์หนี้สิน หรือกระทั่งเราๆ เมื่อได้ทราบเรื่อง อ้อมเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เดินไปเอทีเอ็มหรือธนาคารเพื่อโอนเงินเลยด้วยซ้ำ เหล่านี้คือข้อดีที่มองเห็นได้ในสังคมบ้านเราค่ะ มีน้อยมีมากไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ถ้ากรูรู้ใครลำบาก กรูต้องให้ก่อน นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนไทยนะคะ ที่มันกอปรไปด้วยความเมตตากรุณา อยากเห็นผู้อื่นมีความสุขพ้นทุกข์ มันคือความดีงามที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเรายังคงเป็นปึกแผ่น เป็นพี่น้องร่วมชะตากรรมกันอยู่ค่ะ ซึ่งอ้อมเชื่อว่าอย่างน้อยตอนนี้ 5 ชีวิตตรงนั้น คงมีความเชื่อมั่นว่า โลกนี้ยังคงน่าอยู่ และเรายังคงต้องต่อสู้กันต่อไป (เห็นมั้ยค่ะความโชคดียังมีในความโชคร้าย ไม่ต้องตายเพราะไม่มีเงิน)
 
          แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับอ้อมในกรณีนี้คือ หลานที่ชวนยายกินยาเพื่อละทิ้งสิทธิในการมีชีวิตต่อไปเนี่ย ยังเด็กมาก หนูน้อยเขารู้มาจากไหนว่า สิ่งที่เขาจะทำมันจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เขาพ้นทุกข์จริงๆ เขาดูจากสื่อไหน? แสดงว่าสื่อนั้นไม่ได้ทำให้เารู้เลยว่า ชีวิตมันต้องมีปัญหาเป็นธรรมดา หนักบ้างเบาบ้าง ยากบ้างง่ายบ้าง แต่ทุกๆ คนก็ต้องมี... สื่อที่หนูน้อยได้เสพนั้น คงไม่มีเรื่องราวของชีวิตแบบ ‘วัลลี’ ที่แสดงให้เห็นว่า ทุกชีวิตมีค่าที่จะอยู่ต่อไป
 
          อ้อมจำได้ว่าตอนอ้อมเด็ก เรื่องวัลลีกลายเป็นหนังที่สร้างแรงฮึด อึดและอดทนให้คนในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเท่าที่จำได้ ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือลำบากแค่ไหน จะมีเรื่องวัลลีเข้ามาในหัว รับรู้ความลำบากของเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ต้องไปโรงเรียนแล้วรีบแอบกลับมาบ้าน เพื่อเอาข้าวมาให้ยายกิน แล้วกลับไปเรียน ทำแบบนี้ทั้งที่ระยะการเดินทางก็ไม่ใช่น้อย แถมยุคนั้นไม่ได้มีเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกอะไรนักหนา จำได้ว่าใครๆ ก็ต่างพูดถึงความมุ่งมั่นของวัลลี
 
          แต่หนูน้อยคนนี้ คงไม่มีวัลลีเป็นไอดอล เพราะตอนนี้สื่อรอบๆ ตัวหรือสิ่งที่คนยุคนี้สนใจส่วนใหญ่คือ กระเป๋าแพง รถสวย โทรศัพท์ใหม่ ไลฟสไตล์คูลๆ หน้าตา และฐานะทางสังคม ไอดอลของคนยุคนี้ จึงมักชี้ไปที่คนรวย สวย เก่ง ซึ่งไม่ผิด แต่มันไม่ค่อยมีแบบมุ่งไปที่คนดีและไม่ย่อท้อ ที่ก้าวมาจากศูนย์หรือติดลบที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องอาศัยเพียงแค่หน้าตาและความพยายามที่จะโดดเด่น เพื่อที่จะทำให้เด็กๆ เขาเห็นว่า ความลำบากที่มีมาเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เพียงแต่เราต้องอดต้องทน ถ้าเราจนเงิน แต่ถ้าเราไม่จนใจ อะไรก็จะดีขึ้นได้
 
          สื่อที่ดีทุกวันนี้กำลังทำหน้าที่กอบกู้ คือเป็นกระบอกเสียง พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อคนต้องการ แต่มันคงดีไม่น้อย ถ้าสื่ออีกหลายสื่อจะมาร่วมทำหน้าที่ผู้ปกป้อง โดยการเพิ่มเนื้อหาที่แสดงให้เห็นว่า โลกมันก็เป็นของมันแบบนั้น ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกข์ได้ ก็หายทุกข์ได้ อย่าแก้ปัญหาด้วยการหนีปัญหา ถ้าผู้ผลิตสื่อหันมาเพิ่มบทบาทตรงนี้มากขึ้น อ้อมว่าพวกเราอาจไม่ต้องนั่งใจตก หดหู่เวลาได้ยินเรื่องราวอะไรแบบนี้
 
          มันก็คงเหมือนเราดูการ์ตูนยอดมนุษย์ตอนเด็กอะค่ะ ถ้ามันไปถึงจุดที่ผู้ร้ายแปลงร่างเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ บางทียอดมนุษย์เองก็อาจสู้แบบตัวเล็กๆ คนเดียวไม่ไหว ต้องร่วมมือร่วมใจหันมารวมร่างให้ใหญ่แล้วฮึดสู้เหมือนกัน
 
          ได้เวลาแปลงร่าง!!!!!!
 
........................................
(หมายเหตุ  'ยาเกือบจะไม่ฆ่าหญ้า' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)