ขบคิดขีดเขียน:'ไทม์แมชชีน'
15 ก.ย. 2558
'ไทม์แมชชีน' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
เพื่อนรักของหญิงยศบวชค่ะ จริงๆ ต้องบอกว่าบวชมาสักพักเพิ่งจะสึกออกมาไม่นานนี้ เพื่อนคนนี้เป็นคนพิเศษค่ะ เขาเป็นคนที่มีความฝัน และมีความสามารถที่จะผลักดันฝันต่างๆ ของเขาให้กลายเป็นความจริงได้ไม่ยากเลย หลายๆ ความฝันของเขากลายมาเป็นรูปธรรมที่ทุกคนได้เห็น ได้ฟัง ได้รับรู้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของความฝันของเขา บางความความฝันของเขาสร้างความหมั่นไส้ บางอันสร้างรอยยิ้ม น้ำตา บางความฝันของเขากลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายต่อหลายคน...
เพื่อนช่างฝันของหญิงยศคนนี้ชื่อ วู้ดดี้ ค่ะ วู้ดดี้ มิลินทจินดา แห่ง วู้ดดี้ เกิดมาคุย นั่นเองค่ะ ครั้งแรกที่วู้ดดี้มาบอกว่าจะบวช พวกเราทุกคนก็รับทราบ แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยว่าตารางงานเพื่อนยุ่งเหลือเกิน รายการต้องจัดสดทุกวัน อีเวนท์ต้องไป งานต่างๆ มากมาย พวกเราแอบไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่
แต่ลึกๆ หญิงยศอยากให้วู้ดดี้บวชค่ะ เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา อย่างหนึ่งที่เรารับรู้กันก็คือ วู้ดดี้เป็นคนขี้เบื่อค่ะ... เขาเป็นคนที่เบื่อง่ายมาก หญิงยศคิดว่าด้วยความที่เขามีเรื่องต้องคิดเยอะแยะมากมายไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าเหตุการณ์ตรงหน้าไม่สนุกพอ วู้ดดี้จะเปลี่ยนช่องในหัวไปที่อื่นทันที หลายครั้งที่ตัววู้ดดี้นั่งอยู่กับเรา แต่เรารู้ว่าใจเขาล่องลอยไปที่อื่นเสียแล้ว และอาการนี้มันรุนแรงมากขึ้นทุกที หลายครั้งที่หญิงยศต้องเอื้อมมือไปสะกิดแล้วเรียก วู้ดดี้ กลับมาอยู่กับเพื่อน นั่นแหละ วู้ดดี้ก็จะได้สติ แต่แค่แป๊บเดียว เราก็จะเห็นการล่องลอยไปที่อื่นของเพื่อนอีกครั้ง... วู้ดดี้เปิดลิ้นชักแล้วกระโดดลงไทม์แมชชีนไปแล้ว
วันที่วู้ดดี้บวช พวกเราทุกคนขึ้นเครื่องไปที่เชียงราย ที่สถานปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี หรือที่พวกเราเรียกสั้นๆ ว่า ท่าน ว. งานบวชเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีแต่ครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น หลังจากงานบวชสิ้นสุดลง เราก็กลับมากรุงเทพฯ เพื่อให้พระวู้ดดี้ได้ออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่ พระวู้ดดี้ได้เดินทางไปอินเดีย ได้ไปปักกลดในป่าช้า ได้ไปทิเบต ได้พบพระผู้ใหญ่มากมาย แต่สุดท้ายคนที่เป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดของพระวู้ดดี้ก็คือท่าน ว.วชิรเมธีนี่เอง เพื่อนที่ตามไปเป็นเด็กวัดให้พระวู้ดดี้ตลอดการบวชนั้น ถึงกับออกปากว่า ท่าน ว. ท่านพิเศษจริงๆ นะ ท่านน่ามหัศจรรย์มาก
เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่าน ว. จัดธรรมมะในสวนขึ้นที่สวนลุมพินีค่ะ ที่งานนี้เอง หญิงยศได้ฟังพระวู้ดดี้เทศน์ และหัวข้อที่ท่านเทศน์ก็เริ่มต้นที่เรื่อง ไทม์แมชชีน นี่เอง
พระวู้ดดี้ท่านบอกว่า คนเราสมัยนี้ไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันค่ะ ท่านเริ่มจากตัวท่านเองก่อนเลยว่า เมื่อก่อนบวช ท่านขึ้นไทม์แมชชีนบ่อยที่สุด เมื่อปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้ามันน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ ท่านจะขึ้นไทม์แมชชีนไปอนาคตหรืออดีตทันที ไปนั่งคิดวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตว่าทำไมวันนั้นเราไม่ทำอย่างนั้น ทำไมเราตัดสินใจแบบนี้ หรือบางทีก็ไปอนาคต จะทำโครงการอะไรต่อดี โครงการร้อยล้านอันนั้นจะคุ้มทุนหรือไม่ แขกรับเชิญคนต่อไปจะอย่างไร เราจะมีพันล้านหมื่นล้านไหม ท่านว่าท่านขึ้นไทม์แมชชีนไปตลอดเวลา เหมือนกับคนสมัยนี้ที่คอยเช็กอินสตาแกรม เชกเฟซบุ๊ก ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันคือเรื่องที่เกิดไปแล้ว จบไปแล้วทั้งนั้น เรานังจมอยู่กับมัน คนเราไม่ชอบอยู่กับปัจจุบัน ชอบไปกังวลอนู่กับอดีตหรืออนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไม่มีอยู่จริง...
ตอนได้ยินท่านเทศน์ประโยคที่บอกว่าอดีตและอนาคตคือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงนั้น หญิงยศน้ำตาไหล ไม่คิดจริงๆ ว่าจะได้ยินจากปากของท่าน ไม่ใช่แค่ปากสิ หญิงยศรู้สึกว่ามันออกมาจากใจของท่าน มาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของท่าน ที่ต่อไปนี้ท่านจะมองเห็นความสำคัญของปัจจุบัน ว่านี่คือจริงที่สุด และปัจจุบันขณะนั้นมันสั้นแสนสั้น สั้นยิ่งกว่าที่เรากะพริบตาเสียอีก
หญิงยศกลับมานั่งทบทวนและมองไปรอบๆ ข้าง รวมทั้งมองกลับมาที่ตัวเองด้วยเช่นกัน คนเราทุกวันนี้นะคะ ลืมตามาอย่างแรกที่ควานหาก็คือโทรศัพท์ เปิดดูว่ามีไลน์เข้ามากี่ข้อความ มีคนมากดไลค์เรามากแค่ไหนในช่วงที่เรานอนหลับ มีใครมาคอมเม้นต์ทิ้งไว้หรือไม่ เรานั่งดูย้อนไป... ซึ่งคำว่าย้อนนั้น แปลว่าเราเดินถอยกลับเข้าอดีตอีกแล้ว ข้อความใดๆ ก็ตามที่ส่งมาทิ้งไว้ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วทั้งนั้น แต่กลับได้ความสนใจทั้งหมดของเราไป แทนที่เราจะอยู่กับปัจจุบันขณะว่าเช้านี้อากาศดีจัง สามีที่นอนข้างๆ ตื่นหรือยัง เช้านี้เรามีความรู้สึกอย่างไร จิตใจสงบดีไหม พร้อมจะลุกขึ้นมาด้วยใจที่เข้มแข็งหรือไม่ เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด
พอตอนกลางวันที่ทำงาน เราก็นั่งไทม์แมชชีนไปว่าเย็นนี้จะไปไหนต่อ จะไปกินอะไรดี เพื่อนคนนี้จะว่างไหม สิ้นเดือนนี้ได้เงินเดือนแล้วเอาไปซื้ออะไรดี เอ.. สิ้นปีจะมีโบนัสไหมนะ ไปญี่ปุ่นจะพอไหม หรือไปเกาหลี เราขึ้นไทม์แมชชีนไปอนาคต... ซึ่งก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน อนาคตก็เป็นผลต่อเนื่องจากปัจจุบันนะคะ การจะการันตีว่าเราจะได้โบนัสสิ้นปีไหม มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีสติอยู่กับงานในปัจจุบันขณะนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่าไปฝันถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเลย
พูดถึงปัจจุบันขณะ คนเราคิดถึงว่าปัจจุบันคือวันนี้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ปัจจุบันมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นนะคะ เอาแค่นาทีต่อไปมันก็คืออนาคตแล้ว พระท่านถึงสอนให้เราท่องยุบหนอ พองหนอ เพราะทันทีที่สิ้นคำว่าหนอนั้น มันจบไปแล้วค่ะทั้งยุบทั้งพอง ปัจจุบันขณะของยุบของพองมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว จิตเราตามไม่ทัน น้อยคนนักที่จะรู้ทันจิตของตัวเอง รู้ทันกิริยาของตัวเอง ถ้าเราเข้าใจและให้ความสำคัญกับจิตและกิริยาตนเองในปัจจุบันขณะแล้วนั้น เราจะไม่มีวันเบื่อเลย และเราจะยุ่งเสียจนไม่สามารถขึ้นไทม์แมชชีนไปอดีตหรืออนาคตได้
สำคัญที่เราต้องเริ่มต้นค่ะ ทำความเข้าใจกับมัน อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หยุดให้ความสำคัญกับอดีตที่จบไปแล้ว หยุดโกรธแค้นอาฆาตกับสิ่งที่เราไม่มีวันกลับไปแก้ไขได้ หยุดเพ้อฝันถึงวันที่ยังมาไม่ถึง ทั้งอดีตและอนาคตนั้นไม่มีอยู่จริง เริ่มต้นเอาชีวิตเรารอดไปให้ได้ในทุกลมหายใจที่หายใจรู้อยู่นี้ เท่านั้นก็พอ...
ลงจากไทม์แมชชีนกันเถอะค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ 'ไทม์แมชชีน' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



