
เอกเขนกดูหนัง:'No Escape'
10 ก.ย. 2558
'No Escape' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
การมาถึงของหนังเรื่องนี้ แม้จะมาในแบบเงียบเชียบ ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาบ้างทางโซเชียลมีเดียและในโรงหนัง แต่ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อเล็กๆปรากฏเป็นข่าวออกมาให้เห็นเมื่อมีรายงานว่าหนังถูกแบน ด้วยข้อสงสัยว่าภาพและเนื้อหาในหนังอาจจะมีส่วนพาดพิงสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทย แต่สุดท้ายผู้จัดจำหน่ายก็ออกมาชี้แจงว่าหนังผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้รับอนุญาตให้ฉายตามปกติภายใต้เรตติ้ง น.15+ (ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไป) ซึ่งเป็นเรตปกติทั่วไป ที่ไม่ได้เข้มงวดกวดขันในการเข้าชม
ในขณะที่ตัวหนังเองก็ไม่ได้บ่งบอกสถานที่ แห่งหน อย่างจำเพาะเจาะจงสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ครอบครัวของแจ็ค ดไวเยอร์ วิศวกรด้านสาธารณูปโภคที่มาดูแลระบบประปาในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขาเองคุยเล่นกับภรรยาว่าเป็นประเทศโลกที่สามแต่ในวันที่พวกเขามาถึง การสื่อสารระบบสารสนเทศถูกตัดขาดทั้งหมด ตั้งแต่อินเทอร์เน็ต สัญญาณโทรทัศน์ (ภรรยาของแจ็คยังบอกอีกว่านี่มันประเทศโลกที่สี่ด้วยซ้ำไป) หรือการติดต่อกับโลกภายนอกผ่านสื่อเก่า เพราะแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับล่าสุดในเมือง ก็ยังเป็นของเมื่อสามวันที่แล้ว
การตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐและมวลชน ที่ต่างฝ่ายใช้กำลังและความรุนแรงเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกัน ดูจะเป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ทั่วไปในหนังแนวนี้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หนังที่ตัวละครตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามกลางเมือง และหากจะจับจ้องมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องราวความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศแถบนี้ก็ถูกใช้เป็นฉากหลังในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ที่โดดเด่นเป็นตำนานก็เช่น Year of Living Dangerously (พ.ศ. 2525) อันว่าด้วยการลุกฮือโค่นล้มอำนาจประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซีย The Killing Field (พ.ศ. 2527) การเข้ายึดครองกัมพูชาของกลุ่มเขมรแดงอันนำมาซึ่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เหี้ยมโหดบนทุ่งสังหาร สองเรื่องนี้นำเสนอผ่านมุมมองของนักข่าว Beyond Rangoon (พ.ศ. 2538) หมอสาวที่ติดอยู่ในพม่าท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการนายพลเนวิน จนนำมาสู่เหตุการณ์ 8888 เมื่อรัฐบาลทหารเข่นฆ่าประชาชนในกรุงย่างกุ้งวันที่ 8 เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1988 (พ.ศ. 2531) พลังของหนังส่งผลให้รัฐบาลทหารจุนตา ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหลังถูกกักตัวให้อยู่แต่ในบ้านพักเป็นเวลานานหลายปี และเธอก็ออกมากล่าวขอบคุณคนทำหนังที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ 8888 อันเลวร้ายที่คนทั่วไปไม่เคยรับรู้ แต่สุดท้ายอองซานก็ถูกควบคุมตัวอีกครั้งไม่กี่ปีหลังจากนั้น เมื่อพรรคของเธอชนะการเลือกตั้งถล่มทลายแต่รัฐบาลทหารจุนตากลับปฏิเสธผลการเลือกตั้ง
กลับมาที่ No Escape แม้หนังไม่ระบุประเทศที่ตัวละครอาศัยอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ในหนังนั้นดัดแปลงหรือจำลองมาเรื่องจริงเหมือนทั้งสามเรื่องข้างต้นที่ยกตัวอย่างมา เพราะเอาเข้าจริงเรื่องราวใน No Escape หาได้มีบรรยากาศทางการเมืองคล้ายคลึงกับประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันแต่อย่างใด เป็นเพียงการปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาลอยๆ (จะว่าไปก็หาได้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือแม้แต่น้อย) เมื่อผูกเรื่องให้ประชาชนเจ้าของประเทศไม่พอใจที่ชาติตะวันตกมาครอบครองระบบสาธารณูปโภคในประเทศของตน แต่ก็น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดถึงจงเกลียดจงชังอย่างรุนแรงถึงขั้นตามล่าตามฆ่ากันให้สิ้นซาก และที่น่าสงสัยหนักขึ้นไปอีกคือมวลชนหัวรุนแรง ถึงขั้นฆ่าฟันเพื่อนร่วมชาติเพียงเพราะให้ทำงานกับฝรั่งมังค่า ทั้งๆ ที่พวกเขาบริสุทธิ์และค่าทำงานหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น (โดยเฉพาะฉากไล่ฆ่าพนักงานโรงแรมที่กลุ่มทุนต่างชาติเข้าพัก และถึงกับเอาปืนรถถังยิงใส่ที่ทำการบนตึกสูง ซึ่งคนทำงานในนั้นล้วนแต่เป็นคนชาติเดียวกัน) สิ่งที่ดูเหมือนหนังจะทำได้อย่างสมจริงคือ การจำลองภาพบรรยากาศความวุ่นวาย ทั้งลักษณะของกลุ่มคนหัวรุนแรง รูปแบบการปะทะกันบนท้องถนน (ฉากบังเกอร์หน้าสถานทูตสหรัฐ ราวกับถอดมาจากบังเกอร์หน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ จากเหตุวุ่ยวายทางการเมืองเมื่อปี 2553)
อันที่จริงสองพี่น้องดาวเดิล จอห์น อีริค (กำกับ, ร่วมเขียนบท) และดรูว์ (เขียนบท, อำนวยการสร้าง) ได้แรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้ จากเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่จอห์นและพ่อจะเดินทางมาเมืองไทย แต่ผู้เป็นพ่อก็ตัดสินใจเดินทางมาตามแผนเดิม แล้วก็พบว่าประเทศไทยในห้วงเวลานั้นสงบเกินคาดคิด จอห์นกับน้องชายจึงมองในมุมกลับว่า ถ้าหากสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองไม่ได้สงบเช่นนั้น การที่ครอบครัวต่างชาติต่างภาษาครอบครัวหนึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายและบรรยากาศของการต่อสู้ปะทะกันอย่างรุนแรงกลางเมืองใหญ่พวกเขาจะทำอย่างไร หัวหน้าครอบครัวจะพาลูกเมียเอาตัวรอดในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ได้อย่างไร ซึ่งพี่น้องดาวเดิลต้องใช้เวลาระดมเงินทุนเพื่อสร้างหนังเรื่องนี้นานถึง 7 ปี กว่าจะได้เปิดกล้องถ่ายทำที่ประเทศกัมพูชา แต่สุดท้ายก็ย้ายมาถ่ายทำที่จ.เชียงใหม่และลำปาง เนื่องจากความพร้อมของอุปกรณ์และทีมงานที่ประเทศไทยมีมากกว่า
เชื่อแน่ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น้องดาวเดิลคงได้สัมผัสสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในไทยที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พวกเขาจำลองบรรยากาศมาใช้ในหนังได้อย่างสมจริงสมจังทีเดียว
..........................................
(หมายเหตุ 'No Escape' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



