บันเทิง

 ไมเคิล แจ็กสัน ครวญเพลงผ่านแผ่นฟิล์ม

ไมเคิล แจ็กสัน ครวญเพลงผ่านแผ่นฟิล์ม

23 ก.ค. 2552

การจากไปของราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็กสัน ไม่เพียงเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในวงการเพลงเท่านั้น หากยังเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงแค่ชายคนนี้จะสร้างปรากฏการณ์สำคัญในวงการเพลง ทั้งร้อง เต้น เล่นคอนเสิร์ต เท่านั้น หากแต่เมื่

  “Ben” ในปี พ.ศ. 2515 แม้ฉากหน้า จะเป็นหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยฝูงหนูฉลาดดุร้าย ที่หวังบุกมาแก้แค้นมนุษย์ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จถล่มทลาย เช่นเดียวกับภาคก่อนหน้า ซึ่งใช้ชื่อว่า “Willard”  แต่ในอีกมุมหนึ่ง เรื่องราวของความผูกพันระหว่างเด็กน้อยกับหนูตัวจ้อย ที่ถูกถ่ายทอดความรู้สึกผ่านมายังเพลงเพลงหนึ่งที่มีชื่อเดียวกับหนัง ก็ได้สร้างชื่อให้เด็กหนุ่มวัย 14 ปี เป็นที่รู้จักในวงการ หลังผละจากวง ‘Jacksons 5’ ของครอบครัวในเวลาชั่วคราว เพื่อมาทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองเป็นชุดที่สอง และด้วยเนื้อหาที่ซาบซึ้งกินใจถึงเรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อน ผนวกกับเสียงร้องโหยหวนออดอ้อน ‘Ben’ ก็กลายเป็นเพลงแรกในชีวิตของไมเคิล แจ็กสัน ในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 บนตารางเพลงฮิตบิลบอร์ด ชาร์ต ในสหรัฐอเมริกา พร้อมๆ กับที่แฟนเพลงอีกหลายล้านคนทั่วโลก รู้จักศิลปินผิวสีคนนี้ มากกว่าแค่ตำแหน่งนักร้องนำ หนึ่งในสมาชิกของวงบอยแบนด์ที่ชื่อ ‘Jacksons 5’

 ไมเคิล แจ็กสัน ข้องแวะกับวงการหนังอีกครั้ง เมื่ออัลบั้มเดี่ยวชุดที่สามของเขา “Music and Me” นำเพลงธีมจากหนังที่ว่าด้วยชีวประวัติของนักร้องหญิงผู้อาภัพ ‘บิลลี่ ฮอลิเดย์’  เรื่อง “Lady Sings the Blues” มาใส่คำร้องและบันทึกเสียงใหม่ ในบทเพลงชื่อ ‘Happy’ แม้จะไม่เป็นที่พูดถึงเท่าอัลบั้มก่อน แต่อีก 5 ปีถัดมา เขาก็มีโอกาสได้เล่นหนังเป็นครั้งแรก ในบท ‘หุ่นไล่กา’ และร้องเพลงประกอบหนังเรื่อง “The Wiz” แค่เพลงเดียวคือ ‘You Can't Win, You Can't Break Even’ จากการนำเอาหนังคลาสสิกเรื่องดัง ‘The Wizard of Oz’ มาเล่าผ่านมุมมองใหม่โดยใช้ทีมนักแสดงผิวสีทั้งหมด ก็ทำให้ได้รู้จักกับโปรดิวเซอร์มือทองในยุคนั้นอย่าง ‘ควินซี โจนส์’ จนได้มาทำอัลบั้มร่วมกัน และคราวนี้ ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง เพราะงานเพลงในฐานะนักร้องเดี่ยวชุด “Off the Wall” ก็ประสบความสำเร็จ ทำให้นักร้องหนุ่มแจ้งเกิดโด่งดังเป็นที่รู้จักมากขึ้น แน่นอนว่า ความสำเร็จคราวนี้เป็นที่จับตามองของแฟนๆ และคนในแวดวงดนตรีในเวลาต่อมา

 ปี 2525 ไมเคิล แจ็กสัน มีโอกาสร้องเพลง ‘Someone in the Dark’ เพื่อใช้ประกอบหนังเรื่อง ‘E.T. The Extra-Terrestrail’ แม้ท้ายที่สุดเพลงนี้จะไม่ได้ถูกนำไปใส่ไว้ในหนัง แต่ด้วยความสำเร็จอย่างมหาศาลของ ‘อีที เพื่อนรัก’ ก็ได้มีการทำหนังสือนิทานชุด ‘อีที’ ออกมา ซึ่งนอกจากนิทานสำหรับอ่านแล้ว ยังประกอบไปด้วยแผ่นเสียงที่มีแจ็กสัน เป็นคนบรรยาย พร้อมเพลง ‘Someone in the Dark’ รวมทั้งโปสเตอร์อีทีและไมเคิล แจ็กสัน แถมมาให้ด้วย (ซึ่งในเวลาต่อมา แจ็กสัน ก็เป็นหนึ่งเจ้าของตุ๊กตาอีที ที่ใช้ถ่ายทำในหนัง) โดยแรกเริ่มเดิมทีนิทานชุดนี้ จะนำออกวางจำหน่ายตามหลังอัลบั้มใหม่ของเขา แต่ทว่าบริษัทแผ่นเสียง ไม่ต้องการให้มีอัลบั้มของไมเคิล แจ็กสัน ออกวางจำหน่ายพร้อมกันสองชุดในเวลาเดียวกัน ดังนั้นบ๊อกเซตนิทานชุด ‘E.T. The Extra-Terrestrial’ จึงถูกนำออกจำหน่าย ก่อนหน้าเล็กน้อยที่แจ็กสันจะประสบความสำเร็จชนิดประวัติศาสตร์วงการเพลงต้องจารึกจากอัลบั้มชุด “Thriller” ในปีเดียวกัน

 เมื่อเห็นตัวเองมีส่วนในความสำเร็จของหนังถึง 3 เรื่อง (แม้จะแค่ร้องเพลงประกอบใน ‘Ben’ และ ‘E.T’ รวมทั้งแสดงบทสมทบเล็กๆ ใน ‘The Wiz’) ในที่สุด ไมเคิล แจ็กสัน ก็ได้โอกาสเล่นหนังเป็นพระเอกเต็มตัวกับเขาบ้างในอีก 4 ปีถัดมา กับหนังผจญภัยอวกาศสามมิติเรื่อง “Captain EO” แต่ทว่าเป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อฉายในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ซึ่งมีความยาวเพียง 17 นาทีเท่านั้น แต่ก็เป็นหนังที่ลงทุนสร้างสูงที่สุดเมื่อ 23 ปีก่อน เพราะใช้เงินถึง 30 ล้านดอลลาร์ และหากเทียบกันนาทีต่อนาทีแล้ว “Captain EO” ใช้เงินถึง 1.76 ล้านดอลลาร์ ต่อความยาวของหนังเพียง 1 นาทีเท่านั้น ถือเป็นหนังที่ใช้เงินเปลืองที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยืนโรงฉายในดิสนีย์แลนด์สหรัฐอเมริกานานถึง 11 ปี โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ญี่ปุ่นอีก 9 ปี และปารีส ฝรั่งเศสนาน 6 ปี โดยมีเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ให้แก่หนังเรื่องนี้ 2 เพลงคือ ‘We Are Here to Change the World’ และ ‘Another Part of Me’ ซึ่งเพลงหลังนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง เมื่อครั้งถูกนำไปรวมไว้ในอัลบั้มชุด “Bad” ในปี 2530

 และหากจะเรียก “Moonwalker” เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งของไมเคิล แจ็กสัน ก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะแท้ที่จริงมันเป็นแค่การรวบรวมเอาหนังสั้น มิวสิกวิดีโอ และบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตของเขาเอาไว้ต่างหาก นอกจากนี้หนังยังออกฉายตามโรงแค่ในยุโรป อเมริกาใต้ และทวีปเอเชียบางประเทศเท่านั้น แต่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา “Moonwalker” กลับถูกนำออกจำหน่ายในรูปแบบวิดีโอ (แต่ก็มียอดขายมากกว่า 8 แสนชุด)

 งานเพลงประกอบหนังที่น่ายกย่องชื่นชมมากที่สุดของแจ็กสัน เห็นจะเป็นการที่เขาอุทิศตนร้องเพลง ‘On the Line’ ในหนังเรื่อง “Get on the Bus” เมื่อปี 2539 หนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของคนผิวสีกลุ่มหนึ่งที่ออกเดินทางข้ามรัฐด้วยรถโดยสารเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประท้วงครั้งใหญ่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ท่ามกลางการถูกเหยียดหยามจากคนผิวขาวตลอดการเดินทาง หนังสร้างจากแรงบันดาลใจในเหตุการณ์จริงของการประท้วง ‘Million Man March’ ที่คนผิวสีนับแสนมารวมตัวกัน เพื่อแสดงพลังในการช่วยเหลือและปกป้องตนเองจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในหมู่คนแอฟริกัน-อเมริกัน

 ทุกครั้งที่เพลงเก่าๆ ของไมเคิล แจ็กสัน ถูกนำมาเปิดในห้วงเวลาแห่งการรำลึกนึกถึงราชาเพลงป๊อปผู้จากไป ภาพแห่งความทรงจำที่มีต่อเขาก็ผุดพรายขึ้นตามไปด้วย และการได้ดูหนังที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งและรักในตัวนักร้องหนุ่มผู้อาภัพคนนี้มากขึ้นทุกที ไปสู่สุขคติเถิดนะ ‘แจ็กโก้’

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"

ติดตามฟังเพลงทั้งหมดนี้ได้ (รวมทั้งงานเพลงอื่นๆ ของไมเคิล แจ็กสัน ที่น่าสนใจและไม่ค่อยถูกนำเผยแพร่ออกอากาศ) ในรายการ ‘อาทิตย์บันเทิง’ ทางคลื่น Nation Radio 102.0 MHZ วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้ เวลา 05.00- 06.45 น. และทาง www.nationradioonline.com