บันเทิง

‘ความรัก’ที่หลุดพ้นพันธนาการของสังคม

‘ความรัก’ที่หลุดพ้นพันธนาการของสังคม

31 ส.ค. 2558

‘ความรัก’ ที่หลุดพ้นพันธนาการของสังคม สู่ความนิยมในการสร้าง ‘หนัง-ซีรีส์’ : สกู๊ปบันเทิง

 
          พูดถึงหนังของการข้ามขีดจำกัดเรื่องเพศ ไม่สำคัญว่าจะเป็น “ชาย” หรือ “หญิง” สมัยก่อนอาจจะตีกรอบระบุสถานะทางสังคมของบุคคลเหล่านั้นว่า “เพศที่่สาม” แต่เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนไป คำว่า เพศที่สาม หรือ เพศทางเลือก ดูจะล้าสมัย และไม่แฟร์สำหรับกลุ่มคนที่เพียงแค่มีรสนิยมเรื่องความรักและความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่ข้ามขีดเรื่องเพศไป
 
          “หนังทางเลือก” หรือหนังรักของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ในสมัยก่อน จึงมีเพียงภาพสะท้อนของความเศร้า หรือชีวิตรักที่มักจะไม่มีความสุขอย่าง “เพลงสุดท้าย” สะท้อนเรื่องราวของสาวประเภทสองที่ไม่สมหวังในความรักและจบลงด้วยโศกนาฏกรรม รสนิยมความรักแบบนี้ เปรียบเสมือนเรื่องต้อง “คำสาป” ในหลายยุคสมัยที่ผ่านมา มีภาพความไม่สมหวัง และถูกปฏิเสธจากสังคม
 
          ถัดมาในยุคของภาพความ “ตลก” ที่พบมากในหนังเกย์ หรือหนังแมสทั่วไป ทว่าสอดแทรกความฮา ของกลุ่มชาวสีม่วง ทั้ง ปล้นนะยะ, หอแต๋วแตก (หลายภาค), สตรีเหล็ก, พรางชมพู รวมไปถึงหนังที่มีมุมดาร์กอย่าง เพื่อน...กูรักมึงว่ะ หนังเกย์ดราม่าอย่าง Me myself หรือหนังวนลูปสะท้อนเรื่องของการยอมรับในสังคม it get better    
 
          เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า “หนังเกย์” มีมิติและแง่มุมในการนำเสนอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมชีวิตในเรื่อง พี่ชาย my Hero หรือรักกุ๊กกิ๊กอย่าง พี่ชาย my bromance, Love love you รวมถึงหนัง แนวแฟนตาซี อีโรติก ดราม่า คืนนั้น และอีกหนึ่งความท้าทายกับเรื่องในมุมมืดของมนุษย์กับ อนธการ ฯลฯ ยังไม่นับรวม ซีรีส์ทางจอโทรทัศน์ กับเรื่องราวความรักหลากหลายแง่มุม ที่ฝ่าทุกข้อจำกัดเรื่อง “เพศ” ใช้ความเป็น “based on true story” หรือเรืื่องเล่าจากประสบการณ์จริงกับ “คลับฟรายเดย์” ที่ออกมาหลายซีซั่น ทั้งเรื่องของ “ชายรักชาย” อย่าง ความลับของมิ้นต์กับมิว, ความลับของหัวใจที่ไม่มีจริง “ผู้หญิงรักเกย์” ในตอน ความรักไม่ผิด...ผิดที่รักไม่ได้, “ผู้ชายรักทอม” ตอน ความรักไม่ผิด...ผิดที่เธอเปลี่ยนไป หรือเรื่องราวของ “หญิงรักหญิง” กับตอน รักเธอ รักเขา และ รักของเรา  
 
          มากไปกว่านั้น ยังมีซีรีส์วัยรุ่นสุดฮิต อย่าง “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ซึ่งถือว่าเป็นซีรีส์ลำดับแรกๆ ซึ่งกล้านำเสนอความรัก ในรูปแบบนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา จนเกิดกระแส “คู่จิ้นวาย” ก่อนจะมีตามมาอีกหลายเรื่อง อาทิ Love sick, Room Alone   เมื่อไล่เรียงดูพัฒนาการ ในการนำเสนอความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงต่อสังคม มีการเปิดกว้างและไร้ข้อจำกัดมากขึ้น หนังเกย์ ไม่จำเป็นต้องมีแค่ภาพความผิดหวัง หรือความตลกเสมอไป แต่กลับเพิ่มความหลากหลาย ขายความลึก สร้างเสน่ห์ดึงดูด และเล่นกับความรู้สึก ด้านความปรารถนาลึกๆ ภายใน จนกลายเป็นแรงขับให้เกิดพฤติกรรม
 
          จุดที่่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องของ “ความรัก” ที่เข้าขั้น “ไร้กฎเกณฑ์” สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะสมหวังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทและแรงกดดันทางสังคม มีการกล้ายอมรับตัวเองมากขึ้น ของกลุ่มคนเหล่านี้ เพศหญิงชาย กลายเป็นเพียงเพศสภาพที่มนุษย์ถือกำเนิด แต่ “จิตใจ” และ “ความรู้สึก” คือ ตัวกำหนดพฤติกรรม 
 
          ทาง “คมชัดลึก” ได้สัมภาษณ์ผู้กำกับชื่อดังอย่าง “กอล์ฟ” ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับพัฒนาการของ “หนังเกย์” ว่า ปัจจุบันมีมิติมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยส่วนตัวมีการต่อสู้กับเรื่องนี้มาตลอด เพราะคนที่เป็นเกย์หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง 
 
          "เราต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด เพราะคนที่เป็นเกย์ หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม เขาคือคนคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อจะเล่าเรื่องของคนคนหนึ่งในหนัง ต้องมีมิติ ไม่ได้ออกมาแค่ตลกอย่างเดียว เพราะชีวิตเกย์หรือกะเทยจริงๆ ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องตลก เรารู้สึกว่ามันดีมาก ณ พ.ศ.นี้ เรานำเสนอหนังในชีวิตของคนที่เป็นเกย์ หรือคนที่มีหลากหลายทางเพศได้มีมิติมากขึ้น ทำให้คนในสังคมหันมามองคนกลุ่มนี้มากขึ้นว่า เขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา คล้ายการหาจุดยืน และสร้างพื้นที่ให้แก่คนในรูปแบบต่างๆ ทำให้คนที่มีความสามารถกล้าเปิดตัวเอง คนที่อยู่ในสังคมแล้วไม่กล้าเปิดตัว ก็กล้าที่จะเปิดมากขึ้น เพราะพอเรามีเพศที่สาม ซึ่งประสบความสำเร็จ ทั้ง เกย์ ทอม กะเทย เบี้ยน อะไรก็ตามแต่ ทำให้คนรู้สึกว่า การเป็นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอีกต่อไป" กอล์ฟ กล่าว
 
          พร้อมเสริมต่อว่า “บางคนอาจจะมองว่า เพราะสื่อนำเสนอเรื่องราวแบบนี้เยอะหรือเปล่า ทำให้คนเป็นเกย์ เป็นตุ๊ดมากขึ้น จริงๆ คนเป็นอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่กล้าเปิด แต่พอมีสื่อที่นำเสนอ ในเรื่องดีๆ เรื่องบวกๆ ของคนกลุ่มนี้ ก็ทำให้เขาสามารถไปบอกกับสังคมว่า กูก็เป็นนะ และกูภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นนะ เลยทำให้สังคมรู้สึกว่าเหมือนคนกลุ่มนี้จะมีเพิ่มมากขึ้น”