
โอซากา... หน้าเดิน!(1)
31 ส.ค. 2558
โอซากา... หน้าเดิน!(1) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
จะประหลาดมั้ยถ้าฉันจะบอกว่า... ฉันเกลียดการเดินทาง แต่ฉันชอบจุดหมายปลายทาง และเมื่อไหร่ที่จะพาตัวเองไปไหน ฉันจะหลับหูหลับตาโดยไม่คิดมาก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับการเดินทาง แล้วไปโผล่ลืมตาอีกทีตอนถึงปลายทาง
“คุณพี่คะ... ลูกค้าสร้างเวทีไม่ทัน ขอเลื่อนงานไปอาทิตย์หน้า... แล้วละครชาติพยัคฆ์คืนคิวทั้ง 2 วันค่ะ” การเลื่อนคิวงานคือประตูสู่ความว่าง... ว่างงาน! ว่างขนาดนี้อย่าอยู่กับที่ เพราะจะทำให้เหงาหงอยใจลอย ความคิดอยากจะมีผัว (ชั่วคราว) จะเข้ามาแทนที่สมองอันว่างเปล่า ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเดี๋ยวจะจบไม่สวยและศพไม่สวยเพราะปากขนาดนี้... ในที่สุดฉันก็ตื่นเช้ามาเช็กอินตั๋วเครื่องบินที่สุวรรณภูมิพร้อมกับคุณนก (พี่สาว) คุณแป้ (น้องสะใภ้) และคุณสีเกด ผู้จัดการ เป็นเที่ยวบินที่เกือบเต็ม แต่ก็ยังมีที่ว่างพอให้เราเลือกนั่งได้ ทีแรกก็นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋วเครื่องบิน คุณแอร์โฮสเตสที่น่ารักของการบินไทยใจดีเดินมาบอกว่ามีที่นั่งด้านหน้าว่างอยู่... นางฟ้ามาโปรด! พวกเราเลยอพยพไปนั่งกันอย่างสำราญเพราะเหยียดขาไปข้างหน้าได้อย่างสบาย คนไทยใจดี คุยภาษาเดียวกัน และบริการดี
นี่คือเหตุผลของการบินไปไหนทั่วโลกก็ตามฉันขอแค่... “การบินไทย” ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะส่งภาษากันจนมือหงิก เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่และปลอดเสียงเพราะ 90% ของผู้โดยสารคือชาวญี่ปุ่น ชาติที่มารยาทดีและมีระเบียบที่สุดในโลก พวกนางคุยกันเบามาก กระซิบขนาดนี้ไม่รู้คุยหรือนินทา ถ้าจะฟังคงต้องเงี่ยหูฟัง เป็นมารยาทที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งผิดกับพวกเราที่เหลือ... ผีเจาะปากค่าคุณตำรวจ นอกจากนี้ยังปลอดเด็กๆ โอ้พระเจ้า! ฉันดีใจเหลือเกิน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเที่ยวบินผี เด็กร้องกรี๊ดๆ อยู่ตลอดเวลา หาความสงบสุขยาก จะว่าไปเด็กก็คือเด็ก เด็กเล็กไม่รู้เรื่อง แต่กับเด็กบางคนโตพอจะพูดรู้เรื่อง แต่กรูจะกรี๊ดพ่อแม่ก็ปล่อยให้ลูกขึ้นอ็อกเทฟ (Octave) ขั้นเทพระดับโซปราโน่ ร้องกรี๊ดๆ เหมือนหนังสยองขวัญ ปวดหูยันปวดตับค่าคุณตำรวจ! ไม่รู้ใครพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ระหว่างพ่อแม่กับเด็ก! ... เอาเป็นว่าครั้งนี้เป็นเที่ยวบินที่ชอบสุด!!
นี่คือเหตุผลของการบินไปไหนทั่วโลกก็ตามฉันขอแค่... “การบินไทย” ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะส่งภาษากันจนมือหงิก เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่และปลอดเสียงเพราะ 90% ของผู้โดยสารคือชาวญี่ปุ่น ชาติที่มารยาทดีและมีระเบียบที่สุดในโลก พวกนางคุยกันเบามาก กระซิบขนาดนี้ไม่รู้คุยหรือนินทา ถ้าจะฟังคงต้องเงี่ยหูฟัง เป็นมารยาทที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งผิดกับพวกเราที่เหลือ... ผีเจาะปากค่าคุณตำรวจ นอกจากนี้ยังปลอดเด็กๆ โอ้พระเจ้า! ฉันดีใจเหลือเกิน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเที่ยวบินผี เด็กร้องกรี๊ดๆ อยู่ตลอดเวลา หาความสงบสุขยาก จะว่าไปเด็กก็คือเด็ก เด็กเล็กไม่รู้เรื่อง แต่กับเด็กบางคนโตพอจะพูดรู้เรื่อง แต่กรูจะกรี๊ดพ่อแม่ก็ปล่อยให้ลูกขึ้นอ็อกเทฟ (Octave) ขั้นเทพระดับโซปราโน่ ร้องกรี๊ดๆ เหมือนหนังสยองขวัญ ปวดหูยันปวดตับค่าคุณตำรวจ! ไม่รู้ใครพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ระหว่างพ่อแม่กับเด็ก! ... เอาเป็นว่าครั้งนี้เป็นเที่ยวบินที่ชอบสุด!!
นอกจากพวกนางจะไม่ส่งเสียงคุยกันแล้วยังนอนหลับเร็วทั้งๆ ที่บินช่วงกลางวัน พอดับไฟพวกนางก็หลับทันทีงี้ ใครจะหลับก็หลับ แต่ไม่ใช่เวลานอนของฉัน เลยดูหนังฆ่าเวลา ถึงสนามบินคันไซ อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต (Kansai International Airport) 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) พอเครื่องเริ่มลดระดับลงจอดก็มีเสียงเพลงกรุ๋งกริ๋งให้พวกเราเล่นเกมทายเพลง “เซียนโอเกะ” กันค่าคุณ ก่อนลงพนักงานบนเครื่องแจกเอกสารไว้ให้ยื่นตอนผ่านด่านคนเข้าเมือง ขอสารภาพว่าศัพท์บางคำก็ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ฉันเดาเอาเองว่า ถ้ามีช่อง yes กับ no ให้ขีดช่อง no ไว้ก่อน เพราะมันต้องเป็นแบบสอบถามอะไรที่มันไม่ให้เข้าเมืองแหงๆ ไม่รู้ล่ะ ปฏิเสธไว้ก่อนละกัน! ที่ที่เครื่องจอดกับที่รับกระเป๋าจะอยู่กันคนละตึก ต้องนั่งรถไฟฟ้าเข้าไปอีกตึก... พอมาต่อคิวผ่านด่านคนเข้าเมือง โอ้โฮ! คนเป็นร้อยๆ เหมือนมารอประตูเปิดเพื่อดูคอนเสิร์ตทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ กวาดสายตาไปคร่าวๆ คุณคะ 90% เป็นคนจีนค่า ตั้งแต่ไม่ต้องใช้วีซ่าพวกนางถือธงบุกมาเลย ส่วนใหญ่มาจากเมืองจีน บางส่วนมาจากฮ่องกง (ฟังจากภาษาที่ใช้พูดกัน) ที่เหลืออีกน้อยนิดคือ เกาหลี กับไทย
มองโดยรวมหน้าตาจะคล้ายกันหมด ทั้งไทย จีน และเกาหลี แต่เราสามารถจำแนกชาติเกาหลีออกจากทุกชาติได้ด้วย “แฟชั่นและสันจมูก” เหมือนยืนอยู่บนรันเวย์ที่มิลาน อิตาลี สูงยาวเข่าดีและจมูกโด่งผิดกับพวกเราที่อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แต่งตัวได้เจ็บไตมาก! คู่รักที่มาด้วยกันแต่งตัวเข้ากันมาก ผู้หญิงจะสวมส้นสูงๆ ปรี๊ด แค่เห็นก็ปวดเข่าแล้ว! ผู้ชายจะสวมแจ็กเก็ตเก๋ๆ เท่ๆ มีสไตล์ มีโซ่ห้อยที่เอว สวมรองเท้าสวมผ้าใบแบรนด์อินเตอร์แบบที่พวกแร็ปเปอร์เมืองนอกเขาใส่กัน เห็นแล้วอยากจะทักว่า “โย่ ... วอทซับบ!” เปรี้ยวมากค่ะคุณ ช่องเปิดบริการอยู่ 6-7 ช่อง รองรับคน 300-400 คน ซึ่งลงจากเครื่องมาสมทบมากขึ้นๆ พนักงานเขาทำงานหนักและเร็วมาก แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ต้องรอถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะได้ออกจากช่องตรวจคนเข้าเมืองเพื่อไปรับกระเป๋า... กระเป๋าที่ตกหล่นเขาจะเอามาเรียงรวมกันแล้วติดป้ายเที่ยวบินไว้ ซึ่งง่ายแก่การค้นหา คุณสีเกดนำทางพวกเราไปเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าแบบด่วน ราคาคนละ 1,430 เยน (400 บาท) เพื่อเข้าไปย่าน “นัมบะ” (Namba) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางโอซากา (เทียบเท่ากับสยามของเรานั่นแหละ) รถไฟฟ้าของเขาตรงเวลาเป๊ะ ใช้เวลา 38 นาที ถึงสถานีนัมบะ (Namba) แล้วซื้อตั๋วนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินต่อไปยังสถานี “ชินไซบาชิ” (Shinsaibashi) คาบกระเป๋าขึ้นบันไดมาโผล่ด้านบน คราวนี้ต้องใช้ปากถามทางแล้ว โชคดีที่เจอคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ สำเนียงฝรั่งสุดๆ สงสัยนางจะทำงานกับต่างชาติ นางเดินพาเราไปจนถึงโรงแรมที่เราจะพัก ช่างใจดีจริงๆ เราพักกันที่โรงแรมเล็กๆ ราคาห้องละ 3,500-4,000 บาท คุณสีเกดเป็นคนจอง (ฉุกเฉินตามใจฉัน) นางว่าถ้าจองเร็วจะถูกกว่านี้ และไม่ควรเดินเข้าไปโรงแรมโดยไม่จองล่วงหน้า เพราะราคาจะแพงกว่าและเสี่ยงต่อการที่ห้องจะเต็ม
ขณะที่สีเกดกำลังเซ็นเอกสารเพื่อเช็กอิน ฉันเหลือบไปเห็นร้านสะดวกซื้อภายในโรงแรม ร้านใหญ่เบ้อเริ่ม เปิด 24 ชั่วโมง มีทุกสิ่งอัน ข้าวปั้น แซนด์วิช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือแม้แต่น้ำแข็งมีทั้งเป็นถุงและเป็นถ้วย แต่ดูราคาแล้วน้ำตาจะไหล คิดถึงเมืองไทยขึ้นมาทันที น้ำแข็งถ้วยละ 30 บาท น้ำแข็งถุงละ 90 กว่าบาทค่าคุณ บ้านเราถุงละ 10 บาทเองค่ะ! แต่... มาตรฐานและคุณภาพมันต่างกันค่ะคุณ ฉันก็เลยได้แต่มอง ก่อนขึ้นห้องพวกเราหิวมาก เพราะกินข้าวบนเครื่องก็ตอนบ่าย นี่มันจะ 4 ทุ่มแล้ว กินควายได้ทั้งตัวเลยค่ะเวลานี้ คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง ก๋วยเตี๋ยวข้างทางบ้านเรา แต่ที่นี่ญี่ปุ่นเราก็เลยต้องหา ราเม็ง (Ramen) กินกัน ติดกับโรงแรมมีร้านราเม็งเปิดอยู่ร้านหนึ่ง ลูกค้านั่งรอคิวอยู่หน้าร้านเกือบ 10 คน กะเหรี่ยงอย่างเราเลยต้องต่อคิวหิ้วท้องรอ พนักงานคนหนึ่งออกมาบอกให้พวกเราไปสั่งอาหารและจ่ายตังค์ก่อน พอถึงคิวจะได้กินทันทีไม่ต้องรอ เราเดินไปที่ตู้มองดูรูปภาพ เอาแบงก์สอดเข้าไปในช่องรับเงิน กดเลือก ตั๋วใบเล็กๆ ก็โผล่ออกมา ตามด้วยเงินทอนเป็นเศษเหรียญ ร้านอาหารเขาเล็กมาก มีโต๊ะอยู่ 3 โต๊ะ นั่งรอบเคาน์เตอร์ได้อีก 6-7 ที่ ดังนั้น 1 คนต่ออาหาร 1 อย่าง อย่าได้สั่งชามเดียวมาแบ่งกันกินเดี๋ยวจะโดนดุเอา ค่าเช่าร้านเขาแพง รีบกินรีบออกจากร้านเพราะมีคิวรออยู่ จะมัวมานั่งถ่ายรูป คุยกัน อัพรูป เล่นไลน์ เขี่ยเฟซบุ๊ก เกรงว่าจะถูกเชิญออกไปนอกร้านนะคะคุณ! บะหมี่ตกชามละ 240 บาท ถ้าพิเศษใส่เครื่องเยอะๆ ก็ประมาณ 300 บาท แต่ชามเท่าอ่างปลาทอง ถึงอย่างนั้นฉันก็ว่ามันแพงอยู่ดี ให้เส้นเยอะหมูน้อย บางร้านแปะมาบางๆ 2 ชิ้น แต่เส้นกินจนเหนื่อยกว่าจะหมด น้ำซุปแต่ละร้านก็ต่างกัน มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ดกับไม่เผ็ด เหมือนดูในทีวีแชมเปี้ยนนั่นแหละ คิดดูว่าถ้าอยู่บ้านเรากินก๋วยเตี๋ยว 240 บาท 4 คน มีท้องแตก! เขาแถมน้ำให้กินฟรี มีเหยือกน้ำทิ้งไว้ให้เติมเอง ฉันสั่งเกี๊ยวซ่ามาอีก 2 จาน จานละ 90 บาท มี 5 ตัวในจาน ก็อร่อยดี แต่ไม่จุใจเท่าเกี๊ยวซ่าของคนจีน ซึ่งตัวใหญ่อุดมด้วยหมูและราคาถูกกว่าแยะ ของญี่ปุ่นเน้นผักมากกว่าหมู กินพอรู้รสเป็นการเปิดมื้อแรกที่โอซากาอย่างไม่น่าเกลียดนัก
พวกเรากลับโรงแรมลากกระเป๋าเข้าห้อง ซึ่งไม่แปลกใจว่ามันเล็ก มากี่ทีไม่ว่าที่ไหนมันก็เล็กแบบนี้ แต่ครบครัน (เล็กขนาดที่ว่าพาผู้ชายมาต้องมีได้มีเสียแน่ๆ เพราะแคบจนหนีไม่พ้นนะเซ่!)... ถ้าไม่เอาความเคยชินแบบคนไทยที่คุ้นเคยกับที่กว้าง ฉันว่าที่นี่เป็นความพอเพียงที่พอดีนะ เขาใช้พื้นที่อย่างเป็นประโยชน์สูงสุดทุกตารางนิ้ว ในห้องมีเตียง 2 เตียง โต๊ะหัวเตียง ตรงกลางใช้ร่วมกันซึ่งวางอะไรไม่ได้แล้วนอกจากมือถือ โต๊ะเขียนหนังสือแคบๆ เล็กๆ วางทีวีเครื่องเล็กไว้หนึ่งเครื่อง เก้าอี้เขียนหนังสือห่างจากปลายเตียงแค่คืบกว่าๆ เวลาจะนั่งต้องเอาขาแหย่เข้าไปซุกไว้ใต้โต๊ะ อย่านั่งเอียงซ้ายเอียงขวาเด็ดขาด เพราะจะติดปลายเตียง แต่ฉันกับสีเกดนั่งแล้วติดพุง!... มีเครื่องฟอกอากาศวางไว้ที่พื้นข้างโต๊ะเขียนหนังสือ มีตู้เล็กๆ ไว้แขวนเสื้อผ้าและเก็บกระเป๋าสัมภาระ จะเอากระเป๋าออกมาเปิดต้องวางบนเตียง เพราะช่องทางเดินก็แคบ ไม่พอกางกระเป๋าออก... ฉันชอบห้องน้ำที่ญี่ปุ่นแม้จะเล็กแต่มันเล็กกะทัดรัดและครบครันจริงๆ ทั้งอ่างล่างหน้า อ่างอาบน้ำ โถส้วมที่มีที่ล้างก้นล้างจิ๊มิอยู่ในตัว เห็นทีไรนึกถึงที่ โน้ส อุดม พูดไว้ว่า... มันรู้ได้ยังไงว่าระยะยิงน้ำตรงไหนเป็นก้น ตรงไหนเป็นที่ฉี่? อาบน้ำเสร็จ... หลับเป็นตายสิคะคุณ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ เดินกันขาขวิดล่ะค่า!
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ โอซากา... หน้าเดิน!(1) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



